รัฐประหารพม่ากับปัญหาที่จะตามมา


เพิ่มเพื่อน    

        ท่าทาง...น่าจะเรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียน หม่อง ไปแล้วเมื่อวานนี้ สำหรับประเทศพม่า หรือเมียนมา ภายใต้ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างนาง อองซาน ซูจี ส่วนจะเป็นหม่องประเภทไหน หม่องกระโจ๊วเผี่ยว-ไม่กระโจ๊วเผี่ยว ก็คงหนีไม่พ้นต้องหันไปสืบสาว เอาความ กับผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า อย่างหม่อง มิน อ่อง หล่าย เอาเองก็แล้วกัน...

                            -------------------------------------------------

            อย่างที่คุณน้า สุทธิชัย หยุ่น ท่านบอกเล่า เก้าสิบ เอาไว้ใน ไทยโพสต์ เมื่อวันวานไปหมาดๆ แทบนึกไม่ถึงว่า ทหารพม่า ที่ออกจะยิ่งใหญ่ ยืดยาว ไม่น้อยไปกว่า พระพม่า จะกล้าหาญ ชาญชัย ตัดสินใจรวบหัว รวบหาง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แบบชนิดไม่มีปี่-ไม่มีขลุ่ย เพียงเพราะเลือกตั้งได้มาแค่ 30-40 ที่นั่งเท่านั้นเอง ขณะที่พรรคของนาง อองซาน ซูจี กวาดเก้าอี้มาได้เกือบทั้งหมด หรือ 396 ที่นั่งจาก 470 ที่นั่ง ตามที่คุณน้า สุทธิชัย ท่านว่าไว้ อันนี้...ต้องเรียกว่าค่อนข้างเป็นอะไรที่ หางโผล่ หรืออะไรโผล่ก็แล้วแต่ เกินไปซักนิด ไม่ได้มีศิลปะ ลีลา ไม่ได้มีความประณีต ละเมียดละไม เท่ากับ ทหารไทย เอาเลยก็ว่าได้ ที่อย่างน้อยก็ยังพอมี 250 ส.ว.ไว้ในมือตั้งแต่แรก...

                            --------------------------------------------------

            สรุปเอาเป็นว่า...สุดท้าย พม่าก็หันกลับไปสู่เส้นทาง รัฐประหาร ดังเดิมอย่างมิอาจปฏิเสธ แม้ว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือมาตามระบอบประชาธิปไตย อย่างนาง อองซาน ซูจี นั้น ต้องถือว่า...เต็มไปด้วยความอดทน อดกลั้น เต็มไปด้วย ขันติธรรม เอามากๆ คือแม้จะถูกด่า ถูกว่า อย่างชนิดสาดเสีย เทเสีย ถูกถอนชื่อ ถอนรางวัล ที่เคยได้รับการยกย่อง เชิดชู บูชา จากพวกฝรั่งตะวันตกมาโดยตลอด โดยหันมายืนหยัด ยืนยัน ที่จะ แก้ปัญหา ตามข้อมูล ข้อเท็จจริง อันมีผลประโยชน์ส่วนรวม ส่วนใหญ่ ของชาวพม่าและสังคมพม่าเป็นที่ตั้ง แต่ถึงกระนั้น... ขันติ ก็ยังต้องกลายเป็น ขันแตก จนได้!!!

                           -----------------------------------------------------

            เนื่องจาก ทหารพม่า นั้น...ออกจะเป็นอะไรที่ผิดแผก แตกต่าง ไปจาก ทหารไทย อยู่พอสมควร ไม่ใช่แต่เฉพาะความใหญ่ ความยาว อะไรต่อมิอะไรเท่านั้น แต่ในแง่ของความฉุนฉิว กริ้วโกรธ ก็ดูจะ เอาเรื่อง มาโดยตลอด ถึงได้เกิดการรัฐประหารแล้วรัฐประหารเล่า แทบไม่เหลือช่องว่างให้กับการเลือกตั้งตามประชาธิปไตยซักกี่มาก-น้อย ทั้งๆ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างนาง อองซาน ซูจี นั้น ต้องถือว่ามี คุณภาพ ระดับคับแก้วเอาเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่คิดจะทำอะไรตามใจฝรั่ง ตามแบบฝรั่ง ไปซะทั้งหมด หรือไม่ได้ ทอน-บุด-ช่อ อย่างฝ่ายประชาธิปไตยบ้านเราเอาเลยแม้แต่น้อย ยังพร้อมที่จะคบหาสมาคมกับจีน พร้อมที่จะสร้างดุลถ่วงไว้กับอินตะระเดีย ประคับประคองตัวเองไปตามเส้นทางประชาธิปไตยแบบมีสติ และยึดมั่นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง...

                          ------------------------------------------------------

            แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่อไม่ได้มี ปืน เอาไว้ในมือซะอย่าง!!! สุดท้ายก็เลยต้องมีวันนี้เอาจนได้ หรือต้องเกิดการ รัฐประหาร ที่จะนำไปสู่อะไรต่อมิอะไรก็ยากที่จะคาดเดา ยากที่จะจินตนาการ ออกมาให้ชัดๆ แต่การที่พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งสามารถกวาดที่นั่งทั่วประเทศมาได้ถึง 396 ที่นั่ง หรือเกือบ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ จู่ๆ จะถูกกวาด ถูกล้าง ให้สิ้นซากยังไงๆ...ย่อม เป็ง-ปาย-ม่าย-ล่าย อยู่แล้วแน่ๆ และนั่นเอง...ที่จะกลายเป็น ปัญหา ของพวกทหาร ของพลเอก มิน อ่อง หล่าย ที่จะต้องนั่งสาง นั่งแก้ปม หนักซะยิ่งกว่า ลิงแก้แห อีกไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า เนื่องจาก ความเป็นพม่า ในทุกวันนี้ มันต่างไปจากยุคเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว หรือยุครัฐประหาร 8-8-88 แบบคนละเรื่อง คนละม้วน...

                             ------------------------------------------------------

            คือพม่าทุกวันนี้...ไม่ได้มีเสน่ห์เย้ายวน กวนใจ ให้กับจีน หรืออินตะระเดีย เหมือนแต่ก่อน ที่พร้อมควักเงิน ควักทอง ควักกระสุน พร้อมรับประกันการันตีต่อ รัฐบาลทหาร ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ กรณี เพื่อแลกกับการได้มาซึ่ง เส้นทางไข่มุก หรือได้ทางออกทางทะเล จนต้องถ่วงดุลกันไป-ถ่วงดุลกันมากับอินตะระเดียแบบชนิดก้าวต่อก้าว เพราะภายใต้การดำเนินวิเทโศบายอันชาญฉลาดของรัฐบาลประชาธิปไตยยุคนาง อองซาน ซูจี ก็พอช่วยให้เกิดความ สมดุล ต่อปัญหาภายนอก จนไม่จำเป็นต้องสอดแทรก แทรกแซงอะไรต่อมิอะไรเหมือนแต่ก่อน ตรงกันข้าม...ความขี้ยัวะ ขี้ฉุน ของ ทหารพม่า โดยเฉพาะบริเวณชายแดนด้านที่ติดต่อกับประเทศจีนนั่นแหละ กลับมีโอกาสก่อให้เกิด ปัญหา ขึ้นมาได้ไม่ยาก...

                                -----------------------------------------------------

            ยิ่งถ้าหาก ทหารพม่า ดันคิดหันไปสร้างเสน่ห์เย้ายวน กวนใจ ให้กับอเมริกา ที่กำลังควานหา มิตรแท้ และ ศัตรูถาวร ภายใต้ ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก อยู่ในทุกวันนี้ อันนั้นนั่นแหละ...ยิ่ง โกบิ๊ก ไปกันใหญ่ หรือไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มีเอาง่ายๆ แม้จะมี อาวุธ อยู่ภายในมือก็เถอะ หรือสรุปง่ายๆ ว่า ปัญหาพม่า ทุกวันนี้ แทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ปัจจัยภายนอก อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยภายใน หรือกับอารมณ์-ความรู้สึกของชาวพม่าโดยส่วนใหญ่นั่นแหละเป็นหลัก การตัดสินใจรัฐประหารยึดอำนาจพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ที่กวาดคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศมาได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ มันจึงไม่น่าจะ เรียบโร้ยย์ย์ย์ โรงเรียนทหารพม่าเอาง่ายๆ แต่จะนำไปสู่ฉากเหตุการณ์แบบไหน อย่างไร ต่อไป อันนั้น...คงต้องคอยเงี่ยหูฟังคุณน้า สุทธิชัย หยุ่น กันไปเป็นระยะๆ...

                              ----------------------------------------------------

            ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Julius Caesar”... “Arms and laws do not flourish together. – อาวุธและกฎหมายเจริญเติบโตพร้อมๆ กันไม่ได้...”.

                         ------------------------------------------------------

 


เห็น "นพ.บุญ วนาสิน" ประธาน "ธนบุรี  เฮลท์แคร์ กรุ๊ป" ออกโทรทัศน์ช่องเนชั่น เที่ยงวาน (๒๓ มิ.ย.) ฉอดๆ เรื่องจัดหาวัคซีนทางเลือกและเศรษฐกิจแบบเมามัน ใจร้องถามขึ้นมาเองว่า "อีกแล้วหรือ...คุณหมอ เห็นหลบหน้าไปตั้งนาน?"

เรตติงวันเกิด 'ตูดตุ๊กๆ'
เขา 'แก้กันอีกแล้ว' พี่ขา
กีฬา 'ใหญ่กว่า' แก้รัฐธรรมนูญ
ภาษาสื่อ"ปูติน-ไบเดน"
"ลุงป้อม-น้องธรรมนัส"
'เวียดนาม' ใกล้บอลโลก