ศาลปกครองสูงสุดยืนคำสั่งให้ “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการไว้ก่อน "ผบ.ตร." ยัน ไม่มีการแย่งสำนวนกับองค์กรอิสระ ด้านทนายความปัด “สุรเชษฐ์” เผ่นนอกประเทศ ยื่นประธานวุฒิฯ ส่งศาลพิจารณาให้ถูกช่อง “จตุพร” กระทุ้ง ป.ป.ช.กล้าเผชิญความจริงปมสินบน
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยื่นฟ้อง ผบ.ตร., คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.), นายกรัฐมนตรี กรณี ผบ.ตร.มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เม.ย.67 ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน กรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ชื่อ BNKMASTER จนถูกดำเนินคดีอาญาและถูกศาลอาญาออกหมายจับ ในความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการทำผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน
ศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เม.ย.67 ระบุข้อความว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กระทำผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งสมควรแก่การตั้งเรื่องกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน
ประกอบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญาในฐานความผิดดังกล่าวเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความประพฤติไม่น่าไว้วางใจ และอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการพิจารณาทางวินัยและในคดีอาญา หรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางคดี
“ผบ.ตร.จึงมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่า หากให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์อยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ เป็นไปตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ดังนั้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567ลงวันที่ 18 เม.ย.67 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.ตร. ลงวันที่ 5 ส.ค.67 ซึ่งอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 15 ส.ค.67 อันเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน”
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีสินบนทองคำเชื่อมโยง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับกรรมการ ป.ป.ช.ว่า การดำเนินการของตำรวจเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ ตั้งแต่การตั้งคณะสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก่อนจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามลำดับ โดยคดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญ ทางคณะพนักงานสืบสวนต้องมั่นใจในข้อกฎหมายและหลักฐาน จึงนำไปสู่การกล่าวโทษ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการรวบรวมพยานบุคคล เอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนส่งสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว 30 วัน
ส่วนที่คู่กรณีอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. โดยมองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญนั้น ผบ.ตร.ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน หากฝ่ายใดเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถใช้สิทธิ์ร้องเรียนหรือขอความเป็นธรรมในกระบวนการที่สูงขึ้นได้ ซึ่งเป็นกลไกที่กฎหมายเปิดช่องไว้แล้ว
เมื่อถามถึงกระแสวิจารณ์ว่า ตำรวจกับ ป.ป.ช.อาจมีความเห็นต่างหรือแย่งสำนวนกัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐชี้แจงว่า ตำรวจไม่ได้มีความประสงค์จะดึงสำนวนกลับมา แต่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น โดยอำนาจการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.เห็นควรส่งสำนวนกลับมา ตำรวจพร้อมดำเนินการต่อทันที
เมื่อถามถึงประเด็นความกังวลว่าผู้ถูกกล่าวหาบางรายอาจหลบหนี เนื่องจากอัตราโทษมีความร้ายแรง ผบ.ตร.กล่าวว่า หากผู้ใดบริสุทธิ์ใจควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องหลบหนี แต่หากมีการหลบหนีจริง จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป ทั้งการออกหมายจับ การติดตามตัว และการประสานงานกับตำรวจสากลหากหลบหนีออกนอกประเทศ
ขณะเดียวกัน ผบ.ตร.ยังกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างคดีอาญากับผลคำวินิจฉัยของศาลปกครองในประเด็นคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนว่า ข้าราชการตำรวจต้องน้อมรับและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลทุกกรณี ทั้งนี้ การให้ออกจากราชการไว้ก่อน กับการไล่ออกจากราชการ เป็นคนละขั้นตอนและคนละสถานะ โดยการให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นมาตรการชั่วคราวในกรณีถูกกล่าวหาวินัยร้ายแรง ซึ่งสามารถอุทธรณ์และฟ้องศาลปกครองได้ ส่วนการไล่ออกเป็นผลจากการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่สิ้นสุดแล้ว
ปัดโจ๊กหนีออกนอกประเทศ
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ผ่านกลุ่มงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน กองบังคับการ ปปป. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีอำนาจในการสอบสวนและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ป.ป.ช.และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด กรณีให้สินบนทองคำ
โดยนายสัญญาภัชระกล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ถ้าถูกตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีเกี่ยวกับ ป.ป.ช.นั้นไม่สามารถตรวจสอบตนเองได้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่ามีลักษณะการกระทำที่เป็นตัวการใช้ผู้สนับสนุนในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้นจึงเข้าหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าการกล่าวหาเรื่องกรรมการ ป.ป.ช.ร่ำรวยผิดปกติ ที่เข้ามาตรา 45 วรรค 2
“ดังนั้นเรื่องนี้ช่องทางที่จะดำเนินคดีกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องให้ประธานรัฐสภา หรือสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 5 หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งร่วมลงรายชื่อร่วมกัน 20,000 คน เพื่อเสนอให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบและเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งไต่สวนคณะกรรมการอิสระ และหากมีมูลส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด รวมถึงการดำเนินการของคณะทำงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงไม่มีอำนาจ และขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ สำนวนของพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ แม้จะคืนสำนวนส่งกลับ ขั้นตอนเหล่านี้ต้องมาเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น” ทนายความดังกล่าวย้ำ
เมื่อถามว่า การยื่นให้ สว.ตรวจสอบตั้งกรรมการอิสระไม่ใช่เป็นการแก้เกี้ยวใช่หรือไม่ นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแก้เกี้ยว เพราะการดำเนินการขององค์กรอิสระไม่ได้ทำให้คดีต้องล้มไป แต่ต้องให้เริ่มต้นกระบวนการอย่างถูกต้อง ดีเสียกว่าที่ทำไปอย่างไม่ถูกต้องแล้วจบไม่ได้ และไปฟาวล์ในภายหลัง ขณะที่การดำเนินการกับกรรมการ ป.ป.ช.มีกฎหมายที่บัญญัติสำหรับการดำเนินคดีโดยเฉพาะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดเรื่องใหญ่เช่นนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ถึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายสัญญาภัชระชี้แจงว่า เพราะไม่ต้องการให้เกิดการตอบโต้กันไปมา ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเป็นการชี้นำ ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหนีไปต่างประเทศแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตนเข้าพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทุกวัน เพื่อพูดคุยทั้งเรื่องคดีและกรณีอื่นๆ ที่เป็นส่วนที่ต้องรับทราบ และหลังจากนี้ตนเองจะเข้าไปพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เช่นกัน
ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางไปยื่นคำร้องต่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนทองคำ 246 บาท เพื่อวิ่งเต้นคดีจากอดีตรอง ผบ.ตร.ชื่อดังท่านหนึ่งหรือไม่ อันอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 235 (1) ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 87 บัญญัติไว้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ตอนหนึ่งว่า ต้องไม่ลืมว่า นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. รับผิดชอบสำนวนทักษิณ ชินวัตร ชั้น 14 ด้วย และ ป.ป.ช.กำลังขยายผลสอบสวนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอีก 12 คน แต่วันนี้เจ้าของสำนวนกลับเป็นปัญหาไปแล้ว
นายจตุพรกล่าวอีกว่า เมื่อขณะนี้ความเสื่อมศรัทธาได้ลุกลามไปที่ ป.ป.ช. ดังนั้น กรรมการ ป.ป.ช.ที่ถูกระบุชื่อรับสินบนจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ต้องออกมาแสดงข้อเท็จจริงในที่สาธารณะ ทั้งกรณีปัดตกคำร้องเอาผิดตาม ม.144 ของรัฐธรรมนูญ แต่รับเรื่องที่ไม่ได้ร้องเอาผิด ม.157 ไว้ตรวจสอบ เพราะถ้าไม่ผิดตาม ม.144 ก็เอาผิด ม.157 ไม่ได้ แล้วยังไม่ได้ดำเนินการ แต่กลับเงียบเฉยอยู่อีก เท่ากับดึงเรื่องไว้หรือไม่
“กรรมการ ป.ป.ช.ต้องนั่งเผชิญข้อเท็จจริง เพราะตำแหน่งหน้าที่ยังเกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบสำนวนอีกหลายเรื่อง ถ้าเปลี่ยนเจ้าของสำนวนใหม่ อาจทำให้ผลลัพธ์กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คุมเข้ม‘เงินเทา-ทองคำ’ ไชยชนกย้ำหลักฐานชัด!
นายกฯ สั่งการ 3 ข้อ สางปัญหาทุนเทา อุดรอยรั่วด้านธุรกรรม “ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล”
มะกันเทพันล.จบศึกเขมร
หูผึ่ง! สหรัฐจ่อมอบเงิน 1.4 พันล้านบาทฟื้นฟูชายแดนไทยเขมร-กู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์ ระดับผู้ช่วย
ลูบหัว‘เวเนฯ’ ทำตามสั่ง!ดี รอดบึ้มรอบ2
ทรัมป์บอกเวเนฯ เป็นเด็กดีแล้ว ไม่ต้องถล่มรอบ 2! เลขา UNFCCC
ขุดพิธาขอโทษทหาร รับในอดีตพูดไม่เคลียร์/ดร.เชนโหนแม้วบอกหลานปิ๊กบ้าน
"เลขาฯ กกต." ขอตรวจสอบไลน์หลุดพรรคซื้อสื่อ ลั่นทุกอย่างถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องมีใบเสร็จ
ศาลปกครองสูงสุดคุมเข้ม! พิพากษาคดี 'บิ๊กโจ๊ก' ไม่เกินบ่ายสามรู้ผล
ศาลปกครองสูงสุดคุมเข้ม อ่านคำตัดสินคดี 'บิ๊กโจ๊ก' คาดก่อนบ่ายสามโมงรู้ผล ชนะหรือแพ้ พิสูจน์เส้นทางแมว 9 ชีวิตบิ๊กสีกากี
คลังปรับจีดีพีใหม่ ดันไทยเป็นกลาง หาช่องดึงลงทุน
"คลัง" จับตาปมขัดแย้งสหรัฐ-เวเนซุเอลา หวั่นกระทบราคาน้ำมัน-บรรยากาศการค้าโลก

