ท่องเมือง'ปารานากัน'ที่'ปีนัง'

ย่านสตรีทอาร์ต ในจอร์จทาวน์ 

คนไทยมากมายทคงเคยไปเที่ยว”ปีนัง “เกาะเล็กๆ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียมาแล้ว เพราะไปง่าย ไม่ไกล ยิ่งอยู่ภาคใต้เช่นหาดใหญ่ การไปเที่ยวปีนังถือว่าง่ายมาก เพียงแค่มีรถยนต์ พาสปอร์ต ก็สามารถข้ามด่านชายแดนของสองประเทศ ได้แล้ว การเดินทางใช้เวลาไม่เกิน 3ชั่วโมง หรือจะนั่งเครื่องบินมาลงปีนังเลยก็ได้ อีกทางคือนั่งรถบัส/รถไฟมาลงที่บัตเตอร์เวิร์ธ (Butterworth) แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ ก็ถึงปีนังได้เช่นกัน

ปีนังไม่ใช่จังหวัดของมาเลเซียแต่ถือว่าเป็นรัฐ รัฐหนึ่ง เมืองหลวงเมืองจอร์จทาวน์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO  เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่เก่าแก่สมบูรณ์ ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ ในอดีตปีนังเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันตกกับดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่าเรือของปีนัง เป็นท่าเรือเสรี เป็นศูนย์กลางทางการค้า การขนส่งสินค้าที่ผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นเรือสินค้าหรือเรือทางการฑูตจากตะวันตกหรือ ตะวันออก ที่ล่องมาจากแดนไกลโพ้น  เรือจีน อินเดีย ล้วนต้องมาหยุดแวะพักที่ปีนังก่อน จะเดินทางไปยังดินแดนอื่นๆใกล้เคียง  ด้วยเหตุนี้ ปีนังจึงคราคร่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม ผู้คนเหล่านี้ นอกจากค้าขายแล้วยังเข้ามาตั้งรกกรากที่เกาะปีนัง และนำวัฒนธรรมวิถีของตนเองติดตัวมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมแบบตะวันตก แบบอินเดีย มลายู หรือแบบจีน ซึ่งพอมาอยู่ร่วมกัน เทำให้มีการผสมผสาน จนเกิดวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า “วัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา “

สาวแต่งชุดบาบ๋า ย่าหยา  ถ่ายรูปที่คฤหาสน์ปารานากัน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ญี่ปุ่นเข้ายึดครองปีนังและใช้เป็นฐานทัพสำคัญ  ก่อนที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะยึดคืนกลับมา เพราะปีนังถือว่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี1957 และรวมเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียในปี1963 จึงไม่แปลกที่ปีนังจะมีตึกและสถาปัตยกรรมแบบอังกฤษเยอะแยะหลายแห่ง

เราเดินทางจากหาดใหญ่ โดยรถตู้เข้าสู่ปีนัง หลังจากเข้าเมืองปีนัง แวะกินข้าวกลางวันเสร็จ คนขับรถตู้พาไปกิน”ลอดช่อง” ร้านนี้ดังมาก จริงๆแล้ว จะว่าเป็นร้านก็ไม่เชิง เพราะเป็นรถเข็นตั้งข้างตึก  ในตรอกแคบๆ ลอดช่องสิงคโปร์ของแทร้นี้ ไม่เหมือนลอดช่องสิงคโปร์แบบบ้านเรา แต่เป็นเส้นลอดช่องสีเขียวเส้นสั้นๆ  พอมาถึงร้าน ต้องร้องโอ้โห เจอกับแถวยาวเหยียด ทั้งจีน ไทย ฝรั่ง มาชุมนุมกันตรงนี้   ร้านมี3เมนูให้เลือก แต่ที่ยอดฮิต ก็คือ ลอดช่องใส่ถั่วแดงต้มแบบเละๆผสมกับลอดช่องเส้นสั้นๆ  ราคาถ้วยละ 5 ริงกิต คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 35 บาท ถ้วยที่ได้มาใหญ่มาก แต่พอกินแล้วถึงรู้ว่าส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง และน้ำราด ซึ่งน้ำกระทิผสมนม   เนื้อลอดช่องกับถั่วแดงน้อยมาก แต่กินแล้วก็ชื่นใจ เพราะอากาศร้อนจริงๆ  การกินก็ๆไปนั่งหลบกินที่นั่งแถวๆนั้น หรือยืนกิน ความเห็นส่วนตัวคิดว่าสู้ขนมใส่น้ำแข็งใสบ้านเราไม่ได้

ภาพวาดโดดเด่นเห็นแต่ไกล ข้างร้านลอดช่องชื่อดังของปีนัง

หลังจากเช็กอินเข้าที่พักที่โรงแรมเรียบร้อย  ไม่ห่างจากที่พักนัก เราก็เดินไปเที่ยวหมู่บ้านชาวประมง”Chew Jetty”ที่ไมไกลจากโรงแรม หมู่บ้านแห่งนี้ ยูเนสโกรับรองให้เป็น World Heritage Site  หรือแหล่งมรดกโลก เพราะมีเสน่ห์ความเรียบง่าย ผู้คนและชุมชนยังคงกลิ่นอายเก่าแก่ดั้งเดิมไว้  

หน้าตาชัดๆ ของลอดช่องชื่อดัง ใครมาแล้วไม่ได้ไปลองชิม ถือว่ามาไม่ถึงปีนัง

ทั้งไทย จีน ฝรั่งเดินกันขวักไขว่ บนตรอกแคบๆ  สองข้างทางของทางเดิน เป็นบ้านไม้แบบดั้งเดิมของคนในชุมชน ซึ่งแต่ละบ้านกลายเป็นร้านค้าขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวไปแล้ว ฝาผนังบ้านบางหลังที่ทำเลดี มีการวาดภาพ แสดงถึงวิถีชีวิตชาวประมงดั้งเดิมไว้ กลายเป็นจุดเช็กดินและถ่ายรูป สุดทางจะเป็นท่าเรือ ซึ่งในอดีตน่าจะเป็นศูนย์รวมเรือ ขายสินค้าพวกกุ้ง หอย ปูปลา

อยากกินลอดช่องเจ้านี้ ต้องยืนกิน

ออกจากหมู่บ้านประมง ไม่ไกลกันนัก ก็เป็นStreet Art ของปีนัง อยากบอกว่า ปีนัง หรือจอร์จทาวน์ เป็นเมืองแห่งโคมแดงก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหน ก็จะเห็นโคมแดงพาดผ่านไปทั่ว โคมแดงนี้สร้างสีสันให้กับเมืองจริงๆ ตึกสองข้างทางสตรีทอาร์ต มีการผสมผสานระหว่างตะวันตก ความเป็นจีน และสไตล์แบบแขกๆ แฝงๆผสมผสานกัน กำแพงตึกใหญ่ๆมีการเพ้นท์ผนังบอกเล่าความเป็นปีนัง  ขอบอกเลยว่าเดินแล้วเพลินมาก  เพราะมีร้านของที่ระลึกให้ช้อปแบบจุใจ ราคาก็ไม่แพง

ทางเดินแคบๆ ของหมู่บ้านชาวประมง ที่ได้รับขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก

วันรุ่งขึ้นช่วงเช้า เราไปที่  คฤหาสน์เปรานากัน (Pinang Peranakan Mansion) ซึ่งถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงวัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยา ได้อย่างแจ่มชัด  ค่าเข้าคิดเป็นเงินไทยคนละประมาณ 250 บาท  ตอนแรกคิดว่าทำไมแพงจัง แต่เมื่อเข้าไปดูแล้ว จะรู้สึกว่าสุดแสนจะคุ้มค่า

ภาพวาดข้างฝาบ้านที่หมู่บ้านชาวประมง เป็นจุดเช็กอิน ถ่ายรูป

คฤหาสน์เปรานากัน  สร้างมาตั้งแต่สมัยทศวรรษที่ 1890  ตัวอาคาร2ชั้นสีเขียว มีอายุเก่าแก่  134 ปี  พอเหยียบย่างเข้าไปสัมผัสได้ถึงความโอ่อ่า อลังการ  ที่โชว์สถาปัตยกรรมแบบปารานากันเต็มที่ ภายในอถดมด้วยสมบัติมีค่า  ข้าวของเครื่องใช้  ในอดีตของมหาเศรษฐี Chung Keng Kwee  ซึ่งเป็นกัปตันเรือ ชาวจีนโพ้นทะเล และเข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะนี้  เมื่อมาลงหลักปักฐานที่ปีนัง แล้ว กับตันซุง  ก็มีอาชีพเป็นผู้ดูแลเหมืองค้าขายดีบุกในรัฐเปรัก แถมยัง้แผ้นผู้นำองค์กรลับไห่ซาน

ภาพวาดในร้านขายของที่ระลึกหมู่บ้านประมง

ตัวอาคาร 2ชั้น มีพื้นที่ตรงกลาง ที่เป็นลานกลางบ้าน ซึ่งรูปทรงแบบนี้เป็นสไตล์จีนชัดๆ แต่องค์ประกอบอื่นๆของบ้านล้วนเป็นแนวยุโรป   ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสก นำเข้าจากประเทศสกอตแลนด์ โคมไฟระย้าในห้องกินข้าวโต๊ะอาหารแบบตะวันตก  แต่เก้าอี้ชุดไม้สักลายประณีต ที่ตั้งวางอยู่ในห้องเดียวกันเป็นสไตล์จีน  เป็นการผสมผสานสองศิลปวัฒนธรรม ห้องนี้น่าจะเป็นห้องต้อนรับแขกทั้งพูดคุยและรับประทานอาหาร ซึ่งแขกที่มาน่าจะมีหลากเชื้อชาติ นอกจากนี้ ของประดับตกแต่งห้องทั้งด้านซ้ายและขวาของชั้นล้่าง มีทั้งแบบตะวันตก และจีน ไม่ว่ารูปปั้นเทพแนวโรมัน หรือสัตว์มงคลแบบจีน กระจกเขียนสีแบบจีน หน้าต่างกระจกสี แจกกันเซรามิค สำรับเล่นไพ่นกกระจอกเทศและไพ่บริดจ์บนโต๊ะใหญ่ บ่งบอกความอัครฐานของเจ้าของบ้าน

ทางเดินในหมู่บ้านประมงที่สร้างบรรยากาศสีสันด้วยโคม

ชั้นบน ซึ่งเป็นห้องนอน แต่ละห้องจัดแสดงชุดบาบ๋าย่าหยา   ตุ๊กตานำเข้าจากตะวันตกจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นของเล่นคุณหนูตระกูล  ของมีค่านิยมสะสมสมัยนั้น  บ่งบอกถึงฐานะเจ้าของบ้าน   เครื่องแต่งกายแบบเปอรานากัน (จีนผสมมลายู) โชว์ในหุ่นและแขวนบนผนังห้อง กระเป๋าเดินทางมากมายหลายใบ วางซ้อนหลังตู้เสื้อผ้า เรายังเห็นทีวี วางในห้องนอนด้วย น่าจะเป็นทีวีรุ่นแรกๆ ที่มีกันในโลกใบนี้อีกด้วย

ขี่จักรยานย่านสตรีทอาร์ต มีโคมแดงเป็นฉากสร้างสีสันให้เมือง

เครื่องประดับของผู้หญิง ผ้าไหมปักเงินปักทอง  พร้อมทั้งมีโต๊ะเครื่องแป้งและเครื่องสำอางโบราณ  ไกด์บอกว่า ช่วงหนึ่งห้องนี้เคยเป็นห้องนอนของย่าหยาชาวไทยจากจังหวัดภูเก็ตด้วย ทำให้ไม่แปลกใจว่าภูเก็ตก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งของความเป็นปารานากัน   ยังมีห้องหอส่งตัวบ่าวสาว  เตียงไม้ฉลุลาย สุดหรูหรา   ภาพงานแต่งงานทั้งแบบจีน  งานฉลองงานแต่ง แบบตะวันตก ชุดบ่าวชาวทั้งแบบจีน ฝรั่งและเปอรานากัน ประดับทางเดิน

ห้องนอนของคนในบ้านเศรษฐีปารานากัน

ตามตู้กระจกที่จัดวางบนชั้นสอง  ยังมีการจัดแสดงตุ๊กตา นำเข้าจากตะวันตกจำนวนมาก  ซึ่งน่าจะเป็นของเล่นคุณหนูของตระกูล   และยังมีเครื่องชุดนำเซรามิคสไตล์วิกตอเรีย  เพราะยุคนั้นปีนังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและตามตู้กระจกยังแสดงเครื่องแก้วคริสตัลหลากหลายสีสัน ซึ่งสมัยนั้นน่าจะเป็นของสะสมที่มีมูลค่าสูงมาก

ด้านหนึ่งของพื้นที่ชั้นสอง น่าจะใช้เป็นที่ประชุม โดยมีเก้าอีั้นั่งประมุขตระกูลตั้งเด่นเป็นสง่า


พื้นที่ชั้นสอง ให้ความทึ่งยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อ พื้นที่ด้านหนึ่ง เปิดโล่ง มีภาพเขียนขนาดใหญ่เจ้าของบ้านรุ่นแรกๆ ที่แต่งกายด้วยชุดแบบแมนจู ผู้ชายไว้ผมเปีย  แขวนบนผนังหลายภาพ   ตรงกลางมีเก้าอี้ตัวใหญ่ตั้งวาง  ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่นั่งของเจ้าบ้าน และมีเกัาอี้วางเรียง ด้านหน้า  ทำให้จินตนาการได้ว่า พื้นที่ตรงนี้ เป็นที่เรียกประชุมของประมุขตระกูล  ซึ่งเราเห็นมาแล้วในหนังจีน  คนที่มานั่งฟังน่าจะเป็นผู้ด้อยอาวุโสกว่า ซึ่งมีทั้งลูกน้อง ลูกหลาน ลูกศิษย์  ก็จะนั่งเรียง น้อมรับ คำสั่งต่างๆ  

โต๊ะรับประทานอาหารแบบตะวันตก ของคฤหาสน์

อีกฟากหนึ่งของด้านล่างพิพิธภัณฑ์ ยังเป็นแกลเลอรี่แสดง เครื่องประดับหยกมูลค่ามหาศาล รวมทั้ง เครื่องประดับบ่าบ๋า ย่าย๋า โบราณ ทั้งเข็มขัดเส้นโตโต (มาก)น่าจะเป็นของบุรุษ  ส่วนของสตรี ทีมงกุฎ  ปิ่นปักผม เครื่องประดับ สังวาลย์ กำไล ต่างหู  ตะปิ้ง ของเด็ก ที่ล้วนทำด้วยทอง  รวมทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน  นาฬิกา ชุดน้ำชา แก้ว ถ้วย โถ แจกัน ชาม จาน  เครื่องเซี่ยนหมาก    ฯลฯ เยอะแยะมากมาย แต่ทั้งหมดแสดงถึงความมั่งคั่งของตระกูลที่ใช้ชีวิตหรูหราราวกับราชวงศ์

ตัวอาคารสองชั้น มีลานกลางบ้านสไตล์จีน

ยังไม่หมด มีคนบอกว่าให้เดินไปด้านหลังชั้นล่าง ไปดูศาลเจ้าประจำตระกูล    เมื่อไปถึงยิ่งสำทับความยิ่งใหญ่อลังการของตระกูลนี้เข้าไปอีก  บอกได้เลยว่า อึ้งมากยิ่งขึ้น ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลบรรพบุรุษ  มีป้ายชื่อวิญญาณของคนในตระกูลวางเรียงรายจุดกราบไหว้    เสาแต่ละต้นที่ค้ำยันตัวศาลที่เป็นเพดานสูงใหญ่โตมาก  ความใหญ่โตของศาลให้ความรู้สึกอลังการ (อีกแล้ว) พร้อมกับความขึงขัง น่าเกรงขามในที

ป้ายวิญญาณบรรพบุรุุษตั้งเรียงราย ณ ศาลเจ้าประจำตระกูล

ลืมบอกไปว่า ตอนเดินไปถนนอาร์เมเนีย เห็นตึกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ดร. .ซุนยัดเซ็น (Dr. Sun Yat-sen) บิดาแห่งการปฏิวัติจีน  ดร.ซุนฯ เคยใช้ตึกแห่งนี้ ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 120 ถนนอาร์เมเนีย ในจอร์จทาวน์  ระหว่างหนีภัย  เป็นฐานบัญชาการสำคัญในการวางแผนล้มล้างราชวงศ์ชิงในช่วงปี ค.ศ. 1910-1911 ดร.ซุน ได้พำนักและก่อตั้งสโมสรการอ่านบนถนนอาร์เมเนีย   ในการรวบรวมทุนและวางแผนการปฏิวัติ   ภายในพิพิธภัณฑ์ได้แสดงเรื่องราวการวางแผนการดำเนินงานปฎิวัติ  พร้อมกับวิถีชีวิตของบชาวเปอรานากัน ที่ปีนัง

สาวแต่งชุดแบบปารานากัน ถ่ายรูปที่ศาลเจ้าประจำตระกูล



ช่วงบายวันเดียวกัน คือการแวะเวียนไปปีนังฮิลล์ ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยเท่าไหร่ แถมค่าเข้าแพงมาก โดยเฉพาะต่างชาติ 300-500 บาท ถ้าต้องการเข้าแบบฟาสแทร็ก ก็จะอยู่ที่ 500 กว่าบาท  ที่คิดว่าแพงน่าจะเป็นต้นทุนการนั่งรถไฟฟ้าขึ้นเขา พอขึ้นไป ก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ปีนัง อากาศที่เย็นสบาย ดอกไม้สวยๆ แบบไม้เมืองหนาว ภาพรวมถือว่าการจัดการดีมาก รัดกุมทุกขั้นตอนไม่ให้คนไม่ซื้อตั๋วขึ้นรถไฟฟ้า แอบลักไก่ใช้บริการโดยเฉพาะขาลง  เพราะการไปปีนังสามารถเดินขึ้นเขา มาเองได้  แต่จะบอกว่าคงเหนื่อยลิ้นห้อยพอสมควรเลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์ดร.ซุน ยัดเซ็น ที่หนีมาตั้งฐานปฎิวัติที่ปีนัง

หมวก หรือมงกุฎ ที่ใช้ในพิธีสำคัญของเศรษฐีปารานากัน
รถสามล้อถีบ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของปีนัง
วิวทิวทัศน์ของเมืองมองจากปีนังฮิลล์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘บินไทย’ลุยบินเส้นทาง ‘อาห์เมดาบัด-เกาสง-ปีนัง-กัลกัตตา’ ด้วยเครื่อง A320

‘การบินไทย’รุกขยายเส้นทางบินทดแทนไทยสมายล์ สู่ ‘อาห์เมดาบัด-เกาสง-ปีนัง’ด้วยเครื่องบิน A320 ดีเดย์ 1 ก.ย. 66 พ่วงเปิดบินสู่กัลกัตตาเริ่ม 15 ต.ค.นี้

'ยิ่งลักษณ์-แม้ว' โผล่ปีนัง ตามหาความทรงจำเก่า

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพถ่ายคู่นายทักษิณ ชินวัตร พร้อมข้อความบนเฟซบุ๊กว่า มาปีนังเป็นครั้งที่สอง หลังจากไม่ได้มานาน มาตามหาความทรงจำเก่ากับพี่ชาย เมืองที่นี่เปลี่ยนไปเยอะ ดูบรรยากาศคล้ายภูเก็ตบ้านเราเลย คิดถึงค่ะ อาหารการกินก็คล้ายกัน