เฝ้าระวัง ‘42จว.’ กกต.ชี้แข่งเดือด

ต่างชาติ องค์กรระดับโลก 25 คน  แห่สังเกตการณ์เลือกตั้ง-ประชามติไทย 32  จังหวัด "แสวง" เผยจับตาพื้นที่ 42 จว.แข่งขันหาเสียงดุ แนะเตรียมเงินได้ แต่อย่าแจก ส่วนเบิกเงินผิดปกติ 250 ล้านบาท พบเป็นลูกค้าธนาคารพาณิชย์ 6 ราย อยู่ระหว่างสืบหาความสัมพันธ์พรรคการเมือง-ผู้สมัคร ชี้อาจเป็นเรื่องธุรกิจ ต้องให้ความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่าสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ได้ส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ โดยสังเกตการณ์ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวันออกเสียงประชามติ ซึ่งมีจำนวนผู้ขอเข้าสังเกตการณ์ทั้งหมด 3 คน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ จำนวน 15 คน ในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นนทบุรี บุรีรัมย์ พะเยา และพระนครศรีอยุธยา

ขณะเดียวกัน มูลนิธิอันเฟรล (Asian Network for Free Elections: ANFREL) ก็ส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ด้วยเช่นกัน

โดยขอสังเกตการณ์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันออกเสียงลงคะแนน สส. ก่อนวันเลือกตั้ง (ล่วงหน้า) ในเขตเลือกตั้งและนอกเขตเลือกตั้ง และในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง สส.และวันออกเสียงประชามติ โดยมีจำนวนผู้เข้าสังเกตการณ์ทั้งหมด 25 คน เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ 32 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ นครนายก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นนทบุรี บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปัตตานี พะเยา พัทลุง พิษณุโลก มหาสารคาม ระยอง ราชบุรี ลำพูน ศรีสะเกษ สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี หนองคาย พระนครศรีอยุธยา อุดรธานี และอุบลราชธานี

ทั้งนี้ สำนักงาน กกต.ได้มอบหมายให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด อำนวยความสะดวกในการเข้าสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ ที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ แก่คณะผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย และมูลนิธิอันเฟรล ตามความเหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมายสำหรับการสังเกตการณ์ดังกล่าว

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงคำร้องเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงว่า กกต.ได้มีมาตรการแบ่งพื้นที่ โดยมี 35 จังหวัดที่การแข่งขันเป็นปกติ แต่อีก 42 จังหวัดมีการแข่งขันกันรุนแรงในแต่ละเขต จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง โดยมีการใช้ตำรวจครึ่งประเทศมาเป็นชุดป้องกัน ป้องปราม เคลื่อนที่เร็ว  เพื่อตรวจสอบในพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงยังมีผู้ตรวจการเลือกตั้งและศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งตำบล (ศส.ปชต.) คอยแจ้งเบาะแส โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องจับตาเข้มงวด

"ข่าวการซื้อเสียงมีมาตลอด แต่ในส่วนของการป้องกัน ก็ได้มีมาตรการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจ รวมถึง กกต.เอง หากอยากจะเตรียมเงินไว้ซื้อเสียง สามารถทำได้ แต่อย่าแจก"

นายแสวงบอกอีกว่า ธรรมชาติของการซื้อสิทธิขายเสียงน่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป แต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้มีรายงานที่เป็นรูปธรรม ที่มีรายงานมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องอื่น ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้ง ก็คาดว่าอาจจะมีรายงานในเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงนี้เข้ามา แต่เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้

ส่วนความคืบหน้าการรายงานข้อมูลการเบิกเงินสด 250 ล้านบาทจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น เลขาฯ กกต.เผยว่า ช่วงเย็นวันที่ 30 ม.ค. ธปท.ได้ส่งข้อมูลมาให้แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลของลูกค้าในสาขาธนาคารพาณิชย์ และส่วนตัวบอกได้เพียงว่ามีลูกค้า 6 รายที่เบิกถอนเงินผิดปกติ จึงได้ส่งต่อให้งานด้านสืบสวนไปดูเรื่องความสัมพันธ์ว่ามีเกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอย่างไร ตลอดจนเบิกเงินมาทำอะไร ซึ่งการเบิกเงินครั้งนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิขายเสียงก็ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย แต่หากเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใด ตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยวันจันทร์ที่ 2 ก.พ.นี้ จะมีการเสนอเรื่องนี้ให้กับ กกต.ได้รับทราบ

ส่วนเงินก้อนดังกล่าวจะเข้าข่ายหรือมีความเสี่ยงสูงจะนำไปใช้ซื้อสิทธิขายเสียงหรือไม่นั้น  นายแสวงกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้  แต่ไม่ว่าเงินจะมีจำนวนมากขนาดไหน หากหาความสัมพันธ์ไม่ได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการนำไปใช้ทำธุรกิจก็ได้ ซึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกับ ปปง.ด้วย โดยจะดูเรื่องที่มาของเงิน

เลขาฯ กกต.ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองว่า ในวันจันทร์ที่ 2 ก.พ.นี้ จะมีการนำรายงานทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมของ กกต. เพื่อให้ได้รับความเห็นชอบก่อนการเผยแพร่ ซึ่งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาชุดนี้ สำนักงาน กกต.รู้สึกพึงพอใจมาก เพราะเป็นคนระดับประเทศที่ดูแลเรื่องการเงินการคลัง เรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์  เชื่อว่าเมื่อได้เผยแพร่ออกไปหลังจาก กกต.มีมติเห็นชอบออกมา จะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเป็นบทเรียนสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายแสวงยอมรับว่า แม้รายงานการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ไม่ทันให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. ได้ใช้ตัดสินใจก่อนเข้าคูหา แต่ถือว่าไม่ล่าช้า เพราะแต่ละพรรคก็มีการเผยแพร่รายละเอียดนโยบายของตัวเองอยู่แล้ว  และจริงๆ แล้วข้อสังเกตต่อนโยบายพรรคการเมืองมีไม่เกิน 5-10 หน้า อ่านแป๊บเดียวก็รู้แล้ว  แต่คณะกรรมการฯ มีเวลาศึกษาแค่ 12 วัน เนื่องจากทาง กกต.กำหนดให้พรรคการเมืองส่งนโยบายมาในวันสุดท้าย คือวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละนโยบายรวมงบประมาณกันกว่าล้านล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินไม่น้อย จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมการฯ ด้วย

เลขาฯ กกต.ยังกล่าวถึงการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือโพล (Poll) ว่า วันนี้ (31 ม.ค.) เป็นวันสุดท้ายของการเปิดเผยผลโพล และหลังจากนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป จนถึงวันเลือกตั้ง จะอยู่ในช่วง 7 วันที่ห้ามเปิดเผยผลโพล.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยกฟ้องนปช.คดีฆ่า‘ร่มเกล้า’

ยืน 3 ศาลยกฟ้องแนวร่วม นปช.ไม่ผิดคดีฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า เหตุจำเลย 1 กับ 3 ถูกฟ้องซ้อนคดีก่อการร้ายไปเเล้ว ส่วนจำเลยที่ 2