นายกฯ ฟุ้งผลประชุม World Economic Forum ไทยยืนบนเวทีโลกอย่างสง่างาม สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสท่ามกลางความขัดแย้งโลก ยันทีมไทยแลนด์ยังแข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศทุกนาที "เอกนิติ" แย้มดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน “ศุภจี” กางกลยุทธ์การค้าโลกยุคใหม่ชู “ความไว้วางใจ” เป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด พร้อมผลักดันไทยเป็นพันธมิตรทุกขั้วอำนาจ "คลัง" หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.2% ปี 69 ยืนที่ 2%
เมื่อวันที่ 27 มกราคม เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง, นายศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายนายเอกนิตินำทีมไปร่วมประชุม World Economic Forum โดยทีมที่นำไปประกอบด้วย นางศุภจี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ปีนี้ที่ประชุม WEF ได้จัดขึ้นมาเป็นธีม Ace spirits of dialogue หรือจิตวิญญาณแห่งการเจรจา ซึ่งการประชุมสำเร็จไปได้ด้วยดี แม้การประชุมจะประชุมในช่วงความตึงเครียดระหว่างประเทศในโลกใบนี้ ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนเมื่อก่อน ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง
“ผมเชื่อมั่นเสมอว่า ประเทศไทยเราสามารถแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้ตลอดมา เวลาประเทศต่างๆ มีความขัดแย้งกัน ประเทศไทยเราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เราก็จะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ให้กับเรา สร้างโอกาสให้กับประเทศของเรา คือโจทย์ที่รัฐบาลของเราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้มากที่สุด เพื่อความมั่นคงและความแข็งแกร่งของประเทศไทย"
นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นว่า ประเทศของเรายังคงเป็นประเทศที่ยืนอยู่บนเวทีของโลกได้อย่างสง่างาม ทีมไทยแลนด์ของเราที่ได้รับนโยบายอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า จะต้องสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และด้านการต่างประเทศ เรามียุทธศาสตร์ที่พร้อมจะรับมือและสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยได้อย่างดีที่สุด โดยการไปประชุมของรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน คงปักหมุดประเทศไทยให้อยู่ในสถานการณ์ในโลกที่เป็นปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงถูกมองจากนานาชาติว่าเป็นประเทศที่สำคัญ เป็นประเทศที่ดีให้กับพวกเขาในการสร้างความมั่นคง ที่ไม่ได้รวมเรื่องทางการทหารเท่านั้น แต่จะใช้ความมั่นคงในเรื่องที่เรามีความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง ในประเด็นด้านการเกษตรที่เราจะสามารถเสนอในด้านอาหารให้กับโลกและนานาชาติ ได้เห็นว่าหากมีสถานการณ์ใดๆ ที่เกิดวิกฤต ประเทศไทยเราพร้อมจะเป็นประเทศที่ผลิตฟู้ด ซัพพลายเชนให้กับประเทศเหล่านั้น
ในด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจากนานาชาติ โดยในเดือนตุลาคมนี้เราจะได้แสดงศักยภาพถึงการที่เรายังเป็นประเทศที่เชื่อมั่นไว้วางใจจากนานาชาติทั่วโลก คือการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-WBG Annual Meetings) ซึ่งจะช่วยเสริมสถานะและโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมากมาย และการประชุมที่สำคัญมากๆ ของโลกใบนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและดำเนินการได้ในทุกระดับ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือจากนานาชาติ
"ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทีมไทยแลนด์ของเรายังมีความแข็งแกร่ง และพร้อมจะปฏิบัติภารกิจที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศของเราทุกนาที และดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี และขอให้ประชาชนไปดำเนินการสิ่งที่ได้วางแผนไว้ ทั้งการลงทุน การวางแผนครอบครัว วางแผนชีวิตต่างๆ ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการคุกคามใดๆ จากภายนอกประเทศ ที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความอันตราย ประเทศไทยยังคงยืนหยัดให้มีความเป็นปึกแผ่นและความมั่นคงต่อการใช้ชีวิตของประชาชนได้อย่างปกติ" นายกรัฐมนตรีกล่าว
ด้านนายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องแรก ประเทศไทยได้แสดงบทบาทอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และโลกแตกขั้ว โดยเฉพาะเมืองไทยที่เป็นศูนย์กลางในอาเซียน เราได้แสดงบทบาทว่าความเป็นกลางของเราเป็นที่ที่ทุกคนพยายามบริหารความเสี่ยงจากโลกแตกขั้วแล้วมาลงทุนค้าขายกับพวกเรามากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขคำขอลงทุนในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 60% โดยนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น เกษตรสมัยใหม่ แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Smart Electronics และ Data Center
นายเอกนิติกล่าวว่า จากรายงานของสหประชาชาติที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่แล้วระบุว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลกที่ดึงดูดการลงทุนของ Data Center โดยอันดับ 1 คือฝรั่งเศส, อันดับ 2 อเมริกา, อันดับ 3 เกาหลี, อันดับ 4 บราซิล, อันดับ 5 สเปน, อันดับ 6 ไทย, อันดับ 7 อินเดีย, อันดับ 8 อิตาลี, อันดับ 9 มาเลเซีย และอันดับ 10 นอร์เวย์
2.การสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ได้มีโอกาสพบกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF เลขาธิการ OECD และผู้นำของหน่วยงานและรัฐบาลหลายประเทศ 3.ได้พบกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำประมาณ 30 บริษัทที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องดิจิทัลและ AI ซึ่งทุกบริษัทยืนยันที่จะลงทุนและจะลงทุนเพิ่มในประเทศไทยรวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางกรอบการดำเนินงานเชิงรุกไว้ในประเด็นหลักได้แก่ 1.การวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย (Positioning as an Ally to All) โดยไทยต้องเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ 2.ต้องเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้กับคู่ค้า โดยปัจจุบัน “Trust” ได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด 3.ต้องมุ่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในเชิงลึก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Deep Integration in Supply Chain)
นอกจากนี้ นางศุภจีได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจา FTA กับแคนาดา โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงให้ได้ภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการสัตยาบันของ FTA ต่างๆ ที่ได้ลงนามไปก่อนหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่านโยบายของไทยมีความต่อเนื่อง
"บทสรุปของการค้าโลกวันนี้คือการที่ไทยต้องหาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอ แล้วใช้ความไว้วางใจเป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งที่สุดในการเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตรทางการค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต" นางศุภจีกล่าว
วันเดียวกัน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ลดลงเหลือ 2.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.4% ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 3/2568 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศที่ 1.2% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ค่อนข้างมาก รวมถึงตัวเลขในภาคการผลิตในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2568 ที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยพิเศษจาการปิดซ่อมลงกลั่น ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเฉลี่ยตัวเลขเศรษฐกิจทั้งปีปรับตัวลดลง
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 1.8% หลักๆ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านโครงการเที่ยวดีมีคืน ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3% อีกทั้งยังมีผลดีจากมาตรการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ขยายตัวดีขึ้น
“ในไตรมาส 4 เราคาดว่าจะดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าจีดีพีในไตรมาสดังกล่าวจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ที่ระดับ 2.2% ในปี 2569 ยังคงคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีไว้ที่ 2% ตามคาดการณ์เดิม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคการส่งออกที่สามารถประคองตัวได้ โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 1% ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ -1.5%" นายวินิจกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฟ้อง2พ่อลูกฮุนฆ่าคนไทย เกียรติยศจักรดาวร.ท.บุ๊ค
"อนุทิน" ยันชายแดนไทย-กัมพูชายังปกติ มั่นใจไม่มีสัญญาณปะทะรอบ 3
โปรดเกล้าฯพระพิธีธรรม18วัด
"ในหลวง" โปรดเกล้าฯ พระพิธีธรรม 18 พระอารามหลวงส่วนภูมิภาค
โยนศาลชี้ปมสุภัทร ปฏิรูปสปส.ลดเดือด
“รมว.สธ.” ย้ำมติปลด “หมอสุภัทร” เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ. ไร้วาระซ่อนเร้นการเมือง
น้ำเงินปลุกเลือกข้าง โค้งท้ายขวาง‘เขามาแน่’ ‘มาร์ค’นำโด่งเมืองคอน
แม่ทัพ กทม.พรรคภูมิใจไทยตีปี๊บ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ย้ำตอนนี้มีแค่ฝั่งซ้ายและขวา
'อนุทิน' ควง 'ศุภจี' หาเสียงอุบลฯ ประชาชนแห่ต้อนรับ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย 2 เขต ได้แก่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 8 และน.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส. อุบลราชธานี
'อนุทิน' ประเมินสถานการณ์ชายแดน ยังไม่มีสัญญาณขัดแย้งถึงขั้นปะทะรอบ 3
"อนุทิน" สยบข่าวลือ! ยันไม่มีสัญญาณสู้รบชายแดนรอบ 3 หลังลงพื้นที่สระแก้วตรวจแนวรบ เผยปมกัมพูชาขุด "คูเลต" เป็นยุทธวิธีป้องกันประเทศเขา

