ผุดเพื่อไทยอคาเดมี ป้องกันแตะต้องพ่อนายกฯ/วิสุทธิ์ย้ำให้แค่1วันไม่เอาก็จบ

เลขาฯ สภาฯ เสนอบรรจุญัตติซักฟอกแล้ว ส่วนข้อกังวลอภิปรายคนภายนอกเป็นดุลยพินิจของ ปธ.สภาฯ จะพิจารณา "แกนนำเพื่อไทย" จ่องัดข้อ กม.สกัดฝ่ายค้าน ผุด "เพื่อไทยอคาเดมี" ดูข้อมูลเตรียมรับมือศึกซักฟอก วาง 10 ขุนพลดูแลข้อบังคับในสภา อ้างซักฟอก “ทักษิณ” ไม่ได้ เหตุไม่ใช่ รมต. "วิสุทธิ์" ย้ำซักฟอก 1 วันเพียงพอ-เหมาะสมแล้ว เอา-ไม่เอาก็แล้วแต่ จะไม่อภิปรายก็ไม่เดือดร้อน "ปชน." ย้อนยุค "บรรหาร-ชวลิต" ก็อภิปรายล็อกเป้านายกฯ คนเดียว 3-4 วัน  ถ้าจะซักฟอกแค่วันเดียวนายกฯ ต้องลาออกหลังจบอภิปรายวันแรก "จตุพร" เตือนใช้เสียงข้างมากลากไปจะพังเหมือนยุค "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" โพลเผย ปชช.ไม่ค่อยพอใจรัฐบาล

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการตรวจสอบความถูกต้องญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี ของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ขณะนี้การตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อและเนื้อหาของญัตติได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เสนอแฟ้มให้กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เพื่อให้พิจารณาบรรจุในระเบียบวาระแล้ว

เมื่อถามว่า ในญัตติได้ระบุชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเป็นบุคคลภายนอก ตามข้อบังคับทำได้หรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์กล่าวว่า เป็นดุลยพินิจของประธานสภาฯ  และรองประธานสภาฯ ที่จะพิจารณาหากมีข้อกังวลในการอภิปราย

 “แต่การตรวจสอบนั้นไม่ได้เสนอให้ตัดข้อความใดในญัตติออก จึงเป็นการเสนอให้ประธานสภาฯ  บรรจุญัตติในระเบียบวาระตามขั้นตอนปกติ ส่วนที่จะพิจารณาความเหมาะสมหรือไม่ เป็นดุลยพินิจของประธาน ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายบุคคล” เลขาธิการสภาฯ กล่าว

นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เพียงคนเดียว จำเป็นต้องตั้งองครักษ์หรือไม่ว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นการแบ่งเวลาว่าแต่ละฝ่ายได้กี่ชั่วโมง แต่เชื่อในศักยภาพว่านายกฯ จะสามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว  ส่วนตัวมองว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมี พท.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ เนื่องจากในญัตติที่ฝ่ายค้านเขียนมามีการพุ่งเป้าไปที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ บิดาของ น.ส.แพทองธารด้วย ซึ่งจะต้องมีการมาพิจารณากันว่าจะให้ฝ่ายค้านพาดพิงได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากฝ่ายค้านอาจจะอ้างได้ว่ามีในญัตติ โดยพรรคจะมีการพูดคุยกันในเรื่องข้อกฎหมายวันที่ 4 มี.ค.นี้ ว่าประเด็นอะไรบ้างที่เราควรหรือไม่ควรที่จะพูดในสภา

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า นายทักษิณไม่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ท่านไม่มีโอกาสที่จะมาชี้แจง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ประเด็นด้วย หากเป็นประเด็นที่อ่อนไหว แล้วเราสามารถชี้แจงได้ ประชาชนก็จะได้ทราบว่าสิ่งที่เขาพาดพิงมานั้นไม่ใช่เรื่องจริง ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายเพียงแค่นายกฯ คนเดียวจะใช้เวลา 5 วันก็โหดร้ายเกินไป ต้องดูเอาตามความพอดี ซึ่งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และฝ่ายค้านจะต้องไปพูดคุยกัน ว่าต้องเป็นกี่วันที่จะไม่ยืดเยื้อและทำให้คนฟังเบื่อ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่นายทักษิณจะมีการตั้งวอร์รูม ซึ่งอาจจะเป็นที่สภาในวันที่ฝ่ายค้านอภิปราย นายดนุพรกล่าวว่า ไม่จริง ตนไม่ได้ยินว่านายทักษิณจะมา และเชื่อว่านายทักษิณไม่มา  เพราะหากจะมีการตั้งวอร์รูมอาจจะเป็นตน เลขาฯ  พรรคเพื่อไทยมากกว่า แต่การตั้งวอร์รูมนั้นอาจจะเป็นแค่การตั้งวอร์รูมเพื่อเตรียมความพร้อมในการชี้แจงเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ใครนำข้อมูลเท็จไปบิดเบือนทำให้สังคมเกิดความสับสน

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมพรรค พท.ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะต้องมีการตั้งองครักษ์พิทักษ์ น.ส.แพทองธารหรือไม่ ว่าขออย่าเรียกว่าทีมองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี แต่ทีม PTP Academy หรือพรรคเพื่อไทยอคาเดมี  ประกอบด้วย สส.รุ่นใหม่ รุ่นเก่า รัฐมนตรี และนักวิชาการทั้งในพรรคและนอกพรรค เตรียมข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปราย และดูแลเรื่องข้อมูล รวมถึงจะมีทีมที่คอยดูแลรักษาข้อบังคับในการประชุมสภา และทีมอธิบายคือทีมประชาสัมพันธ์พรรคหรือทีมโฆษกพรรค โดยทีมโฆษกพรรคจะช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยหากประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับสภาหรือพรรค พท.

เมื่อถามว่า ส่วนตัวเป็นหนึ่งในทีมหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในทีม สส.ที่จะช่วยดูแลรักษาข้อบังคับ ซึ่งอาจจะลุกขึ้นเพื่อช่วยชี้แจงบ้างเท่าที่จำเป็น และพรรคได้มอบหมายให้ตนเป็นคนจัดทีม แต่ตอนนี้ยังไม่จัดทีม ซึ่งจะมี สส.รุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ คาดว่ารวมกันประมาณ 10 คน ซึ่งจะมีการพูดคุยกันสัปดาห์หน้าในการประชุมพรรค

พท.ย้ำให้เวลาแค่วันเดียว

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้านจะยื่นอภิปราย 10 รัฐมนตรี หรือจะอภิปรายนายกฯ  ท่านเดียว เอาที่สบายใจได้เลย แต่ควรยึดอยู่บนพื้นฐานที่สร้างสรรค์ ไม่ควรเป็นการใช้แท็กติกเชิงลบทางการเมืองเพื่อบ่มเพาะความเกลียดชัง บั่นทอนด้อยค่าความน่าเชื่อถือของฝ่ายบริหาร การที่ฝ่ายค้านจะไปอภิปรายนายทักษิณโดยที่ท่านไม่ได้เป็นรัฐมนตรีและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ครม. ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เพราะท่านถือเป็นบุคคลภายนอกและไม่มีสิทธิ์เข้ามาชี้แจงในสภาได้ นายทักษิณออกจากชั้น 14 ไปแล้วตั้งนาน แต่กลับเป็นฝ่ายค้านที่ขังตัวเองอยู่แต่ในชั้น 14 แล้วออกมาไม่ได้ ต้องเป็นฝ่ายค้านแบบไหนที่จะเอาเรื่องกับหมอที่รักษาคนไข้หาย ใจคอจะต้องให้นายทักษิณ อาการทรุดลง แย่ลงหรือ ถึงจะพอใจฝ่ายค้าน ทุกฝ่ายควรใช้เวทีสภาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุด

 “จะอภิปราย 5 วันหรือ 1 วันไม่ใช่ปัญหา  สำคัญว่าคุณภาพของการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านอยู่ในระดับใด ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่” นายอนุสรณ์กล่าว

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเรื่องวันอภิปราย ภายหลังจากที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เรื่องนี้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ต้องเป็นคนนัด  เนื่องจากในตอนนี้เรื่องอยู่ที่หน้าห้อง แต่ท่านยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ซึ่งเมื่อท่านบรรจุระเบียบวาระแล้วจึงจะมีการเรียกประชุมวิป 3 ฝ่าย

"เมื่อก่อนมีการเรียกร้องว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีเป็น 10 คน แล้วจะใช้เวลา 5 วัน แต่ตอนนี้อภิปรายนายกฯ เพียงคนเดียว ใช้เวลา 1 วันก็พอแล้ว จาก 09.00 น.จนถึง 24.00 น. เป็นเวลากี่ชั่วโมง ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้มากกว่านั้นแล้ว ไม่เคยมีเปิดอภิปรายคนเดียวแต่ใช้เวลา 5 วัน ให้เวลานายกฯ หรือรัฐมนตรีคนอื่นไปทำงานดีกว่า" นายวิสุทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องมีการพูดคุยอย่างไรเพื่อทำความเข้าใจกับฝ่ายค้าน นายวิสุทธิ์กล่าวว่า เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องมีการเจรจากัน เห็นเขาประโคมข่าวว่าเป็น 5 วันมาตลอด แต่โดยมารยาทเขาไม่พูดก่อน เพราะต้องมีการพูดคุยกันในวิปทั้ง 3 ฝ่ายก่อน แต่นี่วิป 3 ฝ่ายยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่คุณประโคมข่าวว่าจะอภิปราย 5 วันมา 2 สัปดาห์แล้ว ตีฆ้องร้องป่าวกัน สุดท้ายก็ยื่นอภิปรายมาแค่คนเดียว

 “จะพูดไปทำไม ถ้าพูดเช่นนั้นก็รอให้คุณเป็นรัฐบาลก่อนแล้วค่อยเอา 5 วัน แต่ตอนนี้เป็นฝ่ายค้านก็ต้องฟังเราบ้าง วันเดียวเหมาะสมแล้ว จะเอา-ไม่เอาก็เรื่องของเขา ไม่อภิปรายก็ได้ พวกผมไม่ได้เดือดร้อน ให้วันเดียวนั่นแหละ ก็แล้วแต่” นายวิสุทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะวิปรัฐบาลจะมีการช่วยนายกฯ รับมืออย่างไรบ้าง นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ในข้อบังคับเขียนชัดเจนว่านายกฯ จะให้ใครมาตอบแทนก็ได้ และคงตอบคนเดียวไม่ไหว เพราะมีเวลาตั้ง 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะมีการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในแต่ละกระทรวงมาตอบ แต่ตัวของนายกฯ เองคงจะตอบในส่วนที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติจริงๆ  เชื่อมั่นว่าไม่มีปัญหาอะไรเรื่องการตอบชี้แจงของนายกฯ เพราะนายกฯ มีความรู้ความสามารถพอ และเกิดมาอยู่บ้านนักการเมืองตั้งแต่เด็ก ไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวลสักอย่าง

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรคและ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)  กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าพรรคฝ่ายค้านกำลังเล่นเกมอะไรอยู่ ถ้าตั้งใจจะให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง ก็ควรเดินหน้าตามที่เตรียมข้อมูลมาอย่างดีแล้ว แต่เมื่อข้อมูลรายชื่อ 10 รัฐมนตรีหลุดออกไปกลับเปลี่ยนแผนอภิปรายแค่นายกฯ คนเดียว จึงอดมองไม่ได้ว่าอาจไม่ใช่เป็นเพราะข้อสอบรั่ว แต่เป็นเพราะมีข้อมูลไม่หนักแน่นเพียงพอหรือไม่ที่จะอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลได้  จึงได้เปลี่ยนใจกะทันหัน การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เพียงคนเดียว วันเดียวนั้นยังไม่ค่อยเกิดขึ้นนักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายค้านโชว์ฝีมือการอภิปรายอย่างเต็มที่สร้างสรรค์และตรงประเด็น ไม่ใช้วาทกรรมโจมตีทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ให้วันเดียวนายกฯ ต้องลาออก

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่ประธานวิปรัฐบาลระบุพรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายจะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงวันเดียวว่า ทางเดียวที่เราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจกันแค่วันเดียว คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ต้องลาออกจากตำแหน่งหลังการอภิปรายวันแรกเท่านั้น สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านได้เสนอไป 5 วันนั้น หากรัฐบาลมั่นใจว่า น.ส.แพทองธารได้ทำงานตามที่โฆษณาไว้ทั้งหมด เชื่อว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัว

"พอเถอะ การนำเสนอข้อมูลฝั่งเดียวแบบที่ทำในรายการโอกาสไทยกับนายกแพทองธาร เปลืองงบประมาณ มาใช้ช่องทางสภาดีกว่า เพราะรัฐบาลเองก็ยังมีเวลาเตรียมโพยคำตอบให้คุณแพทองธารอีกเกือบ 1 เดือน" นายภัทรพงษ์กล่าว

นายภัทรพงษ์มองว่า การแสดงออกแบบนี้ยิ่งชัดเจนว่า รัฐบาลกลัวประชาชนทั่วไปจะรู้ว่านายกฯ ไม่มีความรู้ความสามารถ เพราะความกลัวนี้ สะท้อนให้เราเห็นกันตั้งแต่การหนีกระทู้จากฝ่ายค้าน ที่แม้แต่กระทู้ทั่วไปที่เปิดข้อสอบล่วงหน้าให้เตรียมมาตอบ นายกฯ ยังไม่กล้าตอบ ลุกหนีกลางสภาแทบไม่ทัน และตอกย้ำชัดๆ ว่า น.ส.แพทองธารไม่มีภาวะผู้นำ กระทั่งนายกฯ เองยังยอมรับว่าต้องตั้งองครักษ์มาช่วยตอบโต้ฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล

"การอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีต ก็เคยมีการล็อกเป้านายกฯ คนเดียวแบบนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ที่อภิปรายกัน 4 วัน หรือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ  ที่อภิปรายกัน 3 วัน ก็ไม่ใช่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแค่วันเดียว เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจกันแค่วันเดียวได้คือ คุณแพทองธารต้องลาออกจากตำแหน่งหลังจบอภิปรายวันแรกเท่านั้น" นายภัทรพงษ์กล่าว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ พรรคเพื่อไทยต้องการให้เวลาแค่วันเดียว   ขอเตือนกันไว้ก่อนว่า เหตุที่ทำให้พังเพราะใช้พวกมากลากไปปิดปากในสภา โดยสมัยทักษิณ พ่อนายกฯ บริหารประเทศ ฝ่ายค้านถูกปิดกั้นการอภิปรายตรวจสอบนายกฯ ในสภา ส่วนรัฐมนตรีทุจริตก็อภิปรายไม่ได้ ทำได้แค่อภิปรายรัฐมนตรีบริหารงานล้มเหลวผิดพลาดเท่านั้น จนเกิดความไม่พอใจแล้วม็อบก็ลามออกถนนขับไล่รัฐบาล มาวันนี้นักการเมืองไม่ควรกลัวถูกสภาตรวจสอบ ถ้ามีความสุจริตเป็นเกราะกำบังจะกลัวอะไร เพราะนายกฯ ถูกอภิปรายในสภาเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และยังเปิดโอกาสให้แสดงความรู้ความสามารถอย่างกล้าหาญเมื่อเผชิญปัญหาในระบบประชาธิปไตย

 “ถ้ารัฐบาลเอาแต่เล่นเหลี่ยม ใช้ลีลากลเกมการเมืองพื้นฐาน อีกหน่อยสภาก็พังเอง พรรคเพื่อไทยควรให้เวลาอย่างเหมาะสมกับการอภิปรายและตรวจสอบได้ ถ้าฝ่ายค้านพูดน้ำท่วมทุ่งฝ่ายค้านเสียหายเอง ถ้าล็อกเวลาก็ไปสร้างความอึดอัดไปเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนโดยไม่จำเป็น”

นายจตุพรกล่าวว่า รัฐบาลจะใช้เสียงข้างมากลากไปไม่ใช่เรื่องยากเลย และเคยทำมาแล้วกับกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยในสมัยอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ เพื่อเปิดโอกาสให้ทักษิณกลับบ้าน แล้วท้ายที่สุดรัฐบาลก็พัง ดังนั้น การบีบรัดปิดปากฝ่ายค้านให้อภิปรายแค่วันเดียว ถึงที่สุดแล้วจะทำให้ประชาชนไม่พอใจและส่อนำพาไปสู่ไม่มีสภาให้พูดกัน

โพลชี้ ปชช.ไม่ค่อยพอใจรัฐบาล

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,179 คน ระหว่างวันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เฉลี่ย 5.02 คะแนน ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ที่ได้ 5.06 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 5.42 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 4.59 คะแนน, นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือนคือ แพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 46.08 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือนคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 48.24, ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือนคือ ตัดไฟ-ตัดเน็ต แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ร้อยละ 43.64, ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือนคือ จี้ตัดไฟข้ามแดน ร้อยละ 45.23   

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “6 เดือน รัฐบาลนายกฯ อุ๊งอิ๊ง" ระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,310 หน่วยตัวอย่าง

เมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ในรอบ 6 เดือน พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 34.58 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ รองลงมา ร้อยละ 32.60 ระบุว่าค่อนข้างพอใจ, ร้อยละ 20.00 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 12.82 ระบุว่าพอใจมาก

ด้านความพึงพอใจของต่อการทำงานของนายกฯ แพทองธารในรอบ 6 เดือน พบว่า ร้อยละ 32.60 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่าค่อนข้างพอใจ, ร้อยละ 22.28 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 13.36 ระบุว่าพอใจมาก

สำหรับความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 36.41 ระบุว่าไม่ค่อยเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่าไม่เชื่อมั่นเลย, ร้อยละ 25.04 ระบุว่าค่อนข้างเชื่อมั่น และร้อยละ 12.29 ระบุว่าเชื่อมั่นมาก

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนิด้าโพล ชี้นำผลสรุปว่า  “ประชาชนไม่พอใจ”ผลงานรัฐบาลนั้น พบข้อบ่งชี้ว่าโพลชิ้นนี้มีอาจมีคำถามปลายเปิดแบบอคติหรือไม่ ว่ารัฐบาลก็มีการสำรวจความคิดเห็นเป็นประจำทุกเดือน ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ทั้งในด้านการแก้ไขปัญหาสังคมและเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เห็นได้อย่างชัดเจนที่เป็นตัวเลขที่มีรูปธรรมเติบโตถึง 3.2% ในไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ จะมีการเติบโตมากยิ่งขึ้นจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง