"ปลัดคลัง" จับตาศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสิน "ภาษีทรัมป์" ชี้ทุกฝ่ายอย่าเพิ่งตื่นตระหนกล่วงหน้า มองให้ครบทุกมิติ ระบุหากคำตัดสินออกมาเป็นบวก ทุกอย่างมีแต่จะดีขึ้น ไม่มีอะไรแย่ลง แต่หากศาลสั่งเดินหน้าต่อก็ไม่กระทบ เหตุทุกประเทศวางแผน-ปรับตัวรองรับไว้หมดแล้ว
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกา (Supreme Court) ยังไม่มีการตัดสินขั้นสุดท้ายในคดีว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดังนั้นจึงยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีการอ่านคำตัดสินในวันที่ 14 ม.ค. 2569 นั้น มองว่าเป็นเรื่องของการคาดเดากันไปล่วงหน้า ซึ่งท้ายที่สุดในวันดังกล่าวอาจจะมีคำตัดสินออกมาหรือไม่มีคำตัดสินก็ได้ ยังไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ จึงยังไม่อยากให้ทุกฝ่ายตื่นตระหนกกันไปล่วงหน้า
ทั้งนี้ มองว่าหากศาลมีคำตัดสินออกมาว่ามาตรการเก็บภาษีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ทุกอย่างก็ยังคงเดินหน้าไปตามเดิม เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น และที่ผ่านมาทุกฝ่ายทุกประเทศก็มีการปรับตัวกัน มีการเตรียมตัววางแผนรับมือกันไว้หมดแล้ว ทุกอย่างก็คงเดินหน้าไปตามนั้น แต่ถ้าหากศาลมีคำตัดสินให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี มองเป็นประเด็นบวก ไม่มีอะไรที่ใครจะต้องเสียหรืออะไรที่แย่ลง มีแต่จะดีขึ้นมากกว่า
“ตอนนี้คงต้องติดตามว่าศาลจะมีคำตัดสินอย่างไรออกมา และออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น คือถ้าศาลตัดสินออกมาว่าทำได้ทุกอย่างก็เดินไปเหมือนเดิม ทุกคนปรับตัววางแผนรับมือกันไว้หมดแล้ว ก็เดินหน้าไปตามนั้น แต่หากบังเอิญโชคดีศาลบอกว่าทำไม่ได้ มันก็จะมีแต่เรื่องบวก จะบวกมากบวกน้อยเท่านั้นเอง มีแต่จะดีขึ้น ไม่มีอะไรที่แย่ลง” ปลัดกระทรวงการคลังระบุ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 ทำเนียบขาวได้เผยแพร่คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เรื่องการแก้ไขอัตราภาษีศุลกากรแบบที่เก็บระหว่างกัน (Reciprocal Tariff) เพิ่มเติม สำหรับประเทศไทยได้รับการบรรเทาภาระภาษีศุลกากรลงบ้าง โดยอัตราใหม่ที่ไทยได้รับจากสหรัฐฯ สำหรับสินค้านำเข้าจะลดเหลือ 19% จาก 36%
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก ได้ประเมินการส่งออกของไทยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตแบบชะลอตัวที่ 2-4% จากเดิมคาดโตเพียง 0-2% แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมยังมีมุมเป็นบวกอยู่
ทั้งนี้ สรท.ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง และความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2569 ประกอบด้วยปัจจัยภายใน ทั้งความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ, ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำ และเงื่อนไขด้านสวัสดิการแรงงาน รายได้เงินบาทที่หายไปจากค่าเงินบาทแข็งค่า และทิศทางต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชน และมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการในการฟื้นฟูกิจการ
รวมทั้งปัจจัยภายนอก ประกอบด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น, US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ สินค้าจากจีนมีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขาย หรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 และเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลงและการต่อรองราคาของผู้ซื้อ
โดย สรท.ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐเร่งดำเนินการ รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค ส่งเสริมการใช้ Local Content เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น เร่งรัดการเจรจาเกณฑ์การใช้ Local content/Regional Value Content (RVC) กับสหรัฐฯ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม เร่งขยายโอกาส กำหนดตำแหน่งของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม การขยายตลาดเดิม เสริมการหาตลาดใหม่เชิงรุก และเพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้าในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และป้องกันการส่งผ่านไปประเทศที่สาม ส่งเสริมการปรับตัวให้พร้อมรับกติกาการค้าระหว่างประเทศที่กำลังปรับเปลี่ยนไปสู่กรอบความยั่งยืนมากขึ้น ตลอดจนปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกต.รับมือ‘พื้นที่ฉุกเฉิน’ เตือนกฎเหล็กประชามติ
"กกต." พร้อมรับมือเลือกตั้งพื้นที่ชายแดนใต้ ชี้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้อำนาจ
กำชับสังคายนาการข่าว ยันน้ำมันภาคใต้เพียงพอ
นายกฯ เรียกฝ่ายความมั่นคงถกเหตุระเบิดปั๊ม ปตท. 3 จว.ใต้ กำชับเร่งดำเนินคดีให้เร็วที่สุดพร้อมเยียวยาผู้ประกอบการ
แฉก๊วนขายชาติ ปล่อย‘ผู้ต้องกัก’ จีนเทาหลบหนี
ศาลอาญาประทับฟ้อง "รังสิมันต์" อภิปรายหมิ่นฯ "เบน สมิธ" เป็นแก๊งสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์
หนูไม่ปิดกั้นพท.-ปชน.ร่วมรบ.
“อนุทิน” โวไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน เข้ามาทำงาน 3 เดือนรู้เห็นช่องทางแล้ว
กลัวอนุทินเป็นนายกฯ ซัดเขมรอย่าจุ้นการเมืองไทย หนุนส้ม-แดงหวังฮุบดินแดน
นายกฯ ตอกหน้า "รมต.อาวุโสกัมพูชา" ไม่มีสิทธิ์มาขู่คนไทยให้เลือกหรือไม่เลือกใคร
บึ้ม!ปั๊ม11จุด/นราฯเคอร์ฟิว
3 จังหวัดชายแดนใต้ป่วนหนัก! บึ้ม-เผาปั๊ม ปตท. รวม 11 จุด เจ็บ 4 ราย

