เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับการพัฒนาประเทศ


เพิ่มเพื่อน    

 

เป็นเวลากว่า 4 ปีที่นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ย่อมาจาก “Eastern Economic Corridor” ได้ถูกขับเคลื่อนภายใต้ความคาดหวังจากหลายๆ ฝ่ายให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ติดเทอร์โบผลักดันให้ประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในขณะที่ประเทศ (ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด 19) ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก โดยจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ได้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่นําร่องเป้าหมายสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

ในขณะที่ประเทศขาดการลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันมาอย่างยาวนาน โครงการอีอีซีก็ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับ การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ (S Curve) ในหลายประเภท เช่น การบินและโลจิสติกส์ หุ่นยนต์ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เป็นต้น โดยได้มีการประมูลโครงการขนาดใหญ่ไปแล้วหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา)  โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก  โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3  เป็นต้น 

แต่เมื่อเกิดภาวะโรคระบาดโควิด 19 ทั่วโลกนั้น การลงทุนของต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เกิดชะงักงัน และหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือในกลุ่มอาเซียนต่างก็ปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าการลงทุน โดยเน้นการสนับสนุนการผลิตและบริโภคในประเทศเป็นหลักในยุคของ the Next Normal ที่หลายๆ ประเภทธุรกิจและการค้าถูกกระทบอย่างรุนแรง (severely disrupted) จนไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป

ในการผลักดันการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในระหว่างที่ประเทศกำลังปรับตัวเพื่อรับ the Next Normal ได้นั้น ขอเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการคิด นโยบายและวิธีการอย่างน้อยใน 4 เรื่องหลัก คือ
1)      การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การลดขั้นตอนดำเนินการและธรรมาภิบาล
2)      การพัฒนาฝีมือแรงงาน (Skilled Labor Improvement)
3)      การใช้ platform ใหม่ๆ รวมถึง e-government และ
4)      การบูรณาการและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ 

ในประเด็นแรก ประเทศไทยมีกฎหมายเกินหนึ่งแสนฉบับซึ่งน่าจะติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งในการลงทุนนั้น ผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามกฎหมายหลายฉบับมากจนทำให้เกิดความล่าช้าและนำไปสู่การคอรัปชั่นในที่สุด ไม่นับรวมถึงธรรมาภิบาลที่หลายๆ คนในหน่วยงานหรือภาคเอกชนยังไม่ทราบถึงความหมายหรือแนวปฏิบัติที่ดี 

หากเราจะเพิ่มศักยภาพของแรงงานมีฝีมือเพื่อการสื่อสารสากลในประเด็นที่สองนั้น พบว่าผลการวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ หรือ EF English Proficiency Index (EF EPI) ของประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่อันดับ 64, 74  และ 89 ของแต่ละปีตามลำดับซึ่งหมายถึงว่าขีดความสามารถของเราตกลงถึง 15 อันดับ (ในขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 65 และกัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 84 ในปี 2020) โดยเราได้รับการเลื่อนจากกลุ่ม “ความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำ” ลงสู่กลุ่ม “ความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำมาก” ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องหาทางแก้ไข

ในประเด็นที่สามเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบราชการยังพบว่ามีอุปสรรคในการนำระบบต่างๆ มาใช้ประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานหรือกับประชาชนเพราะในแต่ละระบบยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายนี้เป็นอย่างมาก คือ สาธารณรัฐเอสโตเนีย ที่มีการใช้ระบบ e-government ได้ถึงเกือบ 100% โดยไม่มีคำว่า “Digital Divide” หมายถึงประชาชนในประเทศ 100% มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของประเทศก็ตาม  

ดังนั้น ภาพของการยืนรอ นั่งรอของประชาชนหน้าธนาคารกรุงไทยเพื่อลงระบบการรับเงินช่วยเหลือแบบ manual เป็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลต้องนำไปคิดต่อในขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ใช้ระบบ “Cloud” ในการเก็บข้อมูลการค้า หรือการใช้ “Clubhouse” ในการพูดคุยในหลากหลายหัวข้อภายใต้ Digital Transformation ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ในประเด็นสุดท้ายเรื่องการบูรณาการและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการนั้น ขอยกเพียงตัวอย่างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ “BOI” (Board of Investment และสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ “EECO” ที่ทั้งสองหน่วยงานต่างมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมการลงทุนแต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นเสมอจากนักลงทุนว่าทั้งสองหน่วยงานมีการทำงานเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรและมีการการบูรณาการและการประสานงานหรือการเชื่อมโยงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกันอย่างไรบ้างที่เป็นข้อมูลเปิดเผยและครบถ้วน
ขอภาวนาให้เครื่องยนต์ชุดนี้สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงและเร่งเครื่องฝ่าพายุเศรษฐกิจของ the Next Normal ได้อย่างประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้

คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ

เทวัญ   อุทัยวัฒน์     

กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

 


 

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.