ยูนิเซฟต้าน 'ดีปเฟก'ส่อละเมิดเด็กด้วยAI

เด็กหญิงในจังหวัดเชียงรายกำลังเล่นมือถือ  (ภาพ: ยูนิเซฟ/2024/ Phutpheng)

ยูนิเซฟได้ออกแถลงการณ์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง

“ดีปเฟก” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟระบุว่า หลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้

 “เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น”ยูนิเซฟรายงาน

 พร้อมกันนี้  ยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริง

เมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ

“ยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง

 ยูนิเซฟได้เรียกร้องว่า ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI  รัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย  นักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

บริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุ

“อันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้”ยูนิเซฟระบุ

ยูนิเซฟ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับในประเทศไทย การล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ  รายงานเรื่อง หยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand)  ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564  มีเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปีราว 400,000 คนในประเทศไทย หรือร้อยละ 9 ตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ผ่านวิธีการหลากหลาย เช่น การส่งต่อภาพทางเพศของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแบล็คเมลหรือข่มขู่เด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศ
รายงานชี้ว่า เด็ก ๆ มักไม่บอกใครและไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือที่ไหน โดยเด็กที่ตกเป็นเหยื่อร้อยละ 10-31 ไม่เคยเล่าเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญให้ใครฟัง และมีเพียงร้อยละ 1-3 เท่านั้นที่แจ้งความกับตำรวจ   นอกจากนี้  ข้อมูลปี 2565 ของมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ระบุว่า เด็กอายุระหว่าง 9–18 ปี เกือบร้อยละ 26 เคยมีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อที่ส่อไปในทางเพศเด็กด้วยตนเอง

ข้อมูลชุดใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย Disrupting Harm ระยะที่ 2 ซึ่งนำโดยสำนักงาน Innocenti ของยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT International และองค์การตำรวจสากล โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Safe Online โครงการนี้มุ่งศึกษาว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเอื้อให้เกิดการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กอย่างไร พร้อมจัดทำหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับนโยบาย ระบบคุ้มครอง และการแก้ปัญหาในระดับประเทศ

 ในระยะที่สองของโครงการ จะมีการเผยแพร่รายงานของแต่ละประเทศในปี 2569 โดยอ้างอิงจากการสำรวจครัวเรือนที่เป็นตัวแทนระดับประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยยูนิเซฟและ IPSOS ใน 11 ประเทศ การสำรวจครอบคลุมเด็กอายุ 12–17 ปี 1 คน และผู้ปกครองหรือผู้ดูแล 1 คน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ  (ร้อยละ 91–100)

 การวิจัยนี้ดำเนินการในประเทศที่สะท้อนบริบททางภูมิภาคที่หลากหลาย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยสามารถดูได้ที่: https://safeonline.global/dh2-research-methods_final-2/


————————–

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมัครด่วน! โครงการเตรียมความพร้อมสู่ AI Camp ปี 2569 โอกาสแห่งการเรียนรู้การพัฒนาทักษะด้าน AI และวิทยาศาสตร์

ขอเชิญโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ ร่วมสมัครเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมสู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI Camp) และโครงการพัฒนาทักษะโครงงานสะเต็ม (STEM Project Camp)

ทรูบิสิเนส ผนึก ซอฟต์แบงก์ ยักษ์โทรคมฯสัญชาติญี่ปุ่น สร้างนวัตกรรมเทคระดับเวิลด์คลาส ติดปีกองค์กรธุรกิจไทยเทียบสากล พร้อมเสริมแกร่งระบบนิเวศ AI ในประเทศไทย

ทรูบิสิเนส เดินเกมรุกพัฒนาเทคโซลูชัน เติมเต็มวิสัยทัศน์ ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้นำเทคคอมปานีไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ ซอฟต์แบงก์ ผู้นำธุรกิจโทรคมนาคมแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย

Jobsdb กับโซลูชันหางานสุดล้ำด้วย AI — ค้นเจองานที่ใช่ ครอบคลุมทุกพื้นที่

ถ้าเคยเลื่อนหางานจนหน้ามืด เปิดดูประกาศทีเป็นสิบ แต่ตำแหน่งที่ขึ้นมากลับไม่ตรงใจสักอย่าง แถมบางงานก็ไกลเกินเดินทางไม่ไหว จนรู้สึกว่า

เด็กไทยเสี่ยงบนโลกออนไลน์ ถึงเวลามีสติรู้เท่าทันยุค AI

ทุกธุรกิจบนโลกใบนี้ล้วนเริ่มจาก “ความกลัว” ของมนุษย์-กลัวมืดจึงมีหลอดไฟ กลัวมองไม่เห็นจึงมีแว่นตา และในยุคที่โลกย้ายมาอยู่ในจอ ความกลัวรูปแบบใหม่ก็ผุดขึ้นเป็นรายวัน ตั