
กล่าวได้ว่าทุกหมวดธุรกิจ ล้วนหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจร้านดอกไม้ แม้จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ มองเผินๆ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก แต่ถ้ามองย้อนไป ตั้งแต่กระบวนการการปลูก การขนส่ง ไปจนถึงการจัดตกแต่งดอกไม้ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและการใช้วัสดุจำนวนไม่น้อย จึงทำให้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เพื่อสร้างความสวยงามควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อโลกและสังคม เรือนบุษบา (RuernBoossaBa) ร้านดอกไม้ระดับพรีเมียมของไทยที่สั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจมากว่า 20 ปี เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิด Regenerative Flower Service ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจดอกไม้ให้สอดคล้องกับแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก พร้อมวางแผนพัฒนาธุรกิจระยะ 3 ปี “RuernBoossaBa’s Blueprint for Tomorrow 2025–2027” เพื่อสร้างการเติบโตขององค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างเป็นระบบ
ภายใต้แผน RuernBoossaba’s Blueprint for Tomorrow 2025–2027 บริษัทได้กำหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรผ่าน 12 เป้าหมายหลักด้าน ESG ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการของเสีย การจัดการน้ำเสีย การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างความผูกพันกับลูกค้า การดูแลพนักงาน การสร้างความร่วมมือด้านความยั่งยืน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล เช่น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีจริยธรรม

ปณิธาน ทองสถิตย์ เจ้าของและดีไซเนอร์ร้านดอกไม้เรือนบุษบา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เรือนบุษบามุ่งสร้างสรรค์งานศิลปะจากดอกไม้ที่สะท้อนทั้งความงดงามและความหมายในทุกโอกาสสำคัญของลูกค้า สำหรับเรา ดอกไม้ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ แต่คือประสบการณ์ ความรู้สึก และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และกำลังก้าวไปอีกขั้นของการพัฒนาธุรกิจ ด้วยการผสานแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับศิลปะการจัดดอกไม้ ภายใต้แนวทาง Regenerative Flower Service เชื่อว่าธุรกิจลักชัวรีในยุคปัจจุบันไม่เพียงต้องสร้างความงดงามและคุณภาพระดับสูงเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กันไป
ด้านแนวคิดความยั่งยืน ปณิธาน กล่าวว่า บรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ดอกไม้ อย่าง ซิกเนเจอร์ของร้านคือ กระเช้ากระดาษ(Signature BAG) โดยเลือกใช้กระดาษเป็นวัสดุหลักตั้งแต่ช่วงแรก เพราะจัดการง่ายและให้รูปทรงสวยงาม แม้ขณะนั้นแนวคิดเรื่องความยั่งยืนยังไม่แพร่หลาย ต่อมาเมื่อประเด็นสิ่งแวดล้อมได้รับความสำคัญมากขึ้น ร้านจึงพัฒนามาใช้กระดาษและวัสดุผสมที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสำหรับ ช่อดอกไม้ ร้านใช้วิธีต่อหลอดน้ำกับก้านดอกไม้แต่ละดอก แทนการใช้สำลีชุบน้ำ ทำให้ดอกไม้ได้รับน้ำดีขึ้น ช่อมีน้ำหนักเบาและดูเรียบร้อย วัสดุห่อช่อก็พัฒนาจากกระดาษทั่วไปมาเป็นกระดาษที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น FSC ขณะเดียวกันร้านกำลังมองหาวัสดุทดแทน สปันบอนด์ (Spunbond) ซึ่งแม้ใช้งานสะดวก แต่เป็นไมโครพลาสติกที่ย่อยสลายยาก

ในส่วนของ พวงหรีด ร้านออกแบบโดยใช้โครงไม้อัดหรือวัสดุไม้ แทนโครงโฟมเพื่อลดขยะ แม้บางงานยังจำเป็นต้องใช้ โฟลรัลโฟม (Floral Foam) แต่พยายามจำกัดการใช้เฉพาะงานบางประเภท เช่น พวงหรีดหรือบอร์ดดอกไม้ขนาดใหญ่ขณะเดียวกัน แนวโน้มลูกค้าในงานศพเริ่มขอ งดรับพวงหรีด เพื่อลดขยะ ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ เช่น พวงหรีดจากกระดาษหรือผ้า รวมถึงการบริจาคแทนพวงหรีด ร้านจึงปรับตัวตามแนวโน้มนี้และลดการรับงานพวงหรีดลง เป็นต้น
ปณิธาน กล่าวว่า ธุรกิจดอกไม้มีความท้าทายด้านการจัดการขยะชีวภาพ จึงได้พัฒนาระบบ Biowaste Management ภายในร้าน โดยจัดถังแยกขยะอย่างละเอียดมากกว่า 23 ประเภท พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการของเสีย เช่น ก้านดอก ใบไม้ และดอกไม้ที่ไม่ได้ใช้งาน นำเข้าสู่เครื่องย่อยขยะอินทรีย์ชูชก แม้วัสดุที่ได้จะยังไม่เป็นปุ๋ยสมบูรณ์ จึงร่วมมือกับผู้ประกอบการเพื่อนำวัสดุอินทรีย์ไปแปรรูปเป็นวัสดุชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์จากชีวมวล ส่งผลให้ขยะอินทรีย์จากร้านแทบไม่ต้องถูกทิ้งเข้าสู่ระบบกำจัดขยะทั่วไปอีกต่อไป

“ดอกไม้ที่ร้านใช้บางส่วนนำเข้าจากหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ โคลอมเบีย เคนยา และเอกวาดอร์ โดยซื้อผ่านซัพพลายเออร์ในประเทศไทย พร้อมคัดเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เมื่อมีการเก็บข้อมูลและปรับระบบการทำงานอย่างจริงจัง ทำให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีขยะเหลือเพียงประมาณ 2% ที่ทางกทม.มาเก็บ ”ปณิธาน กล่าว
ขณะเดียวกัน ร้านยังให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่เพียงการใช้พลังงานในร้าน แต่รวมถึงการขนส่ง กระบวนการผลิต และการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะการนำเข้าดอกไม้ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จึงเริ่มติดตามและบันทึกแหล่งที่มาของดอกไม้แต่ละชนิด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายที่มาได้อย่างชัดเจน

ปณิธาน กล่าวต่อว่า ยังได้พัฒนาพนักงานมากขึ้นถึง 50% ครอบคลุมการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาทักษะวิชาชีพ การสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงาน ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล โดยจัดทำระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าให้สอดคล้องกับกฎหมาย Personal Data Protection Act (PDPA) ผ่านการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย และการทำลายเอกสารผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล
เพื่อสร้างความโปร่งใสและมาตรฐานในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปณิธาน กล่าวว่า เรือนบุษบายังได้เข้ารับการประเมินจาก EcoVadis ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประเมินด้านความยั่งยืนขององค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยมีบริษัทมากกว่า 100,000 แห่งในกว่า 200 อุตสาหกรรมทั่วโลก เข้าร่วมการประเมิน และจากการประเมินล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทได้รับคะแนน ESG รวม 57 จาก 100 คะแนน และอยู่ใน 47th percentile ของบริษัททั่วโลก พร้อมได้รับสถานะ EcoVadis Committed ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการด้านการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบขององค์กร

“กระบวนการประเมินดังกล่าวทำให้ร้านต้องวางระบบการทำงานใหม่ให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น โดยกำหนดแนวทางด้านความยั่งยืนออกเป็นหลายข้อ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจระยะยาว” ปณิธาน ทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'GULF-AIS'สานฝันเยาวชนไทย ลงพื้นที่มอบโอกาสปูรากฐาน ฟุตบอลชุมชนสู่ความยั่งยืน
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GULF และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS สานต่อความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการลูกหนังไทยตั้งแต่รากฐาน เปิดตัวกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด "GULF-AIS บอลไทยเพื่อคนไทย ส่งต่อลูกหนัง สานฝันเยาวชนไทย" ลงพื้นที่มอบลูกฟุตบอลมาตรฐาน ให้กับสโมสรฟุตบอลไทยลีก เพื่อกระจายสู่โรงเรียนรอบสนาม หวังให้กีฬาฟุตบอลเป็นสื่อกลางในการพัฒนาศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

