มท.แจง‘Laser ID’เป็น‘ความลับ’

"ปชน." มั่นใจหารือฝ่ายกฎหมายแล้ว ปม "Laser ID" ไม่เสี่ยงโดนยุบพรรค พร้อมย้ำไม่เคยจ้างทำไอโอ โยน "สเปกเตอร์ ซี" แจง   คาดออกแถลงการณ์เร็วๆ นี้ ลั่นขอโทษเหยื่อ   น้อมรับปรับปรุงคัดคนลงเลือกตั้ง หลังศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 มอมยาข่มขืนสาว "กรมการปกครอง" แจง Laser ID เป็นความลับ การเปิดเผยเว้นแต่เจ้าของยินยอมและต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) มีการนำเลเซอร์ไอดี (Laser ID) หลังบัตรประชาชนยืนยันตัวตนสำหรับการสมัครสมาชิกพรรค กระทรวงมหาดไทยเข้าไปดูแลเรื่องนี้อย่างไรว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

ทางด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษก ปชน. ยืนยันว่า พรรคแถลงการณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.พ. โดยสรุปสาระสำคัญคือ พรรคไม่มีการกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนกรมการปกครอง ไม่เคยขอ Laser ID โดยไม่ได้รับความยินยอม และไม่ได้บันทึกเก็บไว้ที่พรรค ต้องการเชื่อมข้อมูลกรมการปกครองเพื่อตรวจสอบป้องกันไม่ให้ใครสวมสิทธิ์มาสมัครสมาชิก ดำเนินการขออนุญาตเชื่อมข้อมูลไปแล้ว อยู่ขั้นตอนท้ายๆ ก่อนเสร็จสมบูรณ์ และได้นำการสมัครด้วย Laser ID ออกจากการสมัครชั่วคราว   ทั้งนี้เชื่อว่ากระบวนการอื่นที่เสริมมา เช่น การให้ถ่ายภาพตนเองกับหน้าบัตรประชาชน ให้มั่นใจว่าเป็นคนเดียวกัน ทำให้กระบวนการยังรัดกุมอยู่

เมื่อถามว่า กรมการปกครองบอกว่ายังไม่ได้อนุญาตให้ทางพรรคในการเก็บ Laser ID ขณะที่พรรคยอมรับว่าเกิดช่องโหว่เกิดขึ้นแล้ว ช่องโหว่นี้อาจนำไปสู่คำร้องยื่นยุบพรรคประชาชนหรือไม่  นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ในการตัดสินใจของพรรคประชาชนที่ผ่านมาในเรื่องนี้ ไม่มีอะไรที่ขัดต่อกฎหมาย ฉะนั้นความเสี่ยงเรื่องการยุบพรรค จากการหารือกับฝ่ายกฎหมายยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะไม่มีอะไรที่เราทําผิดกฎหมาย

ส่วนเรื่องการขออนุญาตกับกรมการปกครอง  ไม่ได้เป็นการขออนุญาตเพื่อให้ประชาชนกรอกเลเซอร์ไอดีเข้ามา แต่ต้องขออนุญาตประชาชนผู้กรอกข้อมูล ซึ่งเรามีการขอคํายินยอมถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ขณะที่การดําเนินการขออนุญาตใช้บริการในการเชื่อมต่อกับระบบนั้น เพื่อให้กรมการปกครองเช็กในฐานข้อมูลว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วส่งสัญญาณกลับมาที่พรรค ดังนั้น พรรคจึงเป็นทางผ่านของข้อมูล Laser ID

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์พรรคและบริษัท สเปกเตอร์ ซี จํากัด พรรคมีการเตรียมข้อต่อสู้ไว้อย่างไรบ้าง โฆษก ปชน.กล่าวว่า ไม่เป็นข้อเท็จจริง ตามนิยามที่การทําปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่เป็นที่เข้าใจทั่วไป ซึ่งคือการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อกระทําการบางอย่างในโซเชียลมีเดีย ที่ทําให้รู้สึกว่าประชาชนส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับพรรคหรือไม่เห็นด้วยกับพรรคอื่น หรือบิดเบือนข้อมูล ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยมีการกระทํา และไม่เคยว่าจ้างบริษัทใดในการกระทำ มั่นใจว่าวิธีการที่เราทําถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ จะไม่นําไปสู่การยุบพรรคประชาชน ส่วนในรายละเอียดเป็นหน้าที่ของบริษัท สเปกเตอร์ ซีฯ ที่ต้องชี้แจง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพรรค ซึ่งน่าจะมีแถลงการณ์ออกมาจากทางบริษัทเร็วๆ นี้

ส่วนที่มีผู้ช่วย สส.เข้าไปทํางานในสเปกเตอร์  ซี อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่นั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคยินดีให้ตรวจสอบทุกประการ ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่าพรรคมีการดําเนินการใดที่ผิดกฎหมายหรือระเบียบ การจัดตั้งผู้ดําเนินการหรือผู้ช่วย สส.ตามระเบียบของสภา

โฆษก ปชน.ยังกล่าวถึงกรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุกอดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 ของพรรคในคดีข่มขืนว่า สถานะการเป็นผู้สมัครหรือสมาชิกพรรคจะสิ้นสภาพไป ขอน้อมรับว่า เหตุการณ์นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พรรคต้องนำไปทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมขึ้น และขอเป็นตัวแทนของพรรคขอโทษเหยื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามเป็นโจทก์ฟ้อง นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 พรรคประชาชน ฐานข่มขืนกระทำชำเรา เหตุเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 18 ม.ค.63 โดยผู้เสียหายนำยาจำนวน 8 เม็ด และยาไม่ทราบชนิด 2 แคปซูล ซึ่งเป็นยาที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดมามอบให้เจ้าพนักงานยืดไว้เป็นของกลาง ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาพิเคราะห์ตรวจสำนวนพยานหลักฐาน พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบยาของกลางทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค.63 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

ขณะที่ นายภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ ทนายความฝ่ายโจทก์ร่วม (ผู้เสียหาย) และอดีตกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส.ของพรรคก้าวไกล  โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องคดีข่มขืนของผู้สมัคร สส.มหาสารคาม แจ้งให้พรรครับรู้มาตลอดตั้งแต่เริ่มเข้าไปทำงานช่วยพรรคก้าวไกล (ประมาณปี 2566) เรื่อยมาจนถึงตอนประกาศตัวผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชนรอบนี้ (2569) ซึ่งพรรคได้รับรู้แล้วอย่างแน่นอน แต่พรรคกลับเลือกที่จะส่งบุคคลดังกล่าวลงสมัคร สส.ถึง 2 ครั้ง (เข้าใจว่าเคยส่งลงท้องถิ่นด้วย) สุดท้ายนี้ ถ้าใครจะกล่าวว่าตนพยายามโพสต์พาดพิงเพื่อทำร้ายพรรค ขอน้อมรับ แต่อยากให้ท่านทั้งหลายกลับไปคิดสักนิดว่า แท้จริงแล้วเป็นโพสต์ของตนที่ทำร้ายพรรคหรือเป็นพรรคที่กำลังทำร้ายตัวเอง

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้ตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวว่าในฐานะที่เป็นทนายความ  มีมุมมองทางกฎหมายกรณีพรรค ปชน.เก็บเลเซอร์ ID ของสมาชิกพรรคทำได้หรือไม่ว่า ไม่สามารถตอบได้ แต่ถ้าอะไรที่เป็นการทำผิดระเบียบพรรคต้องชี้แจง ขออย่าให้ชี้แจงพลาด  เพราะถ้าชี้แจงพลาดต้องโดนยุบพรรคอีกรอบ  ส่วนที่พรรคระบุว่าได้ขออนุญาตกรมการปกครองเพื่อขอเก็บเลเซอร์ ID แล้ว แต่อยู่ระหว่างที่รอการอนุญาตจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่นั้น การขอกับการดำเนินการคือแอบกระทำ ต้องชี้แจงให้ได้ ถ้าชี้แจงไม่ได้ จะเป็นเรื่องอีก

วันเดียวกัน สํานักบริหารการทะเบียน  กรมการปกครอง ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงกรณีการใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service) ระบุว่า ตามที่มีขอใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และการให้บริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชนในระบบ Laser ID สรุปว่า Laser ID หรือเลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชนเป็นเลขที่กรมการปกครองใช้ในการควบคุมการจ่ายบัตรประจําตัวประชาชนที่แจกจ่ายให้กับสํานักทะเบียนอําเภอ สํานักทะเบียนท้องถิ่น กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ควบคุมและตรวจสอบบัตร เพื่อให้ทราบว่าถูกส่งไปที่ใด ออกบัตรให้กับใคร ซึ่งไม่เกี่ยวของกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคลของ ประชาชนจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น

การอนุญาตให้ใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนเพื่อขอรับบริการออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางดิจิทัล

หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่ประสงค์ใช้บริการ สามารถยื่นขออนุญาตเชื่อมโยงระบบตามหลักเกณฑ์ ที่กรมการปกครองกําหนด ตามประกาศกรมการปกครอง เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงาน เอกชนให้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลฯ เมื่อได้รับการอนุญาตให้ใช้งานตามหลักเกณฑ์แล้ว หน่วยงานรัฐหรือเอกชน จึงจะสามารถพัฒนาระบบ เพื่อมาเชื่อมต่อกับ ThaiD เพื่อใช้งานต่อไปได้

ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและบัตรประจําตัวประชาชน เป็นข้อมูลสําคัญและเป็นความลับตามกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 17 ซึ่งกําหนดให้การเปิดเผยหรือการนําข้อมูลไปใช้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนดเท่านั้น

นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 มาตรา 49-50 ข้อมูล ทะเบียนราษฎรถูกจัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) ของประเทศ จึงต้องมีมาตรการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในระดับสูงสุด

ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงานหรือองค์กรใดได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐ ใช้ในการดําเนินคดี การพิจารณาคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อํานาจไว้

ทั้งนี้ ไม่ว่าในกรณีใด การนําข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไปใช้ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูล และต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าถึงฐานข้อมูลฯ ต้องเป็นผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น และต้องเป็นไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน โดยมีการกําหนดสิทธิการเข้าใช้งาน (Access Control) ตามระดับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลหรือหน่วยงาน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขู่ใครบีบโดนสวนกลับ กธ.ย้อนภท.จะเอาอะไรอีก‘ธรรมนัส’ท้าให้ตรวจสอบคุณสมบัติ

"ภูมิใจไทย" เปิดตัว “ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่” หนุน "อนุทิน" นั่งนายกฯ จ่อเปิดตัว 4 ว่าที่ สส.ประชาชาติเว้น