โค้งสุดท้ายดุเดือด! ‘ภท.-ปชป.-พท.-ปชน.’ปราศรัยใหญ่ทิ้งทวนชิงพื้นที่กทม.

โค้งสุดท้ายหาเสียงเลือกตั้งสุดคึก! 4  พรรคใหญ่เปิดเวทีปราศรัยเมืองกรุง "ภท." ชูได้มืออาชีพพลิกโฉม ศก. ลั่นไม่ทำประชานิยมก่อหนี้ "อนุทิน" ถามจะเอารัฐบาลที่เขมรกลัวหรือกลัวเขมร ย้ำเลิก MOU 44 ไม่มีแบ่งเค้กทรัพยากรทางทะเล  "ปชน." ลุยประชาชนเปลี่ยน ปท. "เท้ง" ขอเสียงเปลี่ยนระบบการเมืองผูกขาดของชนชั้นนำ

 "พท." โชว์แคมเปญยศชนันทำได้ "ดร.เชน" ขอทำความฝันคนไทยให้เป็นจริง "ปชป." เดินหน้าทางรอดที่ปลอดภัย "มาร์ค" เสนอตัวแก้ปัญหาประเทศ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง 4 พรรคการเมืองใหญ่พร้อมใจกันจัดเวทีปราศรัยใหญ่ขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 16.00-18.00 น. ส่วนพรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง เวลา 16.00 น. ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดเวทีปราศรัยที่สนามเทพหัสดิน ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ เวลา 17.30 น. และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดเวทีปราศรัยที่วัน แบงค็อก (One Bangkok) เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวทีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เวลา 14.30 น. ประชาชนทยอยเดินทางเข้าพื้นที่ โดยบางส่วนสวมเสื้อสีน้ำเงิน เพื่อรอฟังการปราศรัยที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์  ผู้ช่วยหาเสียงของพรรค ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ"

ทั้งนี้ บริเวณหน้าห้องประชุมมีการนำจอ LED ขนาดใหญ่มาติดตั้ง และมีการฉายภาพเป็นข้อความ “พูดแล้วทำ พลัส”  ซึ่งเป็นสโลแกนที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรค และยังมีการตกแต่งแบ็กดร็อปเป็นตัวเลข 37 รวมถึงแบ็กดร็อปนำเสนอนโยบาย เช่น ทหารอาสา พยาบาลอาสา การศึกษาพลัส และคนละครึ่งพลัส นอกจากนี้ยังมีซุ้มถ่ายรูปที่มีสแตนดี้ขนาดเท่าตัวจริงของนายอนุทิน นายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ และนางศุภจี ให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยได้ร่วมถ่ายรูป

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้านายอนุทินเดินทางเข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นการส่วนตัว จากนั้นได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรค

เวลา 17.38 น. นายสีหศักดิ์ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า เราขอเป็น 4 ปี  4 ปีจะเป็นสิ่งที่นำประเทศไทยกลับไปสู่เวทีโลกอย่างแท้จริงในแนวหน้า เราขอกลับมาเป็นรัฐบาล จะนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกยังมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติภูมิ โดยสิ่งแรกที่เราจะทำเมื่อกลับเป็นรัฐบาลคือ เราจะดำเนินการทูตเศรษฐกิจในเชิงรุก และเราจะทำงานร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์  เพื่อหาตลาดใหม่ มุ่งมั่นกระทรวงต่างประเทศ 4 ปีข้างหน้า สร้างความมุ่งมั่นเศรษฐกิจไทยและสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลก

หนูชูเป็น รบ.ที่เขมรกลัว

ส่วนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรค ภท. ยืนยันจะไม่ทำประชานิยม เพราะมันคือการก่อหนี้ให้ลูกหลาน และทำให้ลูกหลานเป็นหนี้ ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นเราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ใช้ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง และขอไปบอกพรรคการเมืองว่าอย่าทำเลยประชานิยม

เวลา 18.30 น. นางศุภจีขึ้นปราศรัยถึงเรื่องการแก้ปากท้อง การค้า การขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจ เพื่อนำประเทศไทยฝ่ามรสุม ยืนยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน แต่มีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย

ต่อมานายอนุทินขึ้นปราศรัยปิดท้าย ตอนหนึ่งระบุว่า คราวนี้พรรค ภท.จะใหญ่ขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าตัว ยกระดับการทำงานทั้งในมิติด้านนโยบาย วิธีคิด และการปฏิบัติ ที่จะจัดวางตัวบุคลากรเพื่อมาบริหารราชการแผ่นดิน ที่ใครเคยพูดว่าพรรคภท.เป็นแค่พรรคบ้านใหญ่ก็พูดไม่ผิด แต่คิดผิด   พรรคบ้านใหญ่มาแค่ช่วยคนและดูแลคนในพื้นที่  โครงสร้างแน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กตึก 50 ชั้น รับรองว่าไม่ถล่มลงมาแน่นอน

นายอนุทินกล่าวว่า นโยบายประชานิยมในอดีตไม่ตอบโจทย์ เชื่อว่านโยบายประชานิยมแจกเงินอย่างเดียวกำลังจะส่งผลเสียกับประเทศไทยในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ถูกทำมาก็เพียงเพื่อแลกกับประโยชน์และความได้เปรียบทางการเมืองในระยะสั้น สุดท้ายคนที่ต้องจ่าย พรรคเชื่อในทฤษฎี “หาเบ็ดให้คนไปตกปลา ไม่ใช่หาปลาไปแจกให้คน”

หัวหน้าพรรค ภท.กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอยืนยันหากกัมพู​ชา​ไม่รุกรานไทย​ ไทยก็จะไม่มีปัญหาใดๆ การปะทะกันทั้ง 2 ครั้ง รอบแรกตกลงแบบค้างคา  เพราะรัฐบาลในขณะนั้นทำข้อตกลงหยุดยิง ก่อนที่กองทัพจะจบภารกิจ​ นำมาสู่การยั่วยุของฝ่ายตรงข้ามและสู่เหตุที่ต้องปะทะกันอีกรอบหนึ่ง และในที่สุดก็มีรอบที่ 2  ซึ่งตนดันมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความเป็นนายกฯ มันต่างตรงที่รัฐบาลของตนสนับสนุนให้กองทัพปฏิบัติภารกิจจนบรรลุเป้าหมาย

"ขอให้ไว้วางใจ อนุทินยังคงปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาผืนแผ่นดินไทย เลือกพรรค ภท.จะไม่มีใครคิดรุกรานประเทศไทยได้อีก จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัวหรือรัฐบาลที่กลัวเขมร ไม่อยากได้สิ่งแรกเลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37" หัวหน้าพรรค ภท.ระบุ

นายอนุทินระบุว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิก MOU 44 ทันที ไม่มีคำว่า 50:50 เพราะไอ้นั่นคือนโยบายคนละครึ่งพลัสของเอกนิติเขา ไว้สำหรับคนไทย​ ไม่ใช่ไว้สำหรับกัมพูชา ดังนั้น​เรื่องผลประโยชน์ 50:50 จากการแบ่งทรัพยากรในทะเล​ ตามที่เคยมีรัฐบาลเสนอ​ไว้จะไม่มีอีกต่อไป ส่วน​ MOU 43 จะขอให้นายสีหศักดิ์​เร่งดำเนินการให้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพนำเสนอแนวทางมาให้รัฐบาลพิจารณา

ปชน.ลั่นล้างระบบชนชั้นนำ

ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เวทีพรรคประชาชน (ปชน.) บรรยากาศเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายของพรรคภายใต้แคมเปญประชาชนเปลี่ยนประเทศ นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ มีประชาชนมารอเข้าอาคารตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. ส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีส้ม สวมหมวกสีส้ม บางคนได้เขียนป้ายให้กำลังใจแกนนำพรรค โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ และมีการนำธงสีส้มมาโบกด้วย สำหรับเวทีปราศรัยในวันนี้จัดเวทีเป็นรูปวงกลม มีจอ LED อยู่ด้านบนสำหรับการถ่ายทอดด้วย โดยพรรค ปชน.ใช้สถานที่อาคารกีฬาเวสน์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล กระทั่งเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้แฟนคลับที่มารอเข้ามา

นายรังสิมันต์ โรม แกนนำพรรค ปชน. ขึ้นเวทีปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลปัจจุบันอย่างเผ็ดร้อนถึงวิกฤตการณ์อาชญากรรมออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ระบุจำนวนการแจ้งความพุ่งทะลุ 1,000,000 คดีไปแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลไหนจัดการได้จริง หากพรรค ปชน.เป็นรัฐบาล ปัญหาสแกมเมอร์จะถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

จากนั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ขึ้นเวทีปราศรัยตอนหนึ่งระบุว่า ทุกวันนี้หากใครบอกวิโรจน์พรรค ปชน.รู้หรือยังว่าทหารมีไว้ทำไม ให้พวกเราตอบเขาเวลาทหารตัวเล็กตัวน้อยถูกกระทืบถูกรังแกจนตาย พอพรรคการเมืองรู้ว่าเบื้องหลังมีดาวบนบ่า มีชั้นยศใหญ่ๆ เขาหนีหายไปไหน ทำไมมีแต่พรรค ปชน.ที่ยืนเคียงข้างทหารชั้นผู้น้อย เพราะเรารู้ว่าทหารมีไว้ทำไม

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. ขึ้นปราศรัยย้อนอดีตตั้งแต่วันที่ประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือน มี.ค. ปี 2561 สังคมไทยอยู่ในความมืดมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน ผู้คนรังเกียจนักการเมือง มาจนถึงวันนี้นับเป็นเวลา 8 ปีเต็ม เราปักธงความคิดก้าวหน้าในสังคมได้ เหลืออีกเพียง 2 วันจะถึงการเลือกตั้งครั้งที่ 3 เราทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ต้องได้เป็นรัฐบาล ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลประชาชนที่มาจากประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนไปพร้อมๆ กัน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.และแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นปราศรัยปิดท้ายขอคะแนนเสียงจากประชาชนทั่วประเทศ 20 ล้านเสียง เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองที่ผูกขาดของชนชั้นนำ

"หากประชาชนทุกคนเห็นช้างตัวเดียวกัน นั่นคือชนชั้นนำ ซึ่งยึดกุมถือครองอำนาจทางการเมือง ทั้งนี้ การเมืองของประชาชนเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก นั่นคือการเมืองที่เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมายอย่างแท้จริง" หัวหน้าพรรค ปชน.ระบุ

ดร.เชนขอทำความฝันปชช.

ที่สนามเทพหัสดิน เวทีพรรคเพื่อไทย (พท.) ภายใต้แคมเปญ “ยศชนันทำได้” บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เวลา 13.00 น. มีมวลชนสวมเสื้อสีแดง พร้อมอุปกรณ์เชียร์ ต่างทยอยเดินทางเข้ามายังพื้นที่รอบๆ สนามกีฬาเทพหัสดิน กระทั่งเวลา 15.00 น. ได้เปิดประตูให้ประชาชนเข้าไปในงาน โดยกลุ่มมวลชนเสื้อแดงเดินทางมาจากหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ส่วนด้านนอกสนามกีฬาเทพหัสดิน มีการตั้งร้านค้าของกินและของที่ระลึกต่างๆ โดยใช้เต็นท์เป็นสีแดงขาว

เวลา 16.45 น. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรค พท. พร้อมนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีเพลินจิตไปยังสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ เพื่อไปสนามกีฬาเทพหัสดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การขึ้นรถไฟฟ้าครั้งนี้ พรรค พท.ต้องการตอกย้ำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยนายสุริยะได้ชูธนบัตรแบงก์ 20 บาท พร้อมประกาศว่า ถ้าพรรค พท.ได้เป็นรัฐบาล จะมีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ภายใน 3 เดือน ส่วนนายจุลพันธ์บอกว่า วันนี้เราขึ้น 3 สถานี ค่าโดยสาร 28 บาท ถ้าได้เป็นรัฐบาล 20 บาทตลอดสายแน่นอน ทั้งนี้ ทันทีที่เดินทางมาถึงสนามกีฬาเทพหัสดิน แฟนคลับที่รออยู่แล้วถึงกับวิ่งเข้าไปรุมขอถ่ายรูปกับแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยเข้าร่วมฟังการปราศรัยติดขอบเวทีด้วย

เวลา 19.30 น. นายสุริยะปราศรัยตอนหนึ่งว่า มั่นใจเราจะมาที่ 1 หลายโพล รวมถึงนักวิเคราะห์บอกเรามาที่ 3 แต่แปลกที่คนที่ได้ที่ 1 กับที่ 2 รวมทั้งกองเชียร์ดูเหมือนเขาจะอยู่กันไม่สุข พยายามบอกว่ามีแค่ 2 พรรค แต่ด่าเราไม่หยุดเช้าเย็น วันนี้ขอนักวิทยาศาสตร์เป็นนายกฯ

นายยศชนันขึ้นเวทีปราศรัยปิดท้ายยืนยันพร้อมที่จะเปลี่ยนความหวัง ความฝันของพี่น้องประชาชนคนไทยให้เป็นความจริง และจะทำเพื่อคนไทยให้ดีที่สุด

มาร์คเสนอตัวทางรอด ปท.

ที่วัน แบงค็อก ฟอรัม ที่เวทีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บรรยากาศก่อนการปราศรัยใหญ่ของพรรค ปชป.ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์” เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงบ่าย โดยเจ้าหน้าที่เริ่มเปิดประตูให้ประชาชนและผู้สนับสนุนเข้าสู่พื้นที่ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ท่ามกลางมวลชนที่ทยอยเดินทางมาจับจองที่นั่งอย่างต่อเนื่อง พร้อมสวมเสื้อ และถือป้ายสัญลักษณ์พรรคให้กำลังใจผู้สมัคร โดยภายในงานมีการจัดเตรียมเวทีขนาดใหญ่ ระบบแสง สี เสียง และจอภาพสำหรับถ่ายทอดนโยบายสำคัญ ขณะที่อาสาสมัครและทีมงานช่วยอำนวยความสะดวกประชาชนอย่างเป็นระเบียบ

เวลา 17.00 น. เวทีปราศรัยเริ่มขึ้นโดยการเปิดคลิปวิดีโอ ตัวแทนจากผู้สมัคร สส.แต่ละภูมิภาค พูดถึงนโยบายพรรคในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งความผูกพันธ์ของพรรคต่อแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ นอกจากมีผู้ที่เข้ารับฟังการปราศรัยที่ห้างสรรพสินค้า One Bangkok ซึ่งเป็นไปอย่างคึกคักแล้ว ในเว็บไซต์ของพรรค ปชป.มีคนเข้าชมถึง 5 หมื่นคน

จากนั้น นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ปชป. ขึ้นปราศรัยถึงกรณีมีบางพรรคบอกไม่เลือกเราเขามาแน่ ว่า การกาบัตรเชิงยุทธศาสตร์คะแนนจะตกน้ำ ถ้ารักนายอภิสิทธิ์และ ปชป.อย่ากาให้ใคร เพราะถ้าหากเลือกเรามากพอ เราจะอยู่ในฐานะกำหนดเกม ไม่ว่าอยู่ในสถานะใดก็ตาม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกฯ ปราศรัยปิดท้ายบนเวทีตอนหนึ่งว่า มาขอคะแนนให้ประเทศไทยหลังจากที่เผชิญกับวิกฤตที่เป็นจุดตายของการพัฒนา คือ 1.ทุนเทา การทุจริต ที่ทำลายทุกอย่างในประเทศ 2.เศรษฐกิจโตต่ำ 3.เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ 4.จุดตายเรื่องการเมือง ทั้งนี้ มีฝ่ายการเมืองชี้หน้าว่าพรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ และ 5.จุดตายที่เกิดจากภายนอก ทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ชายแดนเมียนมา รวมถึงชายแดนใต้

“การเลือกตั้งที่กำหนดอนาคตของประเทศ แข่งขันเรื่องเก่าๆ ว่า ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมเพื่อต่อสู้กัน การซื้อเสียงที่ใครใช้เงินมากกว่ากัน พรรค ปชป.เสนอตัวเป็นมากกว่าทางเลือก คือ เป็นทางรอดจากปัญหาที่หนักหน่วง ซึ่งผมเชื่อว่าแก้ไขได้และปิดได้หมด" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนพรรคอื่นๆ นั้น พรรคไทยก้าวใหม่ (ทกม.) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แดนดิเดตนายกฯ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เวทีสุดท้าย ที่ลานแอโรบิก สวนจตุจักร ส่วนพรรคโอกาสใหม่ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ โดมห้วยขวาง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

ขณะที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) จัดปราศรัยใหญ่ที่ จ.พะเยา ที่ลานตลาดนัดคลองถม (บ้านหม้อ) อ.เชียงคำ จ.พะเยา โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกฯ ปราศรัยตอนหนึ่งระบุว่า ตนปราศรัยมาแล้วไม่ตํ่ากว่า 20 จังหวัด ซึ่งมั่นใจว่าปักธงสีเขียวได้ ส่วนจะได้กี่คนต้องรอดู ซึ่งตามโพลของแต่ละสำนักบอกว่าตนได้ประมาณ 40-50 คน แต่สำหรับโพลที่เราทำก็มีประมาณ 60 กว่าคน

ที่กองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยัน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. มีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้กำลังพลทุกนาย ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง ร่วมใช้สิทธิเลือกตั้งและการลงประชามติตามระบอบประชาธิปไตย ตามดุลยพินิจส่วนบุคคลโดยปราศจากการชี้นำ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“จตุพร” ลุยปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย อ้อนขอคะแนนเลือก “ไก่ อรพินทร์” เบอร์ 11 ลั่นพรรคโอกาสใหม่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของประเทศ

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 18.30 น. ที่สนามกีฬาห้วยขวาง พรรคโอกาสใหม่ นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรค ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคโอกาสใหม่ นายประภัสร์ จงสงวน

Yes we can ! “สีหศักดิ์” เผยเลือก ภท. ทำไทยให้เป็นไทยในเวทีโลก ย้ำขอโอกาสมาเป็นรัฐบาล มั่นใจจะทำการทูตอย่างมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้น

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคภูมิใจไทย ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

พรรคปวงชนไทย เบอร์ 23 บัตรชมพู เปิดเกมเพิ่มสิทธิประชาชน — เจ็บได้หมื่น ตายได้แสน

กรุงเทพฯ — พรรคปวงชนไทย เปิดตัวนโยบาย “เพิ่มสิทธิประชาชน” เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองอุบัติเหตุให้เป็น สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เฉพาะกิจ โดยมุ่งสร้างหลักประกันชีวิตด้านอุบัติเหตุให้คนไทยทุกคนเข้าถึงได้จริง

“สุชาดา” อดีต เลขานุการ รมว.กระทรวงดีอี ป้อง “ศุภจี” ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document อย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ในฐานะอดีตเลขานุการ รมว.กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์” ชี้แจงกรณีที่มีประเด็นเรื่อง E-Document หลังการดีเบตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ว่า สิ่งที่นางศุภจีสื่อสารไม่ได้ผิดอย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน

‘เจนวิทย์’ เดินสายหาเสียง เขต 3 พิษณุโลก ชูนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

“เจนวิทย์” ปลุกชาวพิษณุโลกออกมาใช้สิทธิ์ 8 ก.พ. ขอบัตรสีเขียวกาเบอร์ 4 และบัตรสีชมพูกาเบอร์ 9 หวังใจคนวังทอง – เนินมะปราง ให้โอกาสพรรคเพื่อไทยเข้าสภาฯ พัฒนาบ้านเมือง ชู ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส