‘หนู’พร้อมแถลง ณัฐวุฒิเฮเข้าสภา

"อนุทิน” แบ่งงานรองนายกฯ-รมต.ประจำสำนักฯ พร้อมทำการบ้านหนัก พกคำแถลงนโยบายติดมือ ปิดปากงดจ้อสื่อ ขณะที่ "ภราดร”  ลุยเต็มสูบเตรียมงบฯ ปี 70 ถมโครงการคนละครึ่งพลัส เด็กกล้าธรรมอ้อมแอ้ม "ธรรมนัส” ร่วมวงส้มไล่ถลุง ภท. เฮ! กกต.รับรอง "ณัฐวุฒิ" สส.สุพรรณฯ  ขณะที่ “ป.ป.ช.” ถือฤกษ์วันนายกฯ ร่ายนโยบาย หอบเอกสารแสนแผ่นขนใส่ลัง 3 รถตู้ส่งศาลฎีกาฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล “ศาล รธน." ไฟเขียวยืดเวลาอีก 15 วัน “กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ยื่นหลักฐานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ย้ำเดดไลน์ปิดจบ 11 เดือน

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันพุธ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า เวลา 15.26 น. โดยถือคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเล่มสีน้ำเงินลายธงชาติ  ติดมือลงมาด้วย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในเช้าวันที่ 9 เม.ย. โดยก่อนนายกรัฐมนตรีจะขึ้นรถ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เข้ามาพูดคุยระยะหนึ่ง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนเรียกนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะขอสัมภาษณ์ แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้หันมา ก่อนจะขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา นายอนุทินลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

4.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี  กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการท่องเที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง ทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ  ดังนี้ การขอพระราชทานอภัยโทษ และการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

ขณะที่ ในส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 1.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 2.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

3.นายภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และ 4.นางสุขสมรวย วันทนียกุล กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

อุบผู้กองร่วมวง

ด้านนายภราดรเปิดเผยว่า โดยการประชุม ครม.นัดแรก 11 เม.ย. เตรียมแผนไว้จะต้องนำปฏิทินการจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 เข้าก่อน เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายใหญ่สุด เพื่อให้งบประมาณปี 70 ไม่ล่าช้า และเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสนั้น  ตนได้รับโจทย์จากนายเอกนิติ ซึ่งจะมีการเข้าหารือว่าหางบประมาณตรงไหนมาดำเนินการตามนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชน และนอกจากโครงการดังกล่าว ก็จะมีโครงการไทยช่วยไทยด้วย  ซึ่งถือว่าเป็นโครงการใหญ่

เมื่อถามว่างบจะเพียงพอหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า กำลังจะไปคุยเรื่องการใช้ พ.ร.บ.โอนงบฯ  กับนายเอกนิติว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ แต่หากดูเร็วๆ คาดว่าเป็นเดือนมิถุนายน ส่วนรายละเอียดในเรื่องงบประมาณและการดำเนินการ และจำนวนประชาชนที่จะได้สิทธิ์อยู่ในช่วงการออกแบบดีไซน์โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องหารือกับทุกหน่วยงาน  อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ส่วนจำนวนจะได้ 20 ล้านสิทธิ์เท่าเดิมหรือไม่ อยู่ในช่วงออกแบบโครงสร้าง ทั้งเรื่องจำนวนผู้รับผลประโยชน์และวงเงิน ยืนยันว่าเฟสแรกจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า คาดว่าการอภิปรายจะสิ้นสุดในวันศุกร์นี้เวลาประมาณ 23.00 น. เบื้องต้นเตรียมผู้อภิปรายไว้กว่า 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้อภิปรายเปิด กลุ่มเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ดูแลวิกฤตด้านอื่นๆ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งนี้ การอภิปรายไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ตัวรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง แต่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามในการแก้ปัญหาประเทศ เพราะแม้ว่านโยบายจะเขียนออกมาสวยหรูเพียงใด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่ารัฐบาลสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

เมื่อถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์และไทม์ไลน์ทางการเมืองที่อาจมีผลกระทบ นายณัฐพงษ์ระบุว่า ตามปกติแล้วหากไม่มีการรีบเร่งผิดปกติเรื่องต่างๆ ควรจะพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปก่อน แต่ที่ผ่านมาเราเห็นสถานการณ์ที่บางคดีช้าหรือเร็วผิดปกติ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ขั้วการเมืองใด

"ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามตั้งแต่วันที่รัฐบาลเริ่มทำหน้าที่แถลงนโยบาย ว่ารัฐบาลชุดนี้ซึ่งรวบอำนาจแทบทั้งหมด ทั้งสภาบน สภาล่าง และถูกตั้งคำถามถึงองค์กรอิสระ จะมีการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือไม่ และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภาจะทำได้เต็มที่จริงหรือไม่ เพราะหากทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องจะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน" นายณัฐพงษ์ระบุ

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าได้วางแผนรองรับไว้ทุกรูปแบบแล้ว ขอให้ทุกคนมั่นใจและไม่ต้องเป็นห่วง แต่ขอไม่ลงรายละเอียดในเชิงลึก ทั้งนี้ ตามกรอบกฎหมายและข้อบังคับพรรคที่จะต้องมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พรรคประชาชนจะจัดให้มีการประชุมภายในเดือนเม.ย.นี้อย่างแน่นอน

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ระบุว่า ขอให้ติดตามในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในวันที่ 9-10 เม.ย. สส.พรรคประมาณ 20 คน จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทวงถามนโยบายต่างๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงว่าสิ่งที่เขารับปากกับประชาชนจะทำตามสัญญาหรือไม่

สภาครบ 500

เมื่อถามว่า จะมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม  ร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยหรือไม่นั้น นายอรรถกรกล่าวว่า กำลังโน้มน้าวอยู่ หากมีเวลาเพียงพอ ร.อ.ธรรมนัสอาจจะมาอภิปรายสรุป แต่หากสมาชิกของพรรคได้อภิปรายครอบคลุมทุกประเด็นก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องอภิปรายสรุป

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม หลังหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนแล้ว ได้แจ้งเลื่อนลำดับ สส. คือนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แทน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ที่ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โดยนายนิกรได้กลาวปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ทำให้มี สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 499 คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 250 คน

จากนั้นนายโสภณได้แจ้งถึงสวัสดิการอาหารกลางวันในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. โดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังจัดอาหารไว้ให้สมาชิกตามปกติ

นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า เท่าไร อาจจะ 9-10 ล้านบาท ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงขอให้มีการยกเลิกบำนาญ สส. เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งมาจากงบประมาณของรัฐปีละกว่า 400 ล้านบาท ดังนั้นวันนี้ตนและ สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คน ขอประกาศให้กับประชาชนฟังว่า ไม่ว่ารอบหน้าจะได้เป็น สส.หรือไม่ จะสอบตกหรือเปล่า พวกเราจะไม่ไปยื่นของรับสิทธิบำนาญกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างแน่นอน แต่บางคนไม่ได้มีความลำบากเลย แต่กลับมายื่นรับรายได้ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เขาเลี้ยงจนกว่าจะตาย ดังนั้นเราจะยื่นขอรายชื่อเหล่านี้จากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ว่ามีใครบ้าง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ลงนามประกาศ กกต. เรื่องผลเลือกตั้ง สส.แบบเขตเลือกตั้ง โดยได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เพิ่มเติม 1 คน คือ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี เขต 2 พรรคภูมิใจไทย โดยการประกาศในครั้งนี้จะมี สส.เขตและบัญชีรายชื่อ ครบจำนวน 500 คนแล้ว

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงคดียุบพรรค ปชน. จากกรณีบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ว่าตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบข้อเท็จจริง โดยได้เชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำแล้ว ให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรค ต้องดูข้อเท็จจริง พรรคจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนความรู้สึกของคนแต่ละฝ่ายก็เป็นการแสดงความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้มีผลกับการทำงาน ซึ่ง กกต.จะพิจารณาอย่างเดียวคือเรื่องกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมาย จะไม่นำความรู้สึกประชาชนมาใส่รวม เพราะต้อง กกต.ปฏิบัติตามกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการคดีฮั้ว สว.นั้น ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนธุรการของสำนักงาน กกต. ซึ่งกำลังจัดทำเอกสารเพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม โดยเฉพาะคดีนี้มีเอกสารจำนวนมาก จากที่ทราบมีประมาณ 70,000 แผ่น และหากแยกเป็นส่วนความเห็นจะมีประมาณ 2,000 แผ่น จึงต้องใช้เวลาจัดทำเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.

ยืด กกต.แจง 15 วัน

ด้านนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายประกอบด้วย ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือ กกต. ซึ่งขอขยายเวลายื่นหลักฐาน ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลาไปแล้ว 15 วัน ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน อย่างไรก็ตามต้องขอดูเหตุผลของการขอขยายเวลาด้วย ซึ่งขณะนี้ยังเป็นไปตามกระบวนการ

ทั้งนี้ หลังจากคู่ความทั้งสองได้ยื่นหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ เพื่ออภิปรายว่าพยานของทั้งสองฝ่ายมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบางประเด็นอาจต้องให้พยานชี้แจงเอง ขณะที่บางประเด็นที่ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังมีความไม่ชัดเจนก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน

เมื่อถามว่า จะใช้บรรทัดฐานของการพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะในอดีตเนื่องจากการหันคูหาผิดด้านหรือไม่นั้น นายนครินทร์กล่าวว่า ถือเป็นคนละกรณีกัน พร้อมยอมรับว่าอาจต้องเอาเรื่องเก่ากลับมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน

นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงอาจจะเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย

นายนครินทร์ย้ำว่า ไม่มีอะไรกังวลเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และยังอยู่ในกรอบของเวลา เพราะคดีที่เคยใช้เวลาพิจารณาคดีนานที่สุดคือ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินกว่านี้

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 เม.ย. เวลา 09.00 น. ได้มอบหมายให้นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. นำคำร้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตร 112 ไปยื่นต่อศาลฎีกา ภายหลังได้ตรวจตรวจสอบเอกสารคำร้องต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ส่งมาเห็นว่า มีรายละเอียดครบถ้วนถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จึงเตรียมไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในวันดังกล่าว

"โดยคำร้องดังกล่าวมี 56 ชุด มีเอกสารร่วม 200 ลัง จำนวนเกือบ 1 แสนแผ่น ใช้รถตู้ 3 คันขนไป ยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้องว่า ไปยื่นคำร้องในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา การแถลงนโยบายรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวกับ ป.ป.ช. เมื่อ ป.ป.ช.ไปยื่นคำร้องในวันที่ 9 เม.ย. ศาลฎีกาก็ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมาในวันเดียวกัน ต้องรอขั้นตอนตั้งองค์คณะไต่สวนมาพิจารณาสำนวน ป.ป.ช.ว่า มีความครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ จึงจะพิจารณาว่าจะสั่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ยังไม่รู้ศาลจะมีคำสั่งออกมาวันใด" นายสุรพงษ์ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ"อนุทิน"

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี ตบเท้าเข้าห้องประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อกรำศึกแถลงนโยบายรัฐบาล “ปกสีน้ำเงิน” ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะเริ่มต้นขึ้นเช้าวันที่ 9 เมษายน และสิ้นสุดลงช่วงก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน รวมเวลาการประชุมตลอด 2 วัน 9-10 เมษายน อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลามากสุดคือ 14.30 ชั่วโมง

'อนุทิน' ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

"อนุทิน" เซ็นแบ่งงาน 3 รมช. เจ้าตัวกำกับดูแล สำนักงานรมต.-สำนักฯปลัดมท.-ปกครอง-ประสานฯชายแดนใต้ ด้าน "พลพีร์" มท.2 ดูที่ดิน-พัฒนาชุมชน-กฟภ.-กฟน. ขณะที่ "เจเศรษฐ์" มท.3 คุมโยธาฯ-ปภ.-กปภ.-กปน. ส่วน "วรศิษฎ์" มท.4 ได้กำกับท้องถิ่น-กทม.-องค์การตลาด-จัดการน้ำเสีย

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายติดมือ ไม่หันมองสื่อวอนขอสัมภาษณ์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า เวลา 15.26 น. โดยถือคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เล่มสีน้ำเงินลายธงชาติ ติดมือลงมาด้วย