ว่าด้วยประสบการณ์ของอดีตคนคุก


เพิ่มเพื่อน    

          เห็นข่าวแวบๆ...ว่าท่านรัฐมนตรียุติธรรม สมศักดิ์ เรียงหิน ท่านกำลังคิดๆ ว่าอาจสร้าง หรืออาจขยาย ที่กักกัน คุมขัง สำหรับ นักโทษคดีการเมือง ขึ้นมาโดยเฉพาะ เป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้ เหมาะ-ไม่เหมาะ ควร-ไม่ควร อันนั้น...คงต้องค่อยไปว่าๆ กันอีกที แต่เพียงแค่คิดๆ หรือเพียงแค่เก็บมาคิด อันนี้...ต้องถือว่าน่าจะ เก๋ พอสมควรแล้ว!!!

                                    ------------------------------------------------

                คือถ้าว่ากันตาม ประสบการณ์ ของ ท่านขุนน้อย ที่เคยต้องเจอ ต้องผจญกรรมยามศึก อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ เมื่อซักเกือบ 40 ปีที่แล้ว การที่ได้มีโอกาส ติดคุก หรือถูกคุมขังอยู่ใน โรงเรียนพลเรือนตำรวจบางเขน แถวๆ ถนนวิภาวดีรังสิต อยู่ประมาณ 5 เดือน 6 เดือนเป็นอย่างน้อย อันถือเป็นเรือนจำที่มักจัดไว้ให้กับบรรดา นักโทษคดีการเมือง โดยเฉพาะ ไม่ได้ปะปน คละเคล้า ไปกับนักโทษคดีอื่นๆ เหมือนอย่างครั้งที่เคยผจญกรรมยามศึก ตั้งแต่ฝ่าตีนยังโตไม่เท่ากับฝาหอยมือเสือ หรือเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ที่โดนขังไว้ใน สถานแรกรับเรือนจำกลางกรุงเทพมหานคร แถวๆ เสาชิงช้า อะไรประมาณนั้น อันนั้น...ต้องเรียกว่าครบหมด มีทั้งนักโทษคดียาเสพติด ฆ่า ข่มขืน ปล้น ไปจนถึงคดีเช็ค ฯลฯลฯ...

                                       ------------------------------------------------

                ปะปน วนเวียน กันจนแทบแยกแยะอะไรต่อมิอะไรไม่ออก ชนิดเผลอๆ...นักโทษคดีการเมืองอาจค่อยวิวัฒนาการกลายมาเป็นนักโทษคดีปล้น คดีฆ่า เอาง่ายๆ หรือนักโทษคดีปล้น คดีฆ่า อาจจำแลงแปลงกายไปเป็นนักโทษคดีการเมืองวันหนึ่ง วันใด ก็มิอาจคาดคะเนได้ ต่างไปจากเรือนจำโรงเรียนพลเรือนตำรวจบางเขน ที่เหลียวซ้าย แลขวา ก็มีแต่นักการเมือง อดีตนักการเมือง หรือผู้คิดทำงานการเมืองล้วนๆ อาจมี นักโทษคดีเนรเทศ แซมๆ อยู่มั่ง แต่ก็อยู่กันคนละชั้น ไม่ได้พันพัว นัวเนีย อะไรกันมากมาย อันถือเป็นบรรยากาศที่ออกจะเหมาะ ออกจะควร สำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่า นักโทษทางการเมือง ซึ่งคงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ไม่ได้ถือเป็น อาชญากร หรือไม่ได้ถึงกับคิดจะก่อ อาชญากรรม แบบชนิดโหดเหี้ยม โหดร้าย  อะไรมากมายเกินไปนัก...

                                     --------------------------------------------------

                การมีที่ มีทาง ที่ออกจะเหมาะ ออกจะควร สำหรับบรรดานักโทษประเภทนี้ จึงน่าที่จะส่งผลบวกมากกว่าผลลบ ไม่ว่าต่อปัจเจกบุคคล ต่อสังคมส่วนรวม หรือแม้แต่ต่อชาติบ้านเมือง อยู่แล้วแน่ๆ และการตระเตรียมสิ่งเหล่านี้ สถานที่เหล่านี้เอาไว้รองรับไว้ล่วงหน้า ก็คงไม่ได้ถึงกับเป็นการคิดมาก หรือคิดเล็ก คิดน้อย จนเกินไป เพราะเชื่อเถิดว่า...ตราบใดที่ยังคงมี รัฐ ยังคงมีสังคม มีชาติบ้านเมือง ตราบนั้น...โอกาสที่จะเกิด นักโทษคดีการเมือง อุบัติขึ้นมาเป็นสายๆ อย่างมิมีวันหมดสิ้นลงไป ย่อมมีความเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ อันเนื่องมาจากความแตกต่าง หลากหลาย กันในทางความคิด-ความเห็นของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายในสังคมเดียวกัน แผ่นดินเดียวกัน และพร้อมที่จะแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองคิด ตัวเองเชื่อนั่นเอง มันก็คือสิ่งที่เรียกๆ กันว่า การเมือง นั่นแล...

                                    ---------------------------------------------------

                เรียกว่า...ขนาดครั้งที่อยู่ใน คุกบางเขน แม้เคยคิดๆ เอาไว้ว่าคดีความทางการเมืองของตัวเอง อาจถือเป็นยุคสุดท้าย รุ่นสุดท้าย แบบ สิทธิมนุษยชนยุคสุดท้าย อะไรประมาณนั้น เนื่องจากบรรดานักโทษคดีการเมืองที่ถูกจับ ถูกกวาด เข้ามารวมกันอยู่ภายในห้องแคบๆ แต่ละห้อง ล้วนแต่จัดอยู่ในระดับประเภทพวก โปลิตบูโร ไปด้วยกันทั้งสิ้น คือถูกกวาดจับกันในระดับแทบเกลี้ยง พรรค ไม่น่าจะเหลือ พรรคมวลชน แบบของจริง-ของแท้ อย่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เอาไว้ทำน้ำอิ๊ว น้ำยาใดๆ ต่อไปอีกแล้ว แต่ก็นั่นแหละ...ระหว่างที่อยู่ในห้องขัง เหลือบมองไปเห็น บทกวี บทหนึ่ง ที่เขียนเอาไว้เกือบจะถึงเพดานห้อง ด้วยภาษาจีนของอดีตนักโทษการเมืองรายหนึ่งเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว จารึกเอาไว้สั้นๆ ประมาณว่า...เงยหน้ามองดวงจันทร์-ก้มหน้าคิดถึงบ้าน ทำนองนั้น จังหวะนั้นนั่นเองที่ทำให้เชื่อซะยิ่งกว่าเชื่อ ว่ายังไงๆ โอกาสที่ นักโทษคดีการเมือง จะไม่เหลือติดบ้าน ติดเมือง ภายในอนาคตเบื้องหน้านั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ...

                                  --------------------------------------------------------

                และก็เป็น “จริง” อย่างที่คิดๆ เอาไว้ล่วงหน้านั่นเอง...คือไม่ว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จะหายสาบสูญไปตลอดชั่วนิรันดรกาลจากประเทศไทย สังคมไทย หรือกระทั่งลัทธิอุดมการณ์ คอมมิวนิสต์ จะเปลี่ยนสภาพ แปรสภาพ จนแทบไม่เหลือความเป็นคอมมูนิด คอมมูหน่อยใดๆ ต่อไปอีกแล้ว เหลือแต่ ทุนนิยมเผด็จการ หรือทุนนิยมที่ควบคุมโดยรัฐ ไปจนถึง ประชาธิปไตยมาเฟีย กันไปตามสภาพ แต่สุดท้าย...มันก็ยังคงมีบรรดา นักโทษการเมือง ที่ยังรอจังหวะ รอเวลา ติดคุก ติดตะราง กันอย่างชนิดไม่ขาดสายต่อไปอีกเหมียย์ย์ย์นน์น์น์เดิมม์ม์ม์ นั่นเอง...

                                   -------------------------------------------------------

                คือทำไงได้!!!...ในเมื่อความคิด-ความอ่าน ของบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย มันย่อมต้องเป็นไป ดำเนินไป ในแบบร้อยพ่อพันธุ์แม่ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ และโดย อำนาจทางการเมือง ในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละช่วง แต่ละระยะนั่นเอง ที่มันจะกลายเป็นตัวผลิต นักโทษทางการเมือง ให้เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตา ไปตาม ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก ความเปลี่ยนแปลงแห่งสรรพสิ่ง นั่นแหละทั่น คือล้วนแล้วแต่ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-และดับไป อย่างมิอาจผันแปรไปเป็นอื่น จนกว่าบรรดานักโทษทางการเมือง นักการเมือง ไปจนถึงปุถุชนคนธรรดาทั้งหลาย ทั้งปวง จะมีโอกาส เข้าถึง-เข้าใจ ต่อความเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ว่า กันแบบจริงๆ จังๆ นั่นแหละ ความเป็นนักโทษ มันถึงอาจพอหมดสิ้นลงไป กลายเป็นอิสรชน เสรีชน โดยไม่มีอะไรสามารถคุมขังได้อีกต่อไป สามารถบรรลุโสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล หรือบรรลุนิพพาน เอาเลยก็ไม่แน่...

                                --------------------------------------------------------

                ดังนั้น...การคิดตระเตรียมที่ทาง สถานที่ เอาไว้รองรับบรรดาบุคคลเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า ยังไงๆ...ย่อมต้องถือเป็นการคิดดี หรือคิดบวก อยู่แล้วแน่ๆ ถือเป็น กุศลกรรม ในบางแง่ บางมุม เหมือนอย่างที่อดีตนายกฯ บรรหาร แซ่เบ้ หรือ ศิลปอาชา ท่านเคยคิด ล้างคุก จนก่อให้เกิดอานิสงส์ ผลบุญ จำนวนมหาศาลต่อบรรดา คนจีน ที่ต้องกลายเป็นนักโทษรอเนรเทศจนตายคาคุกไปเลยก็มี แต่สำหรับไอเดียสุดเก๋ สุดเท่ ของท่านรัฐมนตรียุติธรรม สมศักดิ์ เรียงหิน จะเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน คงต้องติดตามกันต่อ ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่มีขึ้น-มีลง มีดี-มีชั่ว ไปตามยุค ตามสมัยนั่นแล...

                                  -----------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Rabindranath Tagore... “I am able to love my God because he gives me freedom to deny him.- ข้าฯ รักในพระผู้เป็นเจ้าของข้าฯ เพราะพระองค์ได้ทรงประทานเสรีภาพ ให้ข้าฯ สามารถปฏิเสธพระองค์ได้”

                                  ------------------------------------------------------


วันนี้ นึกว่าคงไม่ไหว.... เพราะหัวหมุนติ้วแต่เช้า กะนอนคุยกับเพดานซักวัน แต่ฟังโขมงโฉงเฉงข่าวจากโทรทัศน์ ที่ว่า.... การที่พลเอกประยุทธ์ "แยกคนละทาง" กับพลเอกประวิตร ในการลงพื้นที่ เมื่อวาน (๒๒ ก.ย.)

"ก็...ไม่ได้กู้มาโกงนี่ครับ"    
"ข่าวนิมิต" ๒ ป.แตกกัน
๑๙ กันยา."วันรำลึกโกง"
ลับแล"ยุติธรรมที่ล่าช้า"
กกต.เปิดยอดเงินบริจาคพรรคการเมืองเดือนก.ค.รวม 12 พรรค 'ภูมิใจไทย'รับสูงสุด 2 ล้าน
"หดหัวในกระดอง"?!