เพิ่มเตียงรพ.สนามการันตีวัคซีน


เพิ่มเพื่อน    

 “โควิดการเมือง” ดร.เสกสกลบอก “ลุงตู่”  ห่วงใยคนไทยทุกลมหายใจเข้าออก ยันทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤติ “ธนกร” ดีดปาก “พิธา” อย่ามัวติติงเล่นการเมือง ปัญหาไวรัสมรณะไม่ควรแบ่งผักฝ่าย

    เมื่อวันจันทร์ที่ 12 เมษายน นายเสกสกล อัตถาวงศ์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยประชาชนตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก ขอให้เชื่อมั่นว่านายกฯ และรัฐบาลจะทำงานให้ดีที่สุด ทุกปัญหาต้องได้รับการแก้ไขเยียวยาให้ทั่วถึง จะไม่ทอดทิ้งหรือหนีปัญหาเด็ดขาด แต่รัฐบาลก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกคนด้วย โดยเฉพาะการร่วมมือในการปฏิบัติตนเองและครอบครัวไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโควิดที่กำลังแพร่กระจายอยู่ในขณะนี้ โดยฟังคำชี้แจงทีมเแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว เพื่อให้คนไทยทุกคนก้าวข้ามผ่านวิกฤติโควิดนี้ไปให้ได้
    น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.) กล่าวถึงกรณีอาจารย์แพทย์ให้ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับวัคซีนที่บิดเบือนว่า ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ  เพราะคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกคำแถลงชี้แจงย้ำชัดเจนว่าเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้เป็นความเห็นทางวิชาการของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งสอดคล้องกับการยืนยันของ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาฯ ว่าวัคซีนทั้งซิโนแวคและแอสตราเซเนกาที่ไทยกำลังฉีดอยู่ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% และลดอาการป่วยรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการฉีดวัคซีนโควิด-19 ยังจำเป็นเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และมีประสิทธิภาพต่อการลดความรุนแรงของโรคของผู้ที่ติดเชื้อตามมาตรฐานสากล
    “ขณะนี้มีกระบวนการด้อยค่าทีมทำงานของรัฐบาลและสาธารณสุข โดยมุ่งเรื่องวัคซีนเป็นตัวนำ โดยมีพฤติกรรมขยายผลบิดเบือนเรื่องประสิทธิภาพวัคซีน กล่าวหาเลื่อนลอยเรื่องรัฐผูกขาดนำเข้าวัคซีน จนสร้างความตื่นตระหนกสับสนในสังคม ที่น่าผิดหวังก็คือนักการเมืองผู้แทนของประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายค้าน เช่น นายวิโรจน์  ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กกล่าวหารัฐบาลฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันต่ำ โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชน และกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไร ทำให้สังคมสงสัยและตั้งคำถามว่าคิดแต่ความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่" น.ส.ทิพานันกล่าว
ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล วิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า นายพิธามีสิทธิเสรีภาพที่จะวิจารณ์ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง นายพิธาไม่ใช่หมอ แต่อวดเก่งยิ่งกว่าอาจารย์หมอ ฟังแล้วเก่งกว่า ศ.นพ.ยงเสียอีก อย่าแค่อ่านหนังสือมา การเสนอแนะหากเป็นประโยชน์ต่อประชาชนสามารถทำได้ แต่ไม่ควรติติงหรือบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์
“ข้อเสนอแนะนายพิธาหลายอย่างรัฐบาลทำอยู่แล้ว  แต่หลายอย่างก็วิจารณ์แบบหวังผลทางการเมือง บิดเบือนข้อมูล ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรทำ เพราะมันคือความทุกข์ร้อนของประชาชน ทำให้ประชาชนตื่นกลัว ในส่วนของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็เช่นกัน พอรัฐบาลเปิดให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดหา นายพิธาก็บอกว่าผลักภาระให้เอกชน พอเอกชนมีส่วนร่วมน้อย ส.ส.พรรคนายพิธาก็บอกว่ารัฐบาลปิดกั้นเอกชน ไม่ทราบว่านายพิธาจะเอาอย่างไรกันแน่ อย่าตั้งเป้าโจมตี พล.อ.ประยุทธ์อย่างเดียว  ควรมาช่วยกันจะดีกว่า” นายธนกรกล่าว
นายธนกรกล่าวอีกว่า สถานการณ์เช่นนี้ตนไม่อยากเห็นฝ่ายการเมืองออกมาตำหนิติเตียนหรือด่าทอท่านนายกฯ ลูกเดียวโดยไม่สนใจอะไรเลย ทุกฝ่ายควรมาช่วยกัน เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาชนะคะคานทางการเมือง  แต่เป็นเวลาที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน อย่าเล่นการเมืองจนไม่รู้จักจังหวะเวลา ประชาชนจะเบื่อหน่าย ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ไม่เล่นการเมือง มุ่งทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติอย่างเดียวมาตลอด
ทั้งนี้ นายพิธาได้ไลฟ์สดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 เม.ย.ในหัวข้อ "โควิดระลอก 3 ประชาชนปลอดภัย-เศรษฐกิจไม่พัง" ร่วมกับ พญ.ขวัญปีใหม่ พะนอจันทร์ แอดมินกลุ่มเรียนรู้ สู้ Covid ผ่านเพจพรรคก้าวไกล ที่ได้วิจารณ์การทำงานแก้ปัญหาโควิดของรัฐบาลรอบ 3 ทั้งเรื่องวัคซีนและ รพ.สนาม รวมถึงการควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายว่ามีปัญหา
     ด้านนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงจำนวนเตียงผู้ป่วยที่ยังไม่เพียงพอต่อผู้ป่วยโควิดว่า มาตรการเพิ่มเตียงของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ การบริหารจัดการยังไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนยังต้องเฝ้ารอเตียงอยู่ รัฐบาลต้องมีมาตรการที่ดีกว่าออกมาบอกว่าเราเตรียมเตียงสนามไว้อย่างเพียงพอ แต่พอถึงเวลาจริงคนไข้ยังต้องรักษาตัวเองที่บ้าน การปล่อยให้ผู้ติดเชื้อโควิดกลับไปรักษาตัวเองดูอาการที่บ้าน เป็นเรื่องเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อเป็นอย่างมาก แค่ผู้ติดเชื้อเกือบหนึ่งพันคนต่อวันรัฐบาลยังแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ามีผู้ติดเชื้อมากกว่านี้รัฐบาลจะรับมืออย่างไร ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องหารือกับทุกภาคส่วนอย่างจริงจังเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะมาถึง
ส่วน น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า รัฐบาลนี้อ่อนด้อยความสามารถในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องโรคระบาดโควิด-19 เผยให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นความสามารถที่ติดลบของรัฐบาลอย่างชัดเจน คนที่รู้จักที่เคยเป่านกหวีดเรียก พล.อ.ประยุทธ์มา ต่างรับไม่ได้กับการบริหารจัดการโควิดแบบไร้ทิศทางและหาจุดจบไม่ได้ มีเพียงการชี้หน้าโทษว่าเป็นความผิดของประชาชน ทั้งที่แท้จริงคือการไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการโรคระบาดของรัฐบาล
    “การชี้หน้าโทษว่าประชาชนทำให้เกิดโรคระบาดครั้งที่ 2 3 4 ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหารประเทศที่ดีควรทำ และการที่บอกไม่ได้ว่าจะจบสถานการณ์โรคระบาดเมื่อใดก็ไม่ใช่คุณสมบัตินักบริหารที่ดี การบริหารแบบแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่มีการวางแผนที่จะจบสถานการณ์ล่วงหน้า  ทำให้มีการระบาดรอบ 2 3 4 ซึ่งต้นตอการระบาดมาจาก ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐบาลล้วนๆ จนถึงบัดนี้เวลาผ่านมาปีกว่าชุดตรวจโควิดยังขาดแคลนอยู่ สถานพยาบาลไม่รับตรวจในขณะที่ทั้งโลกมีชุดตรวจโควิดด้วยตนเองจำหน่าย รวมทั้งบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาดร้ายแรง ทำให้การฉีดวัคซีนในไทยล่าช้ากว่าลาว เขมร ไม่ต้องเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกา อังกฤษ แบบนี้จะให้ประเมินการบริหารจัดการของรัฐบาลว่าติดลบกี่คะแนน” น.ส.เกศปรียากล่าว.

 


"โควิด" ก็เหอะ จ๋อยเป็นเหมือนกัน! เมื่อเจอ "ฮามาส-ปาเลสไตน์" กับ "อิสราเอล-ยิว" ถล่มใส่กันแหลก

"ควรมีคนเช่นนี้อยู่หรือ?"
โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน