"พิพัฒน์" แอ่นอกรับเสียงสะท้อนทุกความคิดเห็น พร้อมชง ครม.รื้อ "ค่าการกลั่น-โครงสร้างราคา" 6เม.ย.นี้ “ไผ่” โวยดีเซล 50 บาท ขายข้าวได้แค่ 5 พัน ไม่ช่วยเกษตรกรได้ตายหมดแน่ "ดร.อนุสรณ์" เตือนจะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต Energy Lockdown จี้เก็บภาษีลาภลอยเหมือนยุโรป "ชัยวุฒิ" เสนอแจกคูปอง-สินค้าราคาพิเศษช่วยกลุ่มเปราะบาง "สวนดุสิตโพล" เผยเทศกาลสงกรานต์หงอยเหงา ปชช.รัดเข็มขัดงดรื่นเริง เหตุของแพง-น้ำมันพุ่ง "นิด้าโพล" ไม่มั่นใจ 3 รมต.คนนอกแก้วิกฤตได้
เมื่อวันอาทิตย์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า "ผมขอขอบคุณและเคารพทุกเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนครับ ทุกความคิดเห็นและข้อกังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพในขณะนี้ ผมรับฟังอย่างใกล้ชิดและไม่ได้นิ่งนอนใจ ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ก่อนช่วงสงกรานต์นี้ ผมและคณะกรรมการ ศบก.ได้รวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเรื่อง 'ค่าการกลั่น' และ 'โครงสร้างราคา' ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่ง และวันนี้ได้ถูกส่งต่อยอดในระดับนโยบาย โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอ ครม. 6 เมษายนนี้"
นายพิพัฒน์ระบุว่า แนวทางสำคัญคือการทบทวนต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และ War Premium เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้นเพราะ "ราคาน้ำมัน" คือต้นทุนหลักของระบบขนส่งและเชื่อมโยงโดยตรงกับ "ค่าโดยสารของพี่น้องประชาชน" ในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชน โดยยึดหลักสำคัญ ค่าโดยสารต้องเป็นธรรม ประชาชนต้องไม่แบกรับต้นทุนเกินจำเป็น มีน้ำมันเพียงพอ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาล
"ผมและท่านนายกฯ เชื่อมั่นว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะสามารถดูแลค่าครองชีพของประชาชน และทำให้ระบบขนส่งของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายพิพัฒน์ระบุ
นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ดีเซล 50 ข้าวขายได้ 5,000 กว่า ไม่ช่วยเกษตรกรตอนนี้ได้ตายหมดแน่ เปิดสภาจะให้คนของพรรคพูดเรื่องนี้ ฝากรัฐบาลและท่านศุภจี แก้ไขหน่อยครับ"
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม (บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น) กล่าวว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ เพราะหากไม่รักษาสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาได้ แก้ปัญหามิติหนึ่ง แต่จะเกิดอีกปัญหาอีกมิติหนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน มาตรการระยะสั้นอาจก่อปัญหาระยะยาวที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต 3 มิติของนโยบายพลังงาน ที่เราเรียกว่า Energy Trilemma หรือไตรลักษณ์ด้านพลังงาน สามเสาหลักประกอบไปด้วย 1.เสาหลักหรือมิติ ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) 2.มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) 3.มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability)
นายอนุสรณ์กล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคาค่าไฟฟ้าก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และจะลุกลามสู่ปัญหาเศรษฐกิจ การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคา หรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือหาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า จะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤตการคลังได้ มีการคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจจะชะลอตัวลงมาเหลือ 2.5% อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งตัวขึ้น
หวั่นเกิด Energy Lockdown
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า ช่วงต้นเดือนเมษายนค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้ววิ่งเฉลี่ยอยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น หลายประเทศล้วนเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปรกติทั้งสิ้น ตอนที่เกิดสงครามยูเครน เกิดวิกฤตพลังงานน้ำมันพุ่งสูง ประเทศยุโรปเก็บภาษีลาภลอยหรือกำไรเกินปรกติที่ประมาณ 33%
"หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ และอาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น" นายอนุสรณ์กล่าว
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า อยากให้หลายคนที่ออกมาพูดกัน ช่วยกันนำเสนอแนวทางแก้ไขให้แก่รัฐบาล รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ก็ช่วยกันนำเสนอปัญหาไปที่รัฐบาล เพราะว่าเดี๋ยวต่อไป รัฐบาลจะมีอำนาจเต็ม หลังจากแถลงนโยบายเร็วๆ นี้ จะได้กำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางมาช่วยเหลือประชาชน
นายชัยวุฒิกล่าวว่า การจัดหาเม็ดเงินเข้ามาบริหารจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือวิธีการอื่นๆ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด โดยเสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อาทิ การแจก "คูปองส่วนลด" เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการจัดเตรียม "สินค้าราคาพิเศษ" เพื่อลดค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำโดยทันที
นายชัยวุฒิยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้าไปดูแลและเยียวยา "กลุ่มเปราะบาง" ซึ่งรวมถึงผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ใครมาดูแลเรื่องพลังงานไม่สำคัญ สำคัญที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้าของรัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน ก่อนที่ปัญหาวิกฤตจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้
จี้เก็บภาษีลาภลอย
นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และเลขาธิการ ครป. เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น ที่พุ่งสูงจากสถานการณ์สงครามและความผันผวนของราคาพลังงานโดยทันที เพื่อรีดกำไรจากกลุ่มทุนพลังงานมาช่วยเหลือประชาชนและลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง รัฐสามารถนำกำไรส่วนเกินนี้มาเป็นรายได้รัฐ หรือส่งเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระการแบกรับราคาดีเซลลงได้ทันที อย่าลืมว่าโรงกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่เป็นของรัฐ ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั้งหมด 6 แห่ง โดยส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ปตท.ที่รัฐถือหุ้นใหญ่โดยตรง และกลุ่มบางจากที่รัฐถือหุ้นใหญ่ทางอ้อมในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีของเอกชนเพียง 1 โรงกลั่น นายเมธาระบุว่า สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยมีการออกกฎหมายค่าตอบแทนพิเศษ (SRB) หลังพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม เพื่อดึงผลประโยชน์เข้าสู่รัฐเมื่อบริษัทขุดเจาะมีกำไรสูงเกินปกติ โดยเก็บจากผู้รับสัมปทานโดยตรง เมื่อบริษัทมีกำไรส่วนเกินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนที่สมควรได้คืนไปแล้ว สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เช่นกัน ยังเคยขอความร่วมมือ เมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้โรงกลั่นมีกำไรจาก "ค่าการกลั่น" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก รัฐบาลมีความพยายามจะเก็บภาษีลาภลอย แต่ใช้วิธีการเจรจาขอความร่วมมือแทนการออกกฎหมายภาษี โดยเรียก 6 โรงกลั่นมาเจรจา เพื่อขอให้ส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกรณีพิเศษเป็นรายเดือน รัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) ได้
"ในระดับยุทธศาสตร์ ถึงเวลาที่รัฐจะต้องออกกฎหมายยึดคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% แล้ว ซึ่งสามารถควบคุมกำกับดูแลโรงกลั่นได้ทั้ง 6 แห่งแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงเปลี่ยนนโยบายออกคำสั่งได้ทันที ให้ กฟผ.กลับมาผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง 100% และยุติการสั่งซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ปล่อยให้เอกชนขายเอกชนด้วยกันเองก็พอ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าไฟสูงขึ้น ประเทศไทยยามนี้ต้องการ Statesman ไม่ใช่ the Old Man ในปัจจุบัน" นายเมธาระบุ
ที่ จ.นครราขสีมา นางสาวน้ำอ้อย โลหะเวช อายุ 47 ปี เจ้าของรถพุ่มพวง หรือรถตลาดนัดเคลื่อนที่ เปิดเผยว่า ตนประกอบอาชีพนี้มานานกว่า 20 ปี แต่เพิ่งเผชิญปัญหาหนักในช่วงปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปกติจะเติมน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 500 บาท แต่ปัจจุบันต้องเพิ่มเป็นวันละ 800-1,000 บาท ทั้งที่ระยะทางการขับขี่ยังคงเท่าเดิม นอกจากนี้สินค้าที่นำมาจำหน่าย โดยเฉพาะอาหารที่บรรจุใส่ถุง แม้จะยังคงขายในราคาเดิม แต่จำเป็นต้องลดปริมาณลง เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีก โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป สินค้าอาจต้องปรับราคาขึ้นในที่สุด และจะกระทบกับผู้บริโภคโดยตรง” นางสาวน้ำอ้อยกล่าว
นอกจากนี้ ตามตลาดสดในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา อาทิ ตลาดใหม่แม่กิมเฮง, ตลาดย่าโม, ตลาดหลักเมือง, ตลาดหัวรถไฟ สินค้าต่างๆ และผักสดบางชนิด โดยเฉพาะอาหารเช้า อย่างข้าวต้มกุ๊ยเปล่าๆ จากเดิมถุงละ 5 บาท มีการปรับเป็น 10 บาท แต่ปริมาณเท่าเดิม, ข้าวต้มหมู, โจ๊ก, กวยจั๋บ จากเดิม 25-30 บาทขยับเป็น 50 บาท, อาหารเช้าพวกไข่ดาว ฮอตดอก ไข่กระทะ จากเดิมชุดละ 30-40 บาทปรับขึ้น 50-60 บาท ส่วนอาหารทะเลสดราคาขายเป็นขีด เช่น เนื้อขาปูแกะขีดละ 100 บาทเป็น 120 บาท และสินค้าบางชนิดไม่มีมาจำหน่าย โดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำมันแพง ค่าขนส่งก็ต้องขยับขึ้น รถยนต์ขนส่งอาหารทะเลที่มาส่งแต่เช้ามืดก็ต้องตีกลับไปรอขึ้นอาหารทะเลแบบวันต่อวัน ต้องปรับเปลี่ยนเป็น 2 วันมาส่งครั้ง เป็นต้น
โพลไม่เชื่อ 3 รมต.คนนอกเอาอยู่
วันเดียวกัน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ" กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม- 3 เมษายน 2569 พบว่าจากสถานการณ์สินค้าข้าวของแพง กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ร้อยละ 61.32 และวิกฤตราคาน้ำมันในขณะนี้ส่งผลให้เดือดร้อนมาก ร้อยละ 46.70 สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือราคาน้ำมัน ร้อยละ 55.66 โดยมีการปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท
ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว จำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป
ด้านศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” สำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า 1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ ตัวอย่างร้อยละ 30.23 ระบุว่าไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่าไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่าค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่ามั่นใจมาก 2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ตัวอย่างร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่าไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่ามั่นใจมาก 3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ตัวอย่างร้อยละ 40.38 ระบุว่าไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่าไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่ามั่นใจมาก
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 46.87 ระบุว่าไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่าค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่าไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่าเห็นใจมาก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พระภาคเหนือร่วมดับไฟป่า
ปลัด มท.เผยปฏิบัติการฝนหลวงดับไฟป่า-ฝุ่นพิษเพิ่มวันละ 15-20 เที่ยว ส่วนปลัด สธ.ระบุสถานการณ์กระทบแล้ว 41 จังหวัด 13 จังหวัดแดงต่อเนื่อง
จี้‘มทภ.4’แจง ปมถล่มสส.ปช. นั่งฮ.กราดยิง!
จับเพิ่มคนขับรถให้มือปืนยิง “กมลศักดิ์” เร่งล่าหัว “จ่าทหารเรือ”
สุราษฎร์บี้ผู้ค้า/พณ.จับร้านแก๊ส
ศรชล.โต้เพจดังมั่วข้อมูล ที่แท้แหล่งแท่นผลิตปิโตรเลียม ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันนับร้อยลอยลำ "พาณิชย์สุราษฎร์ฯ"
เปิดร่างนโยบายหนู โวไทยตั้งตัวได้/เลิกMOU44/เกษตรกรคนละครึ่ง
เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” แบ่งเป็น 5 ด้าน “เศรษฐกิจ-ต่างประเทศ-สังคม-ภัยพิบัติ-บริหารภาครัฐ” นายกฯ ลุยบูรณาการแบบคลัสเตอร์ เดินหน้ายุคดิจิทัล
‘อนุทิน’ยันมีของถูก เข้าห้างตรวจราคาสินค้าเจอตะโกนถามใครรวยไม่ไหว
“อนุทิน” เข้าห้างตรวจราคาสินค้า “โครงการไทยช่วยไทย” แนะจัดโซนเฉพาะให้หาง่าย พร้อมเชิญชวน ปชช.ซื้อสินค้าร่วมโครงการ เผยหลังแถลงนโยบายคนละครึ่งมาแน่
ยุบพรรคส้มคืบ กกต.เรียก‘ศรี’ สอบLaser ID
หนาวอีกแล้ว! "สำนักงาน กกต." เรียกสอบผู้ร้องยุบพรรคประชาชน คดี “Laser ID- สเปกเตอร์ ซี” พร้อมพยานหลักฐาน ตลอดสัปดาห์ก่อนหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

