นายกฯ เรียก “เอกนิติ-ไชยชนก” กำชับ จีดีพีต้องโตขึ้นกว่า 2.5% หลังกราฟโงหัวขึ้น พร้อมสั่ง “บิ๊กรุท” ฟาดไม่เลี้ยงทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อนหลังทำสูญเสียค่าไฟมหาศาล "นักเศรษฐศาสตร์ มธ." ชี้ตัวเลขจีดีพีปี 68 โต 2.4% ไม่น่าตกใจ เหตุศักยภาพไทยยังทำได้มากกว่านี้ แนะรัฐบาลใหม่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอื้อต่างชาติตั้งฐานการผลิตแสนล้านบาท เร่งปิดดีล FTA กับคู่ค้าสำคัญอย่าง EU ควบคู่รักษาวินัยการเงินการคลัง เชื่อปี 69 โตเกิน 3%
ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มาพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า
ทั้งนี้ มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับนายเอกนิติและนายไชยชนก ภายหลังจีดีพีไตรมาสที่ 4 ขยายตัวโตร้อยละ 2.5 และเป็นกราฟโงหัวขึ้นมา พร้อมกำชับว่า ไตรมาสต่อไปขอให้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าต้องดีขึ้น
ขณะที่การพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรีสอบถามความคืบหน้าคดีเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหมืองบิตคอยน์เถื่อนที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยพบว่ามีการโยงถึงผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและรองผู้จัดการเขตระดับพื้นที่ ซึ่งคดีนี้ทำให้สูญเสียค่าไฟมหาศาล โดยกำชับให้ดำเนินการฟาดไม่เลี้ยง และหาผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
วันเดียวกัน รศ.ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่า ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล
รศ.ดร.พีระกล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม
“อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุนเพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” รศ.ดร.พีระกล่าว
นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้นภายใน 1-2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนามหรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย
“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการ ม.ธรรมศาสตร์ระบุ
ขณะเดียวกัน ในอีกด้านรัฐบาลใหม่ก็ต้องมีการรักษาวินัยทางการคลังด้วย เพราะแม้การรักษาวินัยทางการเงินการคลังจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศน้อยลง แต่ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติในระยะยาวเช่นกัน รวมถึงเรื่องการรักษาให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเครดิตเรตติ้งที่ดีที่จะทำให้ต้นทุนทางการคลังของประเทศ ตลอดจนต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนจะไม่สูงไปกว่านี้
"จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประกอบกับศักยภาพของประเทศไทย เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ GDP ของไทยในปี 2569 จะเติบโตมากกว่า 3% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่โต 4-5% ศักยภาพการผลิตของไทยก็ไม่แพ้ประเทศเหล่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับเอกชนทั้งในไทยและต่างชาติให้มามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้ ด้วย 3 สิ่งหลักคือ 1.การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 2.การเจรจา FTA 3.การรักษาวินัยทางการคลัง" นักวิชาการ ม.ธรรมศาสตร์ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จี้‘มทภ.4’แจง ปมถล่มสส.ปช. นั่งฮ.กราดยิง!
จับเพิ่มคนขับรถให้มือปืนยิง “กมลศักดิ์” เร่งล่าหัว “จ่าทหารเรือ”
พระภาคเหนือร่วมดับไฟป่า
ปลัด มท.เผยปฏิบัติการฝนหลวงดับไฟป่า-ฝุ่นพิษเพิ่มวันละ 15-20 เที่ยว ส่วนปลัด สธ.ระบุสถานการณ์กระทบแล้ว 41 จังหวัด 13 จังหวัดแดงต่อเนื่อง
ยํ้า6เม.ย.ถกรื้อค่าโรงกลั่น-ราคา
"พิพัฒน์" แอ่นอกรับเสียงสะท้อนทุกความคิดเห็น พร้อมชง ครม.รื้อ "ค่าการกลั่น-โครงสร้างราคา" 6เม.ย.นี้
สุราษฎร์บี้ผู้ค้า/พณ.จับร้านแก๊ส
ศรชล.โต้เพจดังมั่วข้อมูล ที่แท้แหล่งแท่นผลิตปิโตรเลียม ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันนับร้อยลอยลำ "พาณิชย์สุราษฎร์ฯ"
เปิดร่างนโยบายหนู โวไทยตั้งตัวได้/เลิกMOU44/เกษตรกรคนละครึ่ง
เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” แบ่งเป็น 5 ด้าน “เศรษฐกิจ-ต่างประเทศ-สังคม-ภัยพิบัติ-บริหารภาครัฐ” นายกฯ ลุยบูรณาการแบบคลัสเตอร์ เดินหน้ายุคดิจิทัล
9 เม.ย.ใช้ดาบDSI-คดีพิเศษ ลากตัวไอ้โม่ง เอาผิดตุนน้ำมัน
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปรับจังหวะรับมือวิกฤตน้ำมันแพงหลายรอบ เพื่อเรียกคะแนนนิยมรัฐบาลจากประชาชนกลับคืนมา อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับศึกแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เมษายนนี้ ที่ทุกฝ่ายเก็งข้อสอบการเมืองตรงกัน ศึกนี้ ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการแก้วิกฤตน้ำมันขาดแคลน-น้ำมันแพง-การกักตุนน้ำมัน จะเป็นปมใหญ่ที่ฝ่ายค้านจะนำไปอภิปรายนโยบายรัฐบาล รวมถึงผลกระทบข้างเคียงที่ตามมากับระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ในลักษณะการอภิปรายว่ารัฐบาลอนุทินยังรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้ไม่ดีพอ

