ความประมาท...คือหนทางแห่งความตาย!!!


เพิ่มเพื่อน    

      พรุ่งนี้แล้วสินะ...ที่จะได้ฤกษ์ ได้เวลา ในการลุกขึ้นมาประหัตประหารกันในทางการเมือง หรือการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 9 ราย โดยบรรดาพลพรรคฝ่ายค้านทั้งหลาย ส่วนจะก่อให้เกิดความเมามันซ์ซ์ซ์ ซี้ดๆ ซ้าดๆ แบบระดับ ลิเวอร์พรุน เจอ แมนฯ ยูฯ หรือ เวสต์บรอมวิช เจอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หรือไม่ เพียงใด ก็คงต้องรอไปติดตามโดยพลัน...

                     ------------------------------------------------

      คือยังไงๆ...คงต้องชักสะพานแหงนถ่อรอฟังอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้นั่นแหละทั่น!!! เพราะไม่ว่ามันซ์ซ์ซ์-ไม่มันซ์ซ์ซ์ แต่ต้องถือเป็นการ ทำหน้าที่ ไปตามระบบ ตามกระบวนการ และตามวิถีทางของรัฐสภาโดยปกติ อย่างมิอาจชิงชัง รังเกียจ ได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนอะไรผิด-อะไรถูก อะไรเหมาะ-ไม่เหมาะ ควร-ไม่ควร ไปจนถึงมันซ์ซ์ซ์-ไม่มันซ์ซ์ซ์ อันนั้น...คงเป็นเรื่องที่ต้องไปวินิจฉัยชี้ขาดกันเอาเอง ไปตามสภาพ หรือตาม รสนิยม ของใครก็ของมัน แต่อย่างน้อย...ย่อมต้องถือว่าเป็น ประโยชน์ สำหรับบรรดาเราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลาย หรือบรรดาทวยไทยและปวงชนชาวไทย ที่จะได้มีโอกาสใคร่ครวญ พิจารณา ถึงการประพฤติปฏิบัติ ของบรรดา นักการเมือง ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย มากกว่าที่แค่ต้องหลับหู-หลับตา กาไป-กามา ในบัตรเลือกตั้ง หรือในคูหาเลือกตั้ง เพียงแค่ 4 วินาทีเท่านั้นเอง...

                            ----------------------------------------------------

      โดยศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้...ดูๆ แล้ว ฝ่ายค้านเขาก็ค่อนข้างมั่นอก-มั่นใจอยู่พอสมควร แต่คงไม่ต่างไปจากฝ่ายรัฐบาลนั่นแหละ ที่ยังไงๆ...คงต้องมั่นอก-มั่นใจเอาไว้ก่อน ส่วนหลังจากเมื่อได้ออกหมัด-ออกเท้า เมื่อได้สาดมือ-สาดตีน กันไปแล้วพอสมควร อันนั้นนั่นเอง...ที่เป็นเรื่องของเราๆ-ทั่นๆ หรือบรรดาทวยไทยและปวงชนชาวไทยทั้งหลาย จะเป็นผู้ชี้วัดตัดสินกันเอาเอง ว่าจะ เสมอไหน จะยกมือให้ฝ่ายมุมแดง หรือมุมน้ำเงิน หรือจะตัดสินใจปารองเท้าแตะ ขวดน้ำ และเก้าอี้ ขึ้นไปบนเวที อันเนื่องมาจากต่างฝ่าย ต่าง ชกไม่สมศักดิ์ศรี ก็คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจ หรือวิจารณญาณ ที่คงต้องไปว่ากันเอาเองตามแบบฉบับของใครก็ของมัน...

              --------------------------------------------------

      ต่างไปจาก ศึกนอกสภา ในช่วงระยะนี้...ที่แทบไม่ต้องเสียเวลาพูดพล่าม ทำเพลง เอาเลยก็ว่าได้ แต่กลับพร้อมแล้วที่จะสาดก้อนหิน ก้อนอิฐ ระเบิดปิงปองและประทัดยักษ์ ใส่บรรดาเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสงบเรียบร้อย ชนิดหัวปูด หัวโน บาดเจ็บกันไปเป็นระนาว หรือออกอาการแรงขึ้น เหี้ยมขึ้น ฉุนฉิว กริ้วโกรธ เกลียด เคียดแค้น และอาฆาตพยาบาท ยิ่งขึ้นๆ จะด้วยสาเหตุ หรือด้วยเหตุผลกลใด ก็ยากซ์ซ์ซ์ที่จะสรุปได้ชัดเจน แต่ก็ออกจะก่อให้เกิดความรู้สึกเปรี้ยวมือ เปรี้ยวตีน และเปรี้ยวเท้า สำหรับบรรดาผู้สังเกตการณ์อยู่วงนอกกันเป็นจำนวนมิใช่น้อย จนคงต้องช่วยกันปรามๆ อย่าให้มันเกิดการ ยกระดับ ไปถึงขั้นต้องนำมาซึ่ง โศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ แบบที่เคยเกิดๆ กันมาแล้ว อีกต่อไปเลย...

                     ---------------------------------------------------

      คือระหว่าง ศึกในสภา กับ นอกสภา นั้น...แม้ว่าจะไม่มีจุดมุ่งหมายและบทสรุป ไปในแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ด้วยเหตุที่มันมาเกิดขึ้นในช่วงระยะเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน มันเลยเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกนำไปเกี่ยวโยง เกี่ยวพัน อย่างมิอาจแยกขาด ตัดขาด ไปจากกันและกันได้ ยิ่งในช่วงที่ต้องวัดตัดสินใจ หรือช่วงที่ต้องลงมติไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจในรัฐสภา อันเป็นวันรุ่งขึ้นหลังปิดอภิปราย หรือวันเสาร์ที่ 20 ก.พ. ที่ดันไปตรงกับวันประกาศชุมนุมใหญ่ การลุกฮือครั้งใหญ่ ของบรรดาพวกนอกสภาแบบพอดิบพอดี อันนี้...เลยคงต้องคิดๆ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า ว่าจะออกทางประตูหน้า ประตูหลัง จะขึ้นรถยนต์ หรือลงเรือกันดี...

                        ----------------------------------------------------

      เพราะสำหรับฝ่าย นอกสภา นั้น...เขาก็ได้ ส่งสัญญาณ ให้เห็นมาเป็นระยะๆ อยู่แล้วว่า หนีไม่พ้นต้อง แดง-ไม่แดง...แต่ขอให้แรงเข้าว่า หรือคงต้องยกระดับให้เกิดการปะทะ การบาดเจ็บ ล้มตาย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น เนื่องจากถ้าไม่เจ็บ ไม่ตาย โอกาส ติดคุก ค่อนข้างเป็นไปได้สูงเอามากๆ หรือหนีไม่พ้นต้อง เหี่ยวปลาย ไปตามสภาพ การแสดงออกถึง ความรุนแรง ของบรรดาพวกเด็กๆ ทั้งหลายในช่วงนี้ จึงอาจหนักหน่วง รุนแรง ยิ่งกว่า ม็อบพม่า หรือ ม็อบเคาะหม้อ ไปแล้วไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า สำหรับบรรดาพวก ม็อบตีหม้อ ทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ เงื่อนไข และ ข้ออ้าง อาจเบาซะยิ่งกว่าแบบชนิดเทียบกันแทบไม่ได้ หรือแม้ว่าความน่าเกลียด น่ากลัว น่าทุเรศ ของพลเอก มิน อ่อง หล่าย แห่งพม่า น่าจะหนักหนา สาหัส ซะยิ่งกว่าพลเอก บิ๊กตู่ ของบ้านเรา ประมาณสี่สิบห้าเท่าเป็นอย่างน้อย...

                      -------------------------------------------------------

      อันนี้นี่แหละ...ที่เลยทำให้การมองอะไรแบบ แยกส่วน มันคงไม่ถึงกับ เวิร์ก มากมายซักเท่าไหร่ หรือจะแยก ศึกในสภา กับ ศึกนอกสภา ออกจากกันและกันมิได้โดยเด็ดขาด แต่ควรต้องหันมามองใน ภาพรวม หันมามองความเกี่ยวข้อง โยงใย ไม่ว่าโดยตั้งใจ หรือไม่ได้โดยตั้งใจ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไปทั่วทั้งองคาพยพ มันถึงจะพอ นึกภาพ ต่อไปได้ว่า อีกไม่นาน-ไม่ช้ามันจะเป็นไปในรูปไหน แบบไหน และเมื่อได้ภาพอันชัดเจน ครบถ้วน สมบูรณ์แล้ว ก็พึง มิอาจตั้งอยู่ในความประมาท ได้โดยเด็ดขาด เพราะโดย เงื่อนไข และ เหตุปัจจัย ของประเทศไทยในช่วงนี้ และภายในอนาคตเบื้องหน้า ต้องเรียกว่า...ไม่ได้สบายๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดความปลอดโปร่ง โล่งใจ ระดับสามารถ ลั้ลลา ไปได้เรื่อยๆ แบบที่บรรดาผู้คนในคณะรัฐบาลทั้งหลาย กำลังลั้ลลาอยู่ในทุกวันนี้...

             -----------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก “E.B. White... Theres no limit to how complicated things can get, on account of one thing always leading to another. - เรื่องต่างๆ สามารถซับซ้อนขึ้นไปโดยมิมีที่สิ้นสุด เพราะสิ่งหนึ่งย่อมนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่งเสมอๆ...”.

             -----------------------------------------------------------


"เหงาเหลือเกิน"....ขอบ่นซักคำเหอะ! ก็ทำไมจะไม่เหงาล่ะครับ เข้ามาโรงพิมพ์ มืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีใครมาทำงานซักคน! เคยเห็นแต่บริษัท "ลอยแพพนักงาน" หรือผมเป็นรายแรกที่ถูก "พนักงานลอยแพ"?

เมื่อ"ขาใหญ่"เขาจะใส่กัน
สเตร็คฟัสส์ "แยกอีสาน"
จาก Tony ถึง มิสเตอร์ H
'ไอ้กันวางไข่' มหา'ลัย
กลเกม 'ในศาล-ในถนน'
"โชคดี-โชคร้าย"ในโควิด