‘ฮุน’ปั้นน้ำ!ไทยล้ำเขมร ‘สีหศักดิ์’บินเจนีวาแจง

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” ใช้ก่อสร้างบังเกอร์คอนกรีต-หลุมหลบภัย  ปชช.ชายแดน "ฮุน มาเนต" ตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องเท็จ กล่าวหาทหารไทยยึดครองดินแดนกัมพูชาและต้องการให้คณะกรรมการสันติภาพที่ทรัมป์ก่อตั้งขึ้นเข้ามามีบทบาทช่วยคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา รวมทั้งให้ JBC ปักปันเขตแดนโดยเร็ว "อนุทิน" ได้ยินแล้วเจ็บคอ ส่วน "สีหศักดิ์" ยันไปประชุมเจนีวาแจงปัญหาสิทธิมนุษยชน สแกมเมอร์ ไม่ได้ตามประกบนายกฯ เขมร แต่หากพาดพิงไทยพร้อมตอบโต้

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.38 น.  ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จออก ณ ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์  ฝ่ายบริหาร และผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน  นำคณะผู้มีจิตศรัทธาเข้าเฝ้าถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งมีผู้แทนจากองค์กรหลายภาคส่วนร่วมทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบกองทุนฯ พร้อมรับพระราชทานของที่ระลึกในครั้งนี้

สำหรับ “กองทุนหทัยทิพย์” มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของหน่วยงานภาครัฐ  เอกชน และประชาชนในการป้องกันและบรรเทาทุกข์ภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติต่างๆ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้พระราชทานพระนโยบายให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการก่อสร้างต่างๆ ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้การดำเนินงานของกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) และกองทัพบก (ทบ.)

ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้น้อมนำพระนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยได้ดำเนินการแล้วในการก่อสร้างบังเกอร์คอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ (Ultra High Performance Concrete : UHPC) และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ขนาดความจุ 40  คน และ 60 คน ในพื้นที่เสี่ยงภัยซึ่งครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดนและอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดน พร้อมถนนตรวจการณ์ ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

วันเดียวกัน นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ขณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาว่า ทหารไทยกำลังยึดครองดินแดนของกัมพูชาหลังจากเกิดการสู้รบเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แม้จะมีข้อตกลงสันติภาพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็ตาม โดยได้ยึดครองหลายพื้นที่ลึกเข้าไปเกินกว่าเขตแดนที่ไทยอ้างกรรมสิทธิ์เพียงฝ่ายเดียว และได้วางตู้คอนเทนเนอร์และรั้วลวดหนามไว้ในดินแดนที่ไทยเคยยอมรับว่าเป็นของกัมพูชามาอย่างยาวนาน ทำให้ชาวกัมพูชาไม่สามารถกลับบ้านได้ ซึ่งกัมพูชาไม่สามารถยอมรับการละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพดินแดนของตนได้

นายฮุน มาเนต กล่าวว่า หนทางเดียวที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ได้คือ การใช้กลไกที่มีอยู่โดยอ้างอิงจากสนธิสัญญาและข้อตกลงทั้งหมดที่มีอยู่  โดยคาดหวังว่าไทยจะเห็นด้วยและอนุญาตให้คณะกรรมการเขตแดนร่วม หรือ JBC ได้เริ่มทำงานโดยเร็วที่สุด ขณะนี้การเลือกตั้งในไทยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จึงควรจะเริ่มปักปันเขตแดนโดยเร็วเพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

รอยเตอร์ระบุว่า คำกล่าวของนายฮุน มาเนต  เน้นย้ำความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจจะปะทุขึ้นมาอีก แม้ว่าทรัมป์จะยกเรื่องนี้เป็นความสำเร็จของข้อตกลงที่เขาผลักดันก็ตาม การที่นายฮุน มาเนต วัย 48 ปี ซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ของสหรัฐ กับการที่ทรัมป์เข้ามามีส่วนร่วมในข้อพิพาทชายแดน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับกัมพูชามีความใกล้ชิดกันมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้กัมพูชามีท่าทีใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยภารกิจหลักของนายฮุน มาเนต ในการเยือนสหรัฐคือการเข้าร่วมการประชุมครั้งแรกของ Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพที่ทรัมป์ตั้งขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลแผนสันติภาพในฉนวนกาซา โดยฮุน มาเนต คาดหวังว่าองค์กรใหม่นี้จะมีบทบาทในการช่วยคลี่คลายปัญหาขัดแย้งชายแดนไทย

อนุทินปัดตอบปมฮุน มาเนต

ส่วนท่าทีนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล นั้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเรื่องนี้  นายอนุทินได้ยกมือขึ้นมาป้องหูเพื่อฟังว่าผู้สื่อข่าวถามว่าอะไร ก่อนจะทำท่าโบกมือปฏิเสธ และนำมือมาจับที่คอเพื่อสื่อความว่าเจ็บคอไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ และนำมือขึ้นมาปิดปากทำท่าไอ​ ก่อนที่จะเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยืนยันว่า การเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่นครเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำ ระดับรัฐมนตรีของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่มีกำหนดเดินทางไปอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการไปประกบ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาไม่ให้มีการพาดพิงไทย อย่างที่สื่อนำเสนอข่าว

 “ไม่ได้ไปเพราะหวั่นไหวที่ฮุน มาเนต ไปแล้ว เราไปประกบ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นการประชุมระดับผู้นำ ระดับรัฐมนตรีของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่จะไปอยู่แล้ว เพราะเป็นเวทีที่เราจะไปพูดถึงความคืบหน้าสิทธิมนุษยชนในไทย อย่างประเด็นที่เป็นห่วงเรื่องสแกมเมอร์ ที่เป็นปัญหาละเมิดสิทธิมุนษยชนอย่างมาก คนถูกบังคับ ถูกหลอกลวง ถูกค้ามนุษย์ให้มาทำงานกับขบวนการเหล่านี้ต้องช่วยกันปราบปราม ประเทศไทยจัดการประชุมเมื่อเดือนธันวาคม เราอยากเป็นแนวหน้าในการปราบปรามอาชญากรที่รู้ว่าอยู่ตรงไหน แต่แน่นอนว่าถ้าเขามีการพาดพิงถึงไทยก็พร้อมชี้แจง”

นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยมีวาระจะเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงปัญหาสิทธิมนุษยชน แต่หากกัมพูชาจะใช้เวทีนี้กล่าวหาหรือพาดพิง ไทยก็พร้อมตอบโต้เช่นกัน และกล่าวด้วยว่า ไทยพยายามบอกฝ่ายกัมพูชาว่าตอนนี้ถ้าเขาอยากเดินหน้าความสัมพันธ์ เรามีการหยุดยิง เราพยายามสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน หลีกเลี่ยงการกล่าวหา เราต้องเดินหน้าไม่ถอยหลัง ซึ่งเราก็ทราบว่าในเวทีต่างๆ เขากล่าวหาประเทศไทยเรื่องนั้นเรื่องนี้ บางครั้งเราคิดว่าช่วงนี้เราต้องสร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไป

 “ไทยเราพยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวหาต่างๆ และขอให้ทางฝ่ายกัมพูชาได้ร่วมมือกันเพื่อให้ความสัมพันธ์เดินหน้า แต่ถ้าเขาไปทางนี้ เราก็พร้อมจะไปทางนี้เหมือนกัน”

นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า ถ้ากัมพูชาอยากเดินหน้าการแก้ไขปัญหาก็ต้องหยุด การกระทำที่กลับไปกลับมา และกลับสู่แนวทางตามข้อตกลงหยุดยิง

 “เราต้องเดินตามการหยุดยิง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ยั่วยุตามชายแดน ไม่เอาเรื่องนี้ไปกล่าวหากันระหว่างประเทศ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะสุดท้ายต้องคุยกันสองฝ่าย ไม่มีประโยชน์ที่จะไปกดดันไทยในเวทีต่างประเทศ ไม่เกิดประโยชน์ทั้งนั้น” นายสีหศักดิ์กล่าวย้ำ

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภารกิจของนายสีหศักดิ์ว่า มีกำหนดเดินทางเยือนนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) สมัยที่ 61 และการประชุมต่างๆ ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2569

เดินหน้า JBC หลังมีรบ.ใหม่

โดยนายสีหศักดิ์จะร่วมกล่าวถ้อยแถลง ย้ำถึงผลกระทบของกระบวนการออนไลน์สแกมจากมุมมองของสิทธิมนุษยชน ทั้งประเด็นการตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางการเงิน การบังคับใช้แรงงาน การลิดรอนเสรีภาพความรุนแรงทางจิตใจ และการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ ต่อประเทศต่างๆ  จำนวนมาก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์จะแสดงวิสัยทัศน์จากที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเดือนธันวาคม 2568 รวมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยมีความคิดหน้าในหลายด้าน ในโอกาสที่ไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระ 2025- 2027 ด้วย

ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์จะพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับสหประชาชาติในมิติต่างๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของไทย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และสอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568

นายสีหศักดิ์ยังมีกำหนดร่วมงานเลี้ยงรับรองที่จัดโดยแซมเบียร์ ในฐานเป็นประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 23 ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะกระชับความสัมพันธ์กับประธาน พร้อมย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา และขอให้มีการดำเนินต่อรัฐภาคีที่ละเมิดอนุสัญญาดังกล่าวด้วย

นายปาณิดลยังแถลงถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีการลงนามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ว่า ในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนในภาพรวมถือว่ามีความสงบเรียบร้อย ประชาชนในพื้นที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ไทยเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากการพูดคุยกับประเทศต่างๆ ทุกประเทศยินดีกับข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะการทำให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน และสนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่ายเดินหน้าปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยตรง

กลไกทวิภาคีต่างๆ สามารถเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อสื่อสารกับนายปรัก สุคน รัฐมนตรีประเทศกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนฝ่ายทหารมีช่องทางในการสื่อสารทั้งในระดับสูง รัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงระดับพื้นที่ชายแดน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลง

นายปาณิดลยังกล่าวถึงการเดินหน้าเรื่องเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาว่า คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC จะเดินหน้าอีกครั้งหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง