ความสุภาพอ่อนโยนกับสังคมไทย


เพิ่มเพื่อน    

            มาวันนี้...คงพอได้เริ่มรู้ๆ นั่นแหละว่า สำหรับ ศึกในสภาฯ โดยรูปร่าง หน้าตา จะออกมาในแนวไหน ดุเดือด เข้มข้น หวานมันฉันคือเธอ หรือจะกร่อย จะแห้ง เกรอะกรัง กรอบเกรียม จืดชืด ไร้รสไร้ชาติ ปานประดุจน้ำล้างหัวล้านกันแน่??? แม้เท่าที่เคยผ่านมาและผ่านไป คงไม่ถึงกับยาก ลำบาก ซักเท่าไหร่ ในการประเมินสถานการณ์ความเป็นไปของเวทีที่ว่านี้...

                                   ----------------------------------------------

                ส่วนสำหรับ ศึกนอกสภาฯ หลังจากช่วงวัน-สองวันที่ผ่านมา เกจิอาจารย์ ปรมาจารย์ อย่าง ป๋าเปลว สีเงิน ท่านถึงกับฟันธงและฟันเฟิร์ม ไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้วว่า ถึงขั้น อวสาน ของ ม็อบ 3 นิ้ว เอาเลยถึงขั้นนั้น!!! จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็คงนำไปใคร่ครวญ พิจารณา กันตามสบาย หรือตาม รสนิยม ของใครก็ของมัน แต่ก็นั่นแหละ...การคิดจะหันมาใช้ ความรุนแรง เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะในระยะสั้น หรือระยะยาวก็แล้วแต่ ต้องถือเป็นการ สิ้นคิด หรือเป็นการกระทำที่หาทางออก ทางไป แทบไม่เจอ มีแต่ต้องมุดลงท่อ ไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด กันไปอีกนานเท่านาน...

                                     -----------------------------------------------

                คือในเรื่องของ ความรุนแรง นั้น...ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ต่อฝ่ายไหน ก็แล้วแต่ ออกจะเป็นอะไรที่ขัดแย้ง แปลกแยก กับสังคมไทย หรือ ความเป็นไทยๆ อย่างมิอาจปฏิเสธ เพราะแม้ว่าสังคมไทย ประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะเคยผ่านความรุนแรงไม่ต่างไปจากสังคมอื่นๆ อยู่ไม่น้อย แต่นั่นก็ใช่ว่า...จะถือเป็นธาตุแท้ เนื้อแท้ หรือเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมมิได้เลย ตรงกันข้าม...อะไรก็ตามที่ออกมาทางนุ่มนวลและอ่อนโยน สุภาพและเรียบร้อย พอๆ กับผ้าพับไว้ ยิ่งถ้าหากสามารถเอ่อ-เอ่อ-เอิง-เงยเอื้อนลูกคอต่อท้าย ระดับแมลงวันใกล้ๆ จะบินเข้าปาก ยิ่งต้องถือเป็น ไทยๆ เอามากๆ...

                                    -----------------------------------------------

                หรือพูดง่ายๆ ว่า...หนักไปทางตรงกันข้ามกับ ความรุนแรง แบบคนละเรื่อง คนละม้วน แม้ว่าในบางครั้ง บางครา ภายใต้ความนุ่มนวล สุภาพ และอ่อนโยน จะแฝงไว้ด้วยพิษร้ายระดับดีงูพิษหมื่นปี หรืออุตพิดพันปีใดๆ ก็แล้วแต่ ยังถือเป็นสิ่งที่ พอรับได้ เผลอๆ อาจถือเป็น ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ เชี่ยวกราก ในการแสดงออกถึง ศิลปะ แห่งการเล่นเล่ห์เพทุบายไปซะอีก ต่างจากการแสดงความฉุนฉิว กริ้วโกรธ โมโหโกรธา เคียดแค้น อาฆาตและพยาบาท ที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเอาเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่เพียงแต่เป็นตัวเผาผลาญผู้อื่น แต่อาจกลายเป็นการเผาไหม้ตัวเอง ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน เศษธุลี เอาง่ายๆ...

                                    ------------------------------------------------

                ดังนั้น...การคิด ยกระดับความรุนแรง หรือคิดจะนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องมือ อันเป็น กรรมวิธี แบบชนิดง่ายแสนง่ายของพวกเด็กๆ ในช่วงนี้ จึงย่อมหนีไม่พ้น ตาย...กับ...ตาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง คือจะไปคิดเลียนแบบ ฮ่องกงโมเดล ไม่ได้เลย เพราะแค่ระหว่าง หนังไทย กับ หนังฮ่องกง นั้น ต้องเรียกว่า...เป็นคนละเรื่อง คนละม้วน ขณะที่หนังฮ่องกงนั้น ไม่ว่ากี่เรื่องต่อกี่เรื่อง โดยเฉพาะถ้าย้อนยุคไปถึงยุค ชอว์ บราเดอร์ส ยิ่งแล้วใหญ่ คือมีแต่ฆ่ากับฆ่า ไล่ทุบ ไล่ถีบ ไล่ประหัตประหารตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนถึงท้ายเรื่อง ไม่ว่าพระเอก ผู้ร้าย นางเอก นางร้าย ตัวโกง ตัวตลก ฯลฯ สุดท้าย...หนีไม่พ้นต้องตายโหง ตายห่า ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

                                   --------------------------------------------------

                ต่างไปจาก หนังไทย แบบชนิดของแท้แต่ดั้งเดิม ประเภท บ้านทรายทอง หรือ ดาวพระศุกร์ เป็นต้น ไม่ว่าแม่พระเอก พี่พระเอก คนใช้พระเอก ฯลฯ จะออกไปทางร้ายสุดร้าย ชนิดเดินไปจ่ายตลาดในชีวิตจริงแทบไม่ได้ แต่เมื่อถึงบทสรุป บทสุดท้าย ย่อมหนีไม่พ้นไปจากการ สารภาพผิด เกิดความสำนึกและตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองได้เคยกระทำลงไป พร้อมๆ กับการ ให้อภัย ของนางเอกและพระเอก อันนำไปสู่ความ แฮปปี้เอนดิ้ง กันไปเสมอๆ ชนิดถือเป็น พิมพ์นิยม ของหนังไทยไปเลยก็ว่าได้ ความแตกต่างระหว่าง ฮ่องกงโมเดล กับ กรุงเทพฯ โมเดล จึงเป็นไปด้วยประการฉะนี้...

                                   ----------------------------------------------------

                ด้วยเหตุนี้...เมื่อบรรดา วัยรุ่น ที่คงแทบไม่เคยดู หนังไทย ฉบับของแท้แต่ดั้งเดิมเอาเลยแม้แต่น้อย ตัดสินใจควัก ระเบิดปิงปอง ไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบลูก ปาเข้าใส่บรรดาเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสงบเรียบร้อย จนนำไปสู่การไล่ทุบ ไล่กระทืบ ชนิดแทบไม่รู้ใครเป็นใคร ใครถ่อย ใครไม่ถ่อย ใครทำตามหน้าที่ หรือใครทำตามอำเภอใจตัวกูเอง แนวโน้มที่จะนำไปสู่ อวสานม็อบ 3 นิ้ว อย่างที่ ป๋าเปลว สีเงิน ท่านว่าไว้ จึงออกจะมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ เรียกว่า...แม้แต่พวกที่สุดเหี้ยม สุดอำมหิต หรือพวกที่ชอบ ยุเด็กๆ ให้ออกไปแนวหน้า ไม่คิด หามลุง...ไปตีกับมันที แบบชนิดตรงไป-ตรงมา ยังออกอาการ รับไม่ได้ อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ถึงขั้นต้องโพสต์ ต้องแชร์ ต้องวิพากษ์-วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา อันนี้...เลยต้องถือว่ายากแล้ว ลำบากแล้ว สำหรับการคิดจะ ยกระดับการต่อสู้ และ ยกระดับความรุนแรง ควบคู่กันไป...

                                  -----------------------------------------------------

                ดังนั้น...เมื่อแนวรบด้านหนึ่ง ชักม่อยกระรอก ม่อยกระแต ยากที่จะปลุก ยากที่จะรื้อฟื้น ก็คงเหลือแต่แนวรบอีกด้าน คือแนวรบในรัฐสภา ที่คงต้องคอยเฝ้าติดตามว่าจะออกไปในรูปไหน แบบไหน เพราะภายใต้กฎและกติกา ตลอดไปจนระเบียบ ประเพณีภายในระบบรัฐสภานั้น โอกาสที่จะใช้ความดุเดือด รุนแรง ถ่อยๆ เถื่อนๆ คงแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลยก็ว่าได้ ต้องขึ้นต้นและลงท้ายด้วย ท่านประธานที่เคารพ ไปโดยตลอด แทบไม่มีสิทธิ์แจกกล้วย แจกควายภาคอีสานกันง่ายๆ แม้แต่คำว่า รูตูด ยังต้องเลี่ยงไปใช้คำว่า ช่องทางระบายลมผ่าน กันเห็นๆ เพราะฉะนั้น...น่าจะเบาใจได้ ไม่ถึงกับต้องเกร็งไป-เกร็งมากันโดยตลอด...

                                -------------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Han Suyin...There is nothing stronger in the world than gentleness.- ไม่มีอะไรในโลกนี้ แข็งแกร่งยิ่งไปกว่าความสุภาพอ่อนโยน...

                                ----------------------------------------------- --------- 


เห็นคนไทยกระฟัดกระเฟียดเอากับรัฐบาลเรื่องวัคซีน นึกถึงตอนเป็นนักเรียน

"วัคซีน" ที่เป็นวรรค-เป็นเวร
เมื่อ"ขาใหญ่"เขาจะใส่กัน
สเตร็คฟัสส์ "แยกอีสาน"
จาก Tony ถึง มิสเตอร์ H
'ไอ้กันวางไข่' มหา'ลัย
กลเกม 'ในศาล-ในถนน'