
กองทัพโต้เอกสารโจมตีไทย ชี้วิเคราะห์ฝ่ายเดียว บิดเบือนข้อเท็จจริง ผงะ! ฉก.นย.จันทบุรีจับ 99 ชีวิตกัมพูชาหนีความยากลำบากในเขมรหลบเข้าไทย
เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงกรณีเอกสาร “Thailand-Cambodia Conflict: Incursions, IHL Violations, and Scam Networks” ที่สื่อพนมเปญโพสต์อ้าง และมีการนำเสนอในเวทีนานาชาติ ว่าเจตนาและลักษณะของเอกสารดังกล่าวเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อกล่าวหาจากมุมมองฝ่ายเดียว มิได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากกลไกอิสระหรือสถาบันที่เป็นกลาง และมีลักษณะมุ่งชี้นำความรับผิดมากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน จึงไม่อาจถือเป็นเอกสารอ้างอิงเชิงสากลได้
พล.อ.อ.ประภาสระบุอีกว่า เอกสารดังกล่าวขาดความสมดุลและละเลยข้อเท็จจริงสำคัญ เพราะไม่นำเสนอข้อมูลหรือกล่าวถึงบทบาทของผู้นำฝ่ายกัมพูชาที่นำไปสู่การเปิดฉากใช้กำลังต่อทหารไทย ไม่นำเสนอข้อมูลหรือกล่าวถึงกรณีการวางและใช้ทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ และไม่สะท้อนการปฏิเสธหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อกลไกทางการทูตและกลไกทวิภาคี/พหุภาคีที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นช่องทางสากลในการลดความตึงเครียด การละเลยข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เนื้อหาไม่ครบถ้วน และไม่สอดคล้องกับหลักการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นธรรม
“การกล่าวหาโดยไร้หลักฐานที่ตรวจสอบได้ ข้อกล่าวหาว่าไทยยิงก่อน ทำร้ายพลเรือน หรือใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหารเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง แต่ไม่มีหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์อิสระ หรือการตรวจสอบภาคสนามจากกลไกสากลรองรับ จึงเป็นการบิดเบือนความจริงและไม่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”
พล.อ.อ.ประภาสกล่าวอีกว่า ขอเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ได้จัดทำและเผยแพร่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบ Fact Sheet และการชี้แจงข่าวบิดเบือน ดังนี้ ไทยยึดหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยมุ่งป้องกันตนเองและคุ้มครองอธิปไตย ไม่มุ่งทำร้ายพลเรือน, ไทยไม่ใช้และไม่กำหนดเป้าหมายทางทหารในโบราณสถานหรือสถานที่ทางวัฒนธรรม และยึดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด, ข่าวกล่าวหาว่าไทยโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษยธรรมโดยเจตนา เป็นข่าวบิดเบือน, การคงกำลังทหารของไทยเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน เพื่อควบคุมสถานการณ์และลดความตึงเครียด มิใช่การยึดครองดินแดน, ฝ่ายไทยให้ความร่วมมือกับกลไกทางการทูตและกลไกทวิภาคีมาโดยตลอด ทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีสากล เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และการบิดเบือนข้อมูลในสื่อและเอกสารบางฉบับ โดยละเลยบริบทและข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยได้ชี้แจงแล้ว เป็นการซ้ำเติมความเข้าใจผิดและไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ
“ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสื่อสารที่บิดเบือนหรือกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน การกล่าวหาแบบฝ่ายเดียวไม่ช่วยลดความตึงเครียด หากแต่ยิ่งซ้ำเติมความไม่ไว้วางใจ การร่วมกันยึดข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้ และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คือหนทางที่รับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของภูมิภาคอย่างแท้จริง”
ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีสื่อสังคมออนไลน์พบการรื้อแนวรั้วลวดหนามในพื้นที่ชายแดนบ้านท่าเส้น จังหวัดตราด ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ได้ดำเนินการวางไว้เพื่อกำหนดแนววางกำลัง ว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ พบว่ากลุ่มบุคคลที่ทำการรื้อถอนแนวรั้วลวดหนามเป็นชาวสัญชาติจีน ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ในบริเวณดังกล่าว เมื่อทางฝ่ายทหารได้ตรวจพบ จึงเข้าไปยับยั้งและให้หยุดการกระทำที่เป็นการละเมิดดังกล่าว และจากการสอบถามในเบื้องต้นไม่พบเจตนาใดๆ ที่จะละเมิดการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย จึงได้ตักเตือนและทำความเข้าใจกับชายชาวจีนกลุ่มดังกล่าว
พล.ร.ต.ปารัชยังกล่าวว่า ในช่วงเช้ากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดย ฉก.นย.จันทบุรี บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และฝ่ายปกครองท้องที่ ทำการจับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 99 ราย (ชาย 52 ราย, หญิง 37 ราย, เด็ก 10 ราย) บริเวณหมู่ที่ 4 บ้านแหลม ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ที่เดินลัดเลาะผ่านภูมิประเทศตามช่องทางธรรมชาติ จึงได้เข้าควบคุมตัวทั้งหมดเพื่อนำมาสอบสวนขั้นต้น ณ ที่ตั้งกองบังคับการ ร้อย.ทพ.นย.บ้านแหลม
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า มาจากพื้นที่ตอนในของประเทศ และพยายามลักลอบออกนอกประเทศ เนื่องจากประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ขาดแคลนอาหาร และไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ จึงจำเป็นต้องหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวทุกคนตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ก่อนนำส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และสถานีตำรวจภูธรบ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกต.โวคิดมาดีมากแล้ว เมินปรับ‘หน่วยเลือกตั้ง’
กกต.ยันใช้รูปแบบหน่วยเลือกตั้งเดิม เชื่อไม่สับสน อ้างคิดมาดีแล้ว พร้อมเตือนอย่าหาเสียงแบบผิดกฎหมาย หลังพบมีการร้องเรียนอื้อ
ดาบสอง! จี้ปปช.คุ้ยบัญชี ‘รัชต์พงศ์’
กรมคุกเผยส่งผู้สมัคร สส.พรรคส้มเข้าแดนแรกรับ ยังกินได้นอนหลับ ไม่หวั่นถูกจองกฐิน มีมาตรการดูแลเข้ม ด้าน กกต.แจงยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ
ดึง‘พิธา’หาเสียงโค้งสุดท้าย!
พรรคส้มเปิดกลยุทธ์ 3 ท. “ทอน-ทิม-เท้ง” ธนาธรหงายไพ่ “พิธา” กลับจากต่างประเทศช่วยหาเสียงโค้งสุดท้าย “เสี่ยเอก” ยันหากไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่งขอเป็นฝ่ายค้าน
ทรงห่วงเครนถล่ม พระราชทานเพลิง-ดินฝังศพ/ศาลปค.แนะฟ้องค่าเสียหาย
"ในหลวง" โปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ-ดินฝังศพเป็นกรณีพิเศษ แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างตกทับรถไฟ "นายกฯ" ลงพื้นที่พระราม 2 ตรวจจุดเกิดเหตุ ซัดบริษัทรับเหมาประมาท-เลินเล่อ
อัญเชิญดิน 22 สมรภูมิ สู่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เชิดชูทหารกล้าสละเลือดเนื้อปกป้องอธิปไตยของชาติ
กองบัญชาการกองทัพไทย โดย กองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กองบัญชาการ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จัดพิธีอัญเชิญดินสมรภูมิกรณีพิทักษ์ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2568 โ
แรงงานเขมรนับร้อยหนีตาย ลอบข้ามแดนเข้าไทย
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ เวลา 06.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน (ฉก.นย.) จันทบุรี

