คนไทยกว่า 10 ล้าน เสี่ยงโรคไตไม่รู้ตัว สมาคมโรคไตฯแนะคัดกรอง

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยแนะคัดกรองเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ป่วย NCDs เผยต้องทุ่มงบดูแลรักษามากกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี แนะคนไทยใส่ใจพฤติกรรมการบริโภคลดหวาน มัน เค็ม ด้าน สธ. ชวนดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอช่วยขับของเสียและลดภาระการทำงานของไต

8 มี.ค.2569 -ที่ลาน Eden ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดงานวันไตโลก World Kidney Day ภายใต้คำขวัญ “KIDNEY HEALTH FOR ALL-Caring for people and Protecting the Planet” หรือ “คัดกรองป้องกัน รู้ทันโรคไต ใส่ใจรักษ์โลก” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักและใส่ใจโรคไตให้มากขึ้น ภายในงานได้จัดให้มีการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไตทั้งจากการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะจากชุดตรวจหาไมโครอัลบูมินแบบตลับที่เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย

เนื่องใน วันไตโลก (World Kidney Day) สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยออกมาเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพไต หลังพบว่าปัจจุบัน คนไทยมีภาวะโรคไตเรื้อรังมากกว่า 10 ล้านคน และจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าตนเองกำลังป่วย เนื่องจากในระยะแรกของโรคมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นากยกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า 850 ล้านคนและเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนประชากรไทยมีอัตราผู้ป่วยอยู่ที่ 9-10 ล้านคน ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วย ไตวายระยะสุดท้ายประมาณ 150,000 ราย ที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไตหรือปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ในปีที่ผ่านมา กว่า 17,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับกองทุนสุขภาพอื่น ๆ งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องล้างไตอาจสูงถึง 50,000–60,000 ล้านบาทต่อปี

 สาเหตุสำคัญของโรคไตในคนไทยส่วนใหญ่เกิดจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัว ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นประจำ

โรคไตในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าการทำงานของไตกำลังเสื่อมลง ดังนั้นการตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วย โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญของโรคไต โดยสามารถตรวจคัดกรองได้ทั้ง การตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะ

นพ.วุฒิเดช กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจปัสสาวะ แพทย์มักใช้การตรวจ ไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ (Microalbuminuria) ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน การตรวจดังกล่าวช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบภาวะไตเสื่อมได้เร็ว และสามารถวางแผนการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถควบคุมโรคและชะลอการเสื่อมของไตได้” นพ.วฒิเดช กล่าว

สำหรับแนวทางป้องกันโรคไต ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต ลดการบริโภคอาหารเค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรโดยไม่จำเป็น เนื่องจากสมุนไพรบางชนิดอาจมีสารที่ส่งผลกระทบต่อไต หากบริโภคในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นพ.วฒิเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า โรคไตถือเป็น “ภัยเงียบ” ที่ใกล้ตัวคนไทย เพราะในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะไตวาย ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูงตลอดชีวิต ดังนั้นการตรวจสุขภาพและปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคไตลุกลามจนกลายเป็นภาระทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในอนาคต

ด้าน ผศ.ดร.ชนิดา  ปโชติการ ที่ปรึกษาสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เพียงแต่การกินเค็มทำให้เกิดโรคไต เช่นเดียวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs เช่น เบาหวาน ความดัน ซึ่งล้วนมาจากพฤติกรรมการบริโภค หากเป็นโรคเหล่านี้แล้วหากไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลต่อให้เกิดโรคไตตามมาเพราะทั้งสองโรคสัมพันธ์กัน

ดังนั้นเราจะต้องให้ความรู้ในการเลือกกินอย่างไรให้เสี่ยงโรค หรือกินอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามที่ร่างกายควรในแต่ละวัน อย่างเช่น การทานโปรตีนเสริมที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคมปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า สำหรับคนปกติทั่วไปในแต่ละวันร่างกายต้องการโปรตีนเพียง 55-60 กรัม หากไปทานโปรตีนเสริม ร่วมกับการกินอาหารอื่นๆ อีกจนเกินที่ต้องการควรจะได้รับมากเกินไป ไตต้องทำงานหนักในการกรองส่วนเกินนี้ออกไป

“การทานอะไรเข้าไปในร่างกายรับแค่พอประมาณเพื่อไปซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกายก็พอ เพราะอะไรที่มากเกินไปก็จะเป็นปัญหา เช่นเดียวกับการลดทานอาหารแปรรูป ควรทานอาหารที่เป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง ลดการปรุงไม่หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด” ผศ.ดร.ชนิดา  กล่าว

ขณะที่ นพ.กฤษฏา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค  กล่าวว่า เรามีการส่งเสริมและทำทุกวิถีทางให้คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคไตร่วมด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเร็วของสื่อในยุคปัจจุบันดังนั้นการเสพสื่อหรือการ    รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ควรเลือกรับจากสมาคมหรือองค์กรที่มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองได้บูรณาการกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน  เช่น อย. มีการทำเรื่องของฉลากอาหารและโภชนาการ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วเราพยายามส่งเสริมให้คนไทยดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ หรือให้ได้อย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร เป็นอย่างน้อย ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยขับของเสียในร่างกาย เช่นเดียวกับการบริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ช่วยลดการทำงานหนักของไตได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ แพทย์แนะนำให้ประชาชนตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนต้องล้างไต ซึ่งเป็นภาระต่อทั้งสุขภาพและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ

เพิ่มเพื่อน