ชักเริ่มไม่ขำขึ้นมามั่งแล้ว!!!


เพิ่มเพื่อน    

 

        ระหว่าง บิ๊กโจ๊ก กับ สภาโจ๊ก ...อะไรโจ๊กกว่า แห้งกว่า อันนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับ ต่อมขำขัน ภายในตัวตนของแต่ละคน ว่าจะอยู่ตื้น อยู่ลึก อยู่หนา อยู่บาง ไปตามวาสนาและสันดานของใคร-ของมันก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ภายใต้ความขำขัน ในแต่ละเรื่อง แต่กรณี ของเหตุการณ์บ้านเมืองในระยะหลังๆ ใครต่อใครมิใช่น้อย...มักจะ ขำไม่ออก หรือ ไม่คิดจะขำด้วย หนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หรืออย่างมี นัยสำคัญ อันเห็นได้โดยชัดเจน...

                       --------------------------------------------------------

            อย่างเช่น...การคว้าเอากระป๋องแอลกอฮอล์มาฉีดใส่พวกนักข่าว ของท่านนายกรัฐมนตรี บิ๊กตู่ ผู้ที่น่าจะ เส้นลึก เอามากๆ ที่น่าจะออกไปทาง เอาขำ หรือ เอามันซ์ซ์ซ์ ไม่น่าจะถึงกับซีเรียส เคร่งเครียด อะไรมาก แต่อาจด้วยเหตุเพราะผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะขำ หรือเพราะโดยลักษณะพฤติกรรม ออกจะแห้ง ออกจะฝืด แบบบรรดาพวก ตลกแห้ง ทั้งหลาย หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจสรุปได้ การปล่อยมุกของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องโต เรื่องที่ต้องเอามาโจษจัน เอามาด่าว่า นินทา เสียดสี เยาะเย้ยและใยไพ ทั้งๆ ที่น่าจะเบากว่า มุกเอาโพเดียมทุ่มหัว ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า....

              ------------------------------------------------------

            แต่ก็นั่นแหละ...การที่ผู้คนเขาไม่คิดจะขำด้วย หรือไม่อยู่ในอารมณ์ขัน ก็คงไม่อาจถือเป็น ความผิดปกติ หรือผิดไปจากธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะคงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า...โลกยุคนี้ สมัยนี้ หรือแม้แต่ในสังคมไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาก็แล้วแต่ มันมักก่อให้เกิดอารมณ์แบบไม่ไหวจะขำ ไม่ไหวจะฮา ซะเป็นหลักใหญ่ คือมันหนักไปทางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ซีเรียส ห่อเหี่ยว หดหู่ สิ้นหวัง สิ้นพลัง ไปจนเจ็บปวดรวดร้าว ทรมาน ทรกรรม หนักยิ่งเข้าไปทุกที เฉพาะแค่เจอกับเรื่อง โควิด เรื่องเดียวเท่านั้น ต่อมขำ ต่อมแห่งความเมามันซ์ซ์ซ์ มันออกจะฝ่อแล้ว ฝ่ออีก ชนิดแทบจะทั่วทั้งโลก เอาเลยก็ว่าได้...

    -----------------------------------------------------

            ด้วยเหตุนี้...การ ปล่อยมุก ใดๆ เพื่อเอาโจ๊ก เอามันซ์ซ์ซ์ หรือเพื่อความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ใดๆ ก็แล้วแต่ พึงต้อง คิดหน้า-คิดหลัง ให้ถ้วนถี่อยู่พอสมควร คือนอกจากมันอาจมีสิทธิ์กลายสภาพเป็น ตลกแห้ง-ตลกฝืด ไม่ได้ก่อให้เกิดความขำใดเอาเลยแม้แต่นิด มันอาจกลับกลายเป็นตัว กระตุ้น อารมณ์-ความรู้สึกในด้านตรงกันข้าม หรือก่อให้เกิดความรู้สึกโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง พอกพูนขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ...ก่อให้เกิดความรู้สึกเปรี้ยวมือ เปรี้ยวเท้า หรือ เปรี้ยวตีน นั่นแหละ ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ...

                        --------------------------------------------------------

            อะไรต่อมิอะไรที่โจ๊กๆ ทั้งหลาย...มันจึงอาจเป็น อันตราย ภายในตัวของมันเองขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ โดยเฉพาะถ้าหากเกิดการ ตลกแบบไม่มีกาละ-เทศะ แบบชนิดบ่อยๆ ซ้ำๆ โอกาสที่จะไม่มีใครขำด้วย ได้แต่กรี๊ดๆ กร๊าดๆ เฮๆ ฮาๆ ภายในหมู่พวกเดียวกันเอง ขณะที่ผู้คนจำนวนไม่น้อย หรือมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ชักเริ่มออกอาการคันคะเยอ เริ่มรู้สึกเปรี้ยวจี๊ด เปรี้ยวจ๊าด ตรงอวัยวะส่วนนั้น ส่วนนี้ จนอาจนำมาซึ่งฉากสถานการณ์ที่เป็นคนละเรื่อง คนละม้วน และคนละมุก เอาง่ายๆ อย่างประเภทฉากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศบ้านใกล้-เรือนเคียง อย่างพม่า หรือเมียนมา ตราบเท่าทุกวันนี้...

                            -----------------------------------------------------

            ยิ่งโดยเฉพาะหลังๆ นี้...คงต้องยอมรับว่า บรรดาผู้คนในกลุ่มก้อนฝ่ายเดียวกันกับ รัฐบาล ออกจะมีอารมณ์ขันแบบพร่ำๆ เพรื่อๆ หนักยิ่งขึ้นทุกที แต่ละคน แต่ละราย ไม่ว่าจะอยู่ภายในคณะรัฐบาล หรือในเวทีรัฐสภาก็แล้วแต่ มักงัดเอามุกโน่น มุกนี่ ออกมาปล่อยกันไป-กันมา ยิ่งกว่า ตลกคาเฟ่ แบบเที่ยวแล้ว-เที่ยวเล่า ไม่ใช่แค่เฉพาะบิ๊กโจ๊ก สภาโจ๊ก ยังมีอะไรต่อมิอะไรที่โจ๊กแล้ว โจ๊กเล่า ชนิดเล่นเอาหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ก็ไม่ได้ บรรดา ขันติ ในแต่ละรูป แต่ละแบบ หรือแต่ละใบ ชักเริ่มทำท่าว่าอาจต้องกลายเป็น ขันแตก ยิ่งเข้าไปทุกที อันนี้นี่แหละ...ที่ออกจะเป็น อันตราย มิใช่น้อย...

                             ---------------------------------------------------

            คือการหลงละเลิง ลำพอง ว่าตัวเอง ชนะแล้ว ฝ่ายตรงข้าม แพ้แล้ว หรือ หมดสภาพลงไปแล้ว จนเกิดความยินดี ปรีดา หัวเราะ-หัวใคร่ เกิดอารมณ์ขันแบบไม่หยุด-ไม่หย่อน เกิดการปล่อยตัวไปตามสบาย ใครใคร่ค้าช้าง-ค้า ใครใคร่ค้าม้า-ค้า หรือใครใคร่จะทำอะไรก็ย่อมได้ อันนี้...ย่อมถือเป็น ความประมาท หรือเป็น หนทางไปสู่ความตาย อย่างมิอาจผันแปรไปเป็นอื่น ลักษณะอาการเช่นนี้ คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่า หลังๆ นี้...มันชักจะเพิ่มขึ้นๆ ยิ่งเข้าไปทุกที ไม่ว่าในแง่ปัจเจกบุคคล ระบบ หรือองค์กรใดๆ ก็ตามที อันแทบไม่ต่างอะไรไปจากการเดินหน้าไปสู่ความตาย...นั่นแล...

                           -----------------------------------------------------

            ยิ่งการเดินหน้าไปในลักษณะเช่นนี้...ปราศจากความ เข้าถึง-เข้าใจ หรือ ความรู้ โอกาสที่จะนำมาซึ่ง ความรัก และ ความสามัคคี อันเป็นสุดยอดปรารถนาของชาติบ้านเมืองในทุกๆ แห่งนั่นแหละ เป็น เครือข่ายป้องกันทางสังคม ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มันยิ่ง เป็ง-ปาย-ม่าย-ล่าย ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น การแบ่งแยกกันไปเป็นฝ่ายๆ ฝ่ายมึงและฝ่ายกู จึงยังคงดำรงอยู่ อย่างแทบมิได้เปลี่ยนแปรไปเป็นอื่น แม้ ทศวรรษแห่งความมืดมน จะผ่านพ้นมาไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบปีเข้าไปแล้ว ดังนั้น...แม้ว่าเราจะยังคงอยู่ได้ หรือพออยู่ๆ กันไปได้ แต่นั่นเป็นการดำรง คงอยู่ ท่ามกลาง อันตราย ที่แทบไม่ได้ลดน้อยถอยลงเอาเลยแม้แต่น้อย...

                            --------------------------------------------------

            ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้...จาก Bern Williams”... What a strange world this would be if we all had the same of humor. – โลกคงพิลึกน่าดู...ถ้าหากเราทุกคนมีอารมณ์ขันในแนวเดียวกันหมด...”.

              -------------------------------------------------------


วันนี้ นึกว่าคงไม่ไหว.... เพราะหัวหมุนติ้วแต่เช้า กะนอนคุยกับเพดานซักวัน แต่ฟังโขมงโฉงเฉงข่าวจากโทรทัศน์ ที่ว่า.... การที่พลเอกประยุทธ์ "แยกคนละทาง" กับพลเอกประวิตร ในการลงพื้นที่ เมื่อวาน (๒๒ ก.ย.)

"ก็...ไม่ได้กู้มาโกงนี่ครับ"    
"ข่าวนิมิต" ๒ ป.แตกกัน
๑๙ กันยา."วันรำลึกโกง"
ลับแล"ยุติธรรมที่ล่าช้า"
กกต.เปิดยอดเงินบริจาคพรรคการเมืองเดือนก.ค.รวม 12 พรรค 'ภูมิใจไทย'รับสูงสุด 2 ล้าน
"หดหัวในกระดอง"?!