นักจิตบำบัดไขรหัสนักการเมืองผู้เคียดแค้นบิดาสู่การขับเคลื่อนทำลายชาติ


เพิ่มเพื่อน    


02 เม.ย.64 - ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ "ดร.นิว" นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  มีเนื้อหาดังนี้
บุรุษผู้เคียดแค้นบิดา สู่การทำลายชาติ?
เมื่อนักจิตบำบัดไขรหัสผู้อาสาเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่
เหตุใดถึงนำความเคียดแค้นบิดาตนเองมาขับเคลื่อนความทะเยอทะยานสู่การเป็นใหญ่ แต่กลับพาครอบครัวดิ่งลงหนทางสู่นรกทั้งเป็น
.
อ่านบทวิเคราะห์นี้อย่างเปิดใจ และป้องกันอย่าให้โศกนาฏกรรมนี้เกิดกับลูกหลานเรา
.
หรือใครถนัดฟัง ก็มีคลิปเสียงให้ฟังเพลินๆ แต่ได้ประโยชน์ ทางนี้ครับ https://vimeo.com/531743273
.
เป็นที่รู้กันว่า ความโกรธเกลียดเคียดแค้น ไม่เคยทำให้ใครเจริญ
แต่รู้ไหมว่า ความเคียดแค้นแบบใดที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุด?
.
จากประสบการณ์มากมายในการบำบัดชีวิตของผู้คน ตอบได้เลยว่า
.
“ความเคียดแค้นที่มีต่อบุพการีตัวเอง”
.
ในยุคที่การหย่าร้างมีมากขึ้น เด็กไม่ได้เติบโตกับพ่อแม่ เด็กบางคนอาจเคยอยู่ในบ้านที่มีการทำร้ายกันด้วยคำพูดหรือการกระทำ หรือถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง จนเกิดความไม่เข้าใจ น้อยเนื้อต่ำใจ จนอาจพาลกลายเป็นการโกรธเกลียดเคียดแค้นพ่อแม่ได้
.
ในฐานะนักบำบัด เราได้เห็นคนจำนวนมากที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เมื่อถามย้อนกลับไปมักมีสภาวะของความโกรธ น้อยใจเคียดแค้นต่อบุพการีตัวเองเป็นจำนวนมาก (ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นซึมเศร้าจะต้องโกรธพ่อแม่นะ แต่คนที่โกรธพ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องซึมเศร้าและที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือมะเร็ง เพราะความโกรธเกลียด คือตัวการทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลรวน ซึ่งนำไปสู่โรคร้ายอย่างมะเร็ง)
.
อยากเห็นชัดๆ ให้ดูพฤติกรรมของคนสองคนนี้
.
(หนึ่ง) คือ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ซึ่งถูกทิ้งตั้งแต่เด็กและถูกย้ายให้ไปอยู่ตามบ้านเด็กกำพร้าและมีพ่อแม่อุปการะ สตีฟ จ็อบส์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า สำหรับเขาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นเพียงธนาคารสเปิร์ม ไม่มีอะไรมากกว่านั้น และถึงแม้เขาจะมีพ่อแม่บุญธรรมที่ดูแลเขาเป็นอย่างดี แต่คำพูดนั้นก็เป็นนัยยะที่สำคัญว่ามันมีความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ในบุพการีแท้ๆ ของตัวเอง
.
ความโกรธพวกนี้จะซ่อนอยู่อย่างละเอียดในจิตใจ แม้ปากจะพูดว่าฉันไม่ได้โกรธ
ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว ถ้าใจเราไม่ได้โกรธ เราจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า ขอขอบคุณบุพการีที่ให้กำเนิดให้โอกาสชีวิตนี้ได้เกิดมา ไม่ฆ่าทิ้งทั้งๆ ที่พ่อแม่ก็ไม่พร้อม กลับให้กำเนิดและให้เราได้มาเจอพ่อแม่ใหม่ มีชีวิตที่ดี สร้างสิ่งที่ดีให้ตัวเองได้
.
แม้จ็อบส์จะยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ความโกรธนี้มันจะแอบแฝงแสดงออกมาในคำพูดและการกระทำของเขาเสมอ อย่างที่เราเคยได้ยินว่าคนที่ร่วมงานกับสตีฟ จ็อบส์ หลายคนทนไม่ไหวจากการใช้คำพูดของเขา
.
(สอง) คือ โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรผิวสีที่ถูกญาติข่มขืน พ่อทิ้ง แม่ทำร้าย แต่เธอเลือกที่จะให้อภัยด้วยความเข้าใจว่าพ่อแม่ของเธอก็มีต้นทุนทางความคิดมาไม่เท่ากัน เธอดูแลพ่อแม่ของเธออย่างดี เธอเปลี่ยนพลังความโกรธเป็นพลังความรัก เธอออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนผู้หญิงอีกมากมายที่ถูกทำร้ายร่างกาย ทำมูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส จนวันนี้เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงผิวสีที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาและทรงอิทธิพลต่อโลก
.
กลับมาดูที่บ้านเรา เราจะเห็นคนที่ “ใช้ความแค้นขับเคลื่อนชีวิต” อยู่ไม่น้อย ที่ชัดๆ ขอยกตัวอย่างนักการเมืองท่านหนึ่งที่อาสามาเป็นผู้นำความคิดใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่ แต่หากอ่านการใช้ชีวิตของเขาด้วยสายตาของนักบำบัดแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก (อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ลองฟังดู) ว่า ‘การขับเคลื่อนของเขาเกิดจากความโกรธแค้นในบิดาของตัวเอง’
.
แม้เราจะไม่รู้สาเหตุของการโกรธแค้น แต่เรื่องราวเมื่อช่วงที่พ่อของเขาป่วย ก็เป็นที่เรื่องที่คนในรู้กันว่า เขาหลบเลี่ยงที่จะไปเยี่ยมพ่ออยู่หลายเดือน จนเมื่อเขาได้ไปพบพ่อข้างเตียงคนป่วย พ่อลูกได้สนทนากันร่วมหลายชั่วโมง และพ่อของเขาก็ทรุดหนักในวันต่อมา จนเมื่อพ่อของเขาจากไป ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเขาก็ไม่ค่อยพูดถึงพ่อ ยิ่งน่าสนใจตรงที่บริษัทที่พ่อสร้าง ที่เลี้ยงเขาจนเติบใหญ่ ร่ำรวยถึงวันนี้ ก็กลับไม่ได้กล่าวถึงพ่ออย่างสมเกียรติในฐานะผู้สร้าง ลองไปดูได้ในประวัติบริษัทของเขาในปัจจุบัน
.
น่าคิดว่า...เขามีปัญหาอะไรกับพ่อ  อึดอัดขัดใจอะไรในตัวพ่อตัวเองอย่างนั้นหรือ
.
ถ้าคุณมองดูภายนอกก็จะดูเหมือนว่าเค้าเป็นคนที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ แต่ถ้ามองอย่างนักจิตวิทยาแล้ว เขาคือคนที่เต็มไปด้วย”อุดมเกลียด” แรงขับเคลื่อนของเขาเป็นแรงของความเกลียดชังซึ่งใจะเห็นได้ทุกแคมเปญ ทุกspeech ของเขา
.
ถ้าเราแกะรอยคำพูดของ “นักการเมืองแค้นพ่อ” ในมุมของนักจิตวิทยาด้านภาษาศาสตร์ จะชัดเจนว่าคำพูดของเขามันถูกดันออกมาจากความเคียดแค้นทั้งสิ้น เช่น
“จงเปลี่ยนความเคียดแค้นให้เป็นพลัง” หรือตอนหาเสียง คำที่ใช้พูดติดปากคือคำว่า “ฉีกรัฐธรรมนูญ” ในขณะที่นักการเมืองอื่นใช้คำว่าเปลี่ยน ปรับ แก้ไข แต่เขาเลือกที่จะใช้คำว่า”ฉีก” ซึ่งอันนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากในหมู่นักจิตวิทยาด้วยกัน เพราะในเชิงจิตวิทยาแล้ว สิ่งที่ออกมาจากปากคนเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเล็กๆ ที่โผล่พ้นน้ำ แต่ใต้น้ำนั้นซ่อนภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่ที่เราเรียกว่าจิตใต้สำนึกนั่นเอง การใช้คำว่า”ฉีก” โดยทั่วไปแล้วมาจากจิตใต้สำนึกของความรุนแรง ไม่ใช่ความอ่อนโยน...​จริงไหม?.... ลองเทียบคำสองคำนี้ดู “ฉีกกล่องของขวัญ” กับ “แกะกล่องของขวัญ” จิตของคุณเห็นภาพแตกต่างกันไหม กิริยาไหนหยาบกว่ากัน อันไหนรุนแรงกว่ากัน
.
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าคิดอยู่ตรงที่ว่าพ่อของเขาเป็นคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างสูง ในขณะที่การกระทำของเขาอยู่บนเส้นทางแห่งการล้มล้างสถาบัน
ในทางจิตวิทยา เป็นไปได้อย่างมาก ที่การกระทำนี้มาจากจิตใต้สำนึกของเขาที่จะพิสูจน์ให้พ่อดูว่าสิ่งที่พ่อเชื่อมั่นศรัทธานั้นผิดเท่านั้นเอง เพราะการทำร้ายที่เจ็บที่สุดคือการทำร้ายสิ่งที่คนๆ นั้นรักและเทิดทูน
.
การจะปลดปล่อยตัวเองจากความแค้นที่มีต่อพ่อได้ดีที่สุด ถึงแม้พ่อจะจากไปแล้ว คือการทำให้ตัวเองได้รู้สึกว่าฉันเป็นคนถูกและสิ่งที่เธอเชื่อมั่น รักและเทิดทูนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด
.
หากเราสังเกตดีๆ เขาคนนี้มักจะคิดทำการใหญ่เสมอ ในทีท่าเทียบเคียงกับเบื้องสูง (จะด้วยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) แต่ไม่เคยสำเร็จเลยซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือ อาสาช่วยคนแบบไม่เลือกหน้า ทุกอันจบลงตรงที่ล้มเลิกกลางคัน ให้คนกังขา พร้อมกับเหตุผลหรือข้ออ้างที่ทำให้ตัวเองดูดี แต่สุดท้ายก็คือเหลวไม่เป็นท่า
.
นั่นก็เพราะว่าแรงแห่งความโกรธนั้น เป็นแรงจุดระเบิดแค่ช่วงต้น ประกอบกับ ที่ทำเพราะอยากสนองความเคียดแค้น การขาดการยอมรับ ไม่ได้ทำด้วยความรักในสิ่งที่ทำจากใจจริง จึงเป็นเหตุให้ล้มเหลวซ้ำซาก ในทุกช่วงของชีวิต
.
ขอให้ระวังให้ดี! เพราะได้ยินคนชอบอ้างคำกล่าวที่ว่า “นำความเคียดแค้นมาเปลี่ยนเป็นเป้าหมาย” อยากจะเตือนว่า พลังเคียดแค้นจะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายได้แค่ช่วงต้นเท่านั้น หลายคนที่ชำระแค้นได้สำเร็จ ผลสุดท้ายกลับซึมเศร้าเพราะพลังทั้งหมดของชีวิตได้ถูกใช้ไปหมดแล้ว
ลองนึกถึงฮิตเลอร์ที่เคียดแค้นพ่อตัวเอง จนประกาศว่า I never loved my father, I feared him. ความรู้สึกนี้ ทำให้เขาทำอะไรลงไปบ้าง และมีจุดจบอย่างไร
.
คน “ลักษณะประเภทฮิตเลอร์” นี้จะทำทุกวิธีที่จะพิสูจน์ให้โลกยอมรับและเห็นว่าฉันเป็นคนถูกด้วยการทำลายล้างอีกฝั่ง แม้จะใช้วิธีที่สกปรก ชั่วร้าย เลวทรามเท่าใด ก็จะบอกตัวเองว่าฉันยอม เพื่อแลกกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะไม่เคยมีวิธีชั่วร้ายใดชนะได้จริงบนโลกใบนี้
.
ยังมีนักการเมืองอีกท่านหนึ่งที่เคยเล่าไว้ในประวัติของตัวเองว่า เขามีพ่อที่ไม่เคยชื่นชมเขาเลย ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีขนาดไหน ความรู้สึกของลูกชายที่ไม่เคยรู้สึกดีพอ จึงทำให้ใจของเขาไม่รู้จักพอ แล้วต้องแสวงหาไปเรื่อยๆ เพื่อเติมหลุมในใจที่มีรูรั่ว สุดท้ายเขาก็จบชีวิตการเมืองโดยการต้องหนีคุกหนีคดีออกนอกประเทศ ร่อนเร่ไม่เป็นหลักแหล่ง โดนประณามสาปแช่ง ทั้งๆ ที่น่าจะมีความสุขในบั้นปลายกับครอบครัว  
.
สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ หวังเพียงอยากให้ “สาระ” นี้ไปถึงนักการเมืองทั้งสอง และรวมไปถึงผู้ติดตามของเขาที่ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาเกลียดพ่อแม่ของตัวเองว่า คุณกำลังปิดทางแห่งความสุขของชีวิตของคุณ
.
ถ้าคุณยังไม่เปลี่ยนความคิดด้วยความเข้าใจและให้อภัยพ่อแม่ของเรา เข้าใจว่าแต่ละท่านก็เติบโตมาไม่เหมือนกัน ลำบากยากเข็ญในวัยเด็กมาไม่เหมือนกัน ท่านอาจมีคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมไม่ถูกใจ ส่งมาถึงคุณบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าท่านไม่ได้รักคุณ ท่านดุด่าหรือทอดทิ้งคุณ สิ่งเหล่านั้นมาจากบาดแผลในชีวิตของท่าน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าท่านไม่ได้รัก หรือทำให้ท่านขาดความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด
.
เราเชื่อว่าทั้งคุณคนรุ่นใหม่และคนที่อยู่ต่างประเทศ ในจิตใจลึกๆ ของคุณมีความเป็นคนดีและอ่อนโยนอยู่ในนั้น จงให้อภัยบุพการีของตัวเอง ให้อภัยตัวเองแล้วเริ่มต้นใหม่ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความรักความเมตตา คุณจะเห็นว่าพลังนี้มันยิ่งใหญ่กว่ามาก ดังเช่นมหาตมะ คานธี ได้ใช้หลักอหิงสา นำอินเดียคว้าชัยเหนืออังกฤษ เนลสัน แมนเดลา เลือกที่จะไม่ถือโกรธคนที่ทำให้เขาเข้าไปอยู่ในคุกและสุดท้ายเขาก็กลายเป็นมหาบุรุษของชาวผิวสี หรือแม้กระทั่งมหาบุรุษพระนามว่าภูมิพล ที่คุณคลางแคลงที่จะศรัทธา หากเอาอคติแห่งความเกลียดชังออก คุณก็จะเห็นว่าพระองค์เดินหน้าด้วยความรักและเมตตา ไม่รีบแต่ไม่หยุด ไม่ถูกก็แก้ไข ไม่ใหญ่แต่ต่อเนื่อง เหมือนน้ำที่ใสเย็นอาบชโลมผืนแผ่นดินไทยมายาวนานกว่า 70 ปี ท่ามกลางคนมากมายคอยแทงข้างหลัง  ด่าทอ ดูถูก ขวางทาง หรือแม้กระทั่งพยายามโค่นล้ม!! แต่คนพวกนั้นก็หยุดพระองค์ไม่ได้และก็ทำอะไรพระองค์ไม่ได้เลยจนวินาทีสุดท้ายและรวมไปถึงวินาทีที่พระองค์ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินแล้วก็ตาม ดังที่คุณก็ประจักษ์ด้วยตัวคุณเอง
.
ด้วยรัก ด้วยอภัย และปรารถนาดี
ขอให้ความโกรธเกลียดเคียดแค้นบุพการี จงหายไปจากหัวใจของคุณ

 


"วาระแห่งชาติ" ฉีดวัคซีนโควิด "เริ่มแล้ว" CEO กว่า ๔๐ บริษัท "ร่วมรัฐ" เปิดจุดกระจายฉีด "นำร่อง" ใน กทม.ที่ "เซ็นทรัล ลาดพร้าว" เมื่อวาน (๑๒ พ.ค.๖๔)

มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน
ประชาธิปัตย์ "เท่" อีกแล้ว
"ธรรมนัสกับจริยธรรม"
เมื่อ"เสือโทนี่"เป็น"อีแร้ง"