ยัง "ทอน" ความเป็นคน


เพิ่มเพื่อน    

 

           มีคนบอกว่า...พ้มอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย

                ยอมรับความแตกต่างได้ และไม่คิดแตกแยก

                เอาเข้าจริง ดูไปดูมา มีแต่ประชาธิปไตยกะล่อนเกลื่อนเมือง

                มันไม่ใช่เรื่องความเห็นต่างแล้ว

                แต่เป็นเรื่องกูไม่เห็นด้วยกับมึงในทุกเรื่อง            

                ต่อให้ต้องถูสีข้างแดงเถือก ก็ไม่เห็นด้วย

                ก็อย่างที่เห็น "ธนาธร" ไลฟ์สดวัคซีน โยงมั่วไปหมด สยามไบโอไซเอนซ์ ในหลวง ร.๙ และ ร.๑๐ รัฐบาล ยัน AstraZeneca

                ไลฟ์สดด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร 

                ใช้ถ้อยคำโจมตีมากกว่าตั้งคำถาม

                พูดความจริงไม่หมด แสร้งทิ้งปมให้เป็นปริศนา

                โกหกหน้าด้านๆ

                ในภาพรวมคือนำเสนอให้เกิดภาพลบกับกระบวนการได้มาซึ่ง "วัคซีนโควิด-๑๙"

                แต่...ฝ่ายสนับสนุน "ธนาธร" บอกว่า "ธนาธร" แค่ตั้งคำถาม ทำไมรัฐบาลไม่นำข้อเท็จจริงมาตอบ กลับฟ้องเอาผิด ม.๑๑๒

                คนพวกนี้น่าจะถูกอบรมเลี้ยงดูมาผิดวิธี             

                แยกแยะไม่ออก ระหว่าง "ตั้งคำถาม" กับ "โจมตี"

                ฟังผ่านๆ เหมือน "ธนาธร" ตั้งคำถาม แต่เปล่าเลย เป็นการโจมตีโดยไม่มีข้อเท็จจริง

                ถ้าฟ้องหมิ่นประมาท "ธนาธร" ติดคุกเห็นๆ         

                อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ความขัดแย้งในสังคมไทยตอนนี้ ไม่ใช่เพราะแตกต่างทางความคิด แต่เพราะกูไม่เห็นด้วยกับมึง

                ฉะนั้นเสียงที่ออกมาจากฝั่งสนับสนุน "ธนาธร" จึงหัวชนฝาไม่สนใจข้อเท็จจริง นอกจากสิ่งที่พวกกูอยากให้เป็น

                ก็...พูดกันแต่ปากว่า แค่ตั้งคำถาม

                หัวโจกพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บอกว่า ธนาธรมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงงบประมาณในการจัดหาวันซีนกว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน สำคัญต่อชีวิต และเศรษฐกิจ เมื่อประชาชนตั้งคำถาม พล.อ.ประยุทธ์ ก็เพียงแค่ตอบมาเท่านั้น แต่กลับเลือกที่จะหัวร้อนไม่ตอบคำถาม

                ประเด็นคือมีผู้รู้ที่เกี่ยวกับวัคซีนตอบข้อโจมตีจาก "ธนาธร" จนไม่รู้จะตอบอะไรอีก 

                แล้วเชื่อกันหรือเปล่า?

                เปล่าเลย 

                ชี้แจงไป ก็กลายเป็นตอบไม่ตรงตามที่กูคิด

                ไม่เชื่อไม่พอ ยังไปเอาโพสต์ของ "หมอสลักธรรม โตจิราการ" จากศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า ลูกชายหมอเหวง มาค้านอีก

            "...วันนี้สถาบันซีรั่มแห่งอินเดียเริ่มผลิตวัคซีนโควิด-๑๙ ตามแบบของแอสตราเซเนกาแล้ว แต่ของไทยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ต้องรออีกอย่างน้อย ๔ เดือน ถึงจะเริ่มผลิตวัคซีนลักษณะเดียวกันและแจกจ่ายให้ประชาชนได้

            ถ้าบอกว่าเพราะต้องรอบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ทำโรงงานวัคซีนให้พร้อมเสียก่อน ก็ทำไมไม่ให้หน่วยงานอื่นที่น่าจะพร้อมกว่า เช่น องค์การเภสัชกรรม ที่มีโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่แก่งคอยอยู่แล้ว ทำไมไปให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ที่ไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อนทำ?

            แล้วโรงงานที่จะสร้างวัคซีนคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว? มีการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทราบความคืบหน้าและตรวจสอบหรือไม่ว่าโรงงานและกระบวนการผลิตคืบหน้าไปถึงไหน? จะบอกว่านี่เป็นเรื่องภายในก็ไม่ได้นะครับ เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตายของคนในชาติจำนวนมาก....."

                เป็นหมอทั้งที ควรจะหาข้อมูลให้แน่นแล้วค่อยแสดงความเห็นต่อสาธารณะ

                หรือตั้งใจปล่อยออกมาให้พวก ๓ นิ้วงับไปบิดเบือนกันต่อ

                อย่างน้อยๆ ค่อยๆ อ่านที่คุณหมอหลายๆ ท่านที่เข้าไปทำงานร่วมกับ ศบค. สยามไบโอไซเอนซ์ หรือ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชี้แจง ก็ไม่น่าจะเข้าใจยาก

                จะเห็นได้ว่าข้อมูลล้นทะลักตลอดวันอังคารที่ผ่านมา         

                วานนี้ (๒๐ มกราคม) แนวร่วมน้อยใหญ่ของ "ธนาธร" ก็ยังตั้งคำถามเดิมที่ตอบไปหมดแล้วอีก

                สรุปแล้ว ไม่ใช่เรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือแตกต่างทางความคิด

                แต่เป็นเรื่องมึงกับกูคนละพวกกัน

                ยกกรณี "เยล wevo" เป็นตัวอย่าง ก่อนเรื่องจะแดง ๓ นิ้วตั้งแต่หัวยันหาง อัดรัฐบาลกันยับ เผด็จการอุ้มฆ่า อยู่ร่วมกันไม่ได้แล้ว

                พอถูกแฉว่ากุเรื่อง แทนที่จะเบิกเนตร กลายเป็นว่าโทษกล้องวงจรปิดชัดเกินไป

                เมื่อเป็นเช่นนี้ ใช้มาตรการทางกฎหมายดีที่สุด เผื่อจะได้สำนึก

                ครับ....เห็นท่าทีของ "ธนาธร" อ่อนลงนิดนึง คราวนี้บอกว่าเห็นด้วยทุกประการที่รัฐหรือเอกชนไทยจะได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตวัคซีน

                แต่ตั้งคำถามถึงกระบวนการคัดเลือกเอกชน

                สิ่งที่ "ธนาธร" พูดเมื่อวันอังคาร แทบไม่ได้เน้นกระบวนการคัดเลือกเอกชน แต่เน้นดิสเครดิตสยามไบโอไซเอนซ์ และบริษัทในเครือว่า บริหารขาดทุนย่อยยับ ยังมีหน้ามารับงาน

                และทึกทักเอาว่า เป็นการแทงม้าตัวเดียว ต้องการสร้างความนิยมทางการเมือง มากกว่าการหาข้อสรุปในการจัดการวัคซีนให้ครอบคลุมมากที่สุดสำหรับคนไทย เป็นเรื่องคะแนนนิยมทางการเมือง

                แต่เอาล่ะในเมื่อสงสัยในกระบวนการคัดเลือกเอกชน ก็แจกแจงกันอีกรอบ

                "ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต" รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (ศบค.) อธิบายไว้ก่อน "ธนาธร" จะออกมาตั้งคำถาม...ตามนี้

                .....๑."คนขายไม่ได้เป็นสยามไบโอไซเอนซ์" : รัฐบาลสั่งซื้อวัคซีนจาก บ.แอสตราเซเนกา ซึ่งก็ยังต้องสั่งตรงกับทางแอสตราเซเนกา จนกว่า บ.สยามไบโอไซเอนซ์จะผลิตเองได้

                ๒."แอสตราเซเนกาเลือกสยามไบโอไซเอนซ์เอง" : ไม่ใช่รัฐบาลเลือก รัฐบาลเสนอไปหลายแห่ง แต่แอสตราเซเนกาเลือกเพียงแห่งเดียว เพราะมีศักยภาพสูงพอจะผลิตได้ เนื่องจากสยามไบโอไซเอนซ์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเรื่องการผลิตวัคซีน

                ๓."ผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่ส่วนตัว" : อีกเหตุผลสำคัญที่แอสตราเซเนกาเลือกสยามไบโอไซเอนซ์ เพราะแม้ว่าเป็นบริษัทเอกชน แต่เป็นเอกชนที่ไม่หวังผลกำไร ทำให้ขาดทุนมาตลอด แต่เป็นพระราชปณิธานของในหลวง ร.๙ ที่จะสร้างรากฐานทางการแพทย์ โดยมีความคล่องตัวในการบริหารแบบเอกชน ไม่ต้องขึ้นกับนโยบายหรือผู้บริหารภาครัฐ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของ Oxford ผู้คิดค้นวัคซีน ว่าบริษัทที่ผลิตวัคซีนสูตรนี้ต้องไม่ทำกำไร แต่ก็ไม่ขาดทุน (No Profit, No Loss) คือต้องขายเท่าทุน เพื่อไม่ให้แพงเกินไป และบริษัทอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Oxford ร่วมงานกับแอสตราเซเนกา เพราะยอมรับหลักการนี้....

                ถ้า "ทอน" อ่านแล้วยังไม่เข้าใจ.... 

                ก็เชิญทอนความเป็นคนของตัวเองต่อไปเถอะ.     


เห็นข่าว รฟม. "รื้อวัด" ทำสถานีรถไฟฟ้าแล้วตกใจ! วันนี้ ขอคุยหน่อย วัดที่ว่านี้คือ "วัดเอี่ยมวรนุช" ตรงสี่แยกบางขุนพรหม พื้นที่วัดมีซัก ๒ ไร่ ถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้?

'แอมมี่' คือ 'หนังตัวอย่าง'
'สสร.' หรือจะ 'ขันจอหว่อ'?
'แล้วรัฐบาลจะเอายังไง?'
'ไฟป่า-ไฟเมือง' เรื่องจงใจ
ว่าด้วย 'ดอกประชาธิปไตย'
มีค่า"ต่อเมื่อ"ขื่อคาถึง