
‘เด็กภูมิใจไทย’ ถาม ปชป. ชอบแถลงค้านกัญชา รู้จัก ‘เฉลิมชัย-สาธิต’ ที่หนุนเรื่องนี้หรือไม่ เย้ยผวา ภท.แลนด์สไลด์พื้นที่อันดามัน
9 ธ.ค. 2565 – ที่รัฐสภา นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ และนายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงกรณีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชง กัญชา (ฉบับที่….) พ.ศ…. โดยนายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ดูเรื่องที่สมาชิกแต่ละคนออกมาแถลงข่าวแล้วมีการเบี่ยงเบนเรื่องนี้ โดย 5 ข้อห่วงใยจากเพื่อนสมาชิกเป็นเนื้อหาที่อยู่ใน 95 มาตราแล้ว ซึ่งไม่เถียงว่าเขามีความเป็นห่วงในเรื่องนี้จริงๆ แต่เชื่อว่าเขาอาจจะไม่ได้อ่านในร่าง เมื่อไม่ได้อ่านแล้วนำมาแถลงก็ทำให้ประชาชนที่บริโภคข่าวนี้มีความสับสน ฉะนั้น ในช่วงปลายรัฐบาลก็ไม่อยากให้ของดีๆ มันต้องสูญเสียไป ตนยอมรับว่ามีส่วนดีเยอะ แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับเหล้า บุหรี่ กระท่อม หรือกัญชงที่ผ่านมา แต่อยู่ที่ประชาชนใช้ได้ถูกต้องตามความรู้หรือไม่ ฉะนั้น การต่อสู้หรือการที่จะทำให้กัญชาเป็นประโยชน์นั้นต้องคิดในแนวทางสายกลาง ไม่ใช่เอามุมเสียอย่างเดียวมาโจมตี
โดยเรื่องนี้มีการประสานกันในหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีข่าวปรากฎว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่าปักหมุดกัญชา กัญชง กระท่อม ชิงตลาด 8 แสนล้านบาท โดยได้พูดตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งคนที่มาแถลงข่าวไม่ทราบว่าเขารู้จักนายเฉลิมชัยหรือไม่ และนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้กำกับดูแลเรื่องกรมแพทย์แผนไทยด้วย และนายสาธิตก็ได้มอบนโยบายสร้างศักยภาพห้องแล็ปทดลองสารสำคัญในกัญชา กัญชง กระท่อม ซึ่งการลงทุนเช่นนี้ใช้เงินเยอะ และเขาเตรียมการมาเยอะ เรื่องนี้ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐมนตรีเขาวางแผนเรื่องนี้เดินมาเยอะแล้ว แต่สมาชิกพรรคที่มาแถลงข่าวที่เห็นต่างเช่นนี้ พรรคร่วมรัฐบาลและประชาชนก็สับสน
“ฉะนั้น การที่ออกมาทำให้กฎหมายล่าช้า มาบอกว่ามีข้อห่วงใยจะให้กลับไปเป็นยาเสพติดเหมือนเดิม ผมถามว่าหากให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติดเหมือนเดิม คนที่ถูกศาลสั่งยกโทษ สั่งให้ไม่ต้องจำคุกแล้วจะต้องกลับมาจำคุกอีกหรือไม่ กับที่เมื่อเราเห็นข้อดีแล้วเราไปออกกฎหมายบังคับใช้ เราเห็นข้อเสียก็มาร่วมกันแก้ในสภา มาใช้เสียงในสภาในการสร้างกฎหมาย ไม่ใช้เสียงนอกสภาที่ไม่มีอำนาจในการแก้ไข หากท่านแก่ประชาชนและประเทศชาติ ก็ขอเรียกร้องให้ท่านดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จ อย่าให้เป็นสุญญากาศต่อไป ซึ่งหากเรื่องนี้เป็นประโยชน์ไม่ต้องเอาความดีมาให้พรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเสนอกฎหมาย แต่มีหลายส่วนที่ทำให้กฎหมายนี้ผ่านได้ ส่วนคนที่เห็นต่างก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่เราจะนำความเห็นของเขามาแก้ไขปรับปรุง” นายสฤษฏ์พงษ์ ระบุ
ด้านนายวิรัช กล่าวว่า ตอนที่เข้าสภาฯ มาครั้งแรก มีส.ส.หลายคนบอกว่าไม่สมบูรณ์อย่างนั้นอย่างนี้ และเมื่อสภาฯ ได้นำไปอ่านอีกครั้งก็ได้ให้ ส.ส.ที่แสดงความคิดเห็นว่าไม่สมบูรณ์เช่นนั้นเช่นนี้ ท่านก็สามารถที่จะยื่นแปรญัตติได้ เพื่อคณะกรรมาธิการจะได้ทำให้สมบูรณ์ขึ้น ปรากฎว่าระยะเวลาผ่านไป 1 เดือน ท่านที่อภิปรายแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย เอามันอย่างเดียว หรือเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน เพราะว่า ภท. กำลัง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปชป.รุกหนัก ทวงคืนเก้าอี้ สส.กทม. 'การดี-สกลธี' ลุยหาเสียง ชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องคนกรุง
ปชป.รุกหนัก ทวงคืนเก้าอี้ สส.กทม. "การดี" แคนดิเดตนายกฯ พร้อมด้วย "สกลธี” เดินหน้าลุยหาเสียง ชูนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องคนกรุง “ไทยหายจน”
'นายกอุ๊ ปชป.' ชิง สส.เขต 1 อยุธยา ชูประสบการณ์ท้องถิ่นสู่สภา ผลักดันแก้น้ำท่วมยั่งยืน
นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ผู้สมัคร สส.อยุธยา เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงปฐมบทเส้นทางการเมืองของตนเองว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากฐานอำนาจหรือเครือข่ายทางการเมือง หากแต่มาจากการลงมือทำจริงในระดับท้องถิ่น จากวันที่ตัดสินใจลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช
'นิพิฏฐ์' ด่ายับบ้าไปแล้ว พ่อค้างูเห่าทุ่มเงิน 20 ล้าน แลกยกมือโหวตเลือกนายกฯ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า พ่อค้างูเห่า รองเลขาฯคนหนึ่ง บอกผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า หากชนะเลือกตั้งขอให้เลือก...เป็นนายกรัฐมนตรี
'วิเวียน' ปชป. เขต 9 กทม.ลุยหาเสียงต้นปีไม่มีพัก ชูนโยบาย ฟังจริง คิดจริง ทำจริง
'วิเวียน' ปชป. เบอร์ 1 ลุยหาเสียงต้นปีไม่มีพัก ขึ้นรถแห่- ปั่นจักรยาน เจาะ จตุจักร-หลักสี่-บางเขน ชูนโยบายฟังจริง คิดจริง ทำจริง ขอคืนพื้นที่ทำงานให้ประชาธิปัตย์
ฝ่าย 'อนุรักษ์นิยม' เสียงแตก! ขวาจัดหนุน 'อนุทิน' ชนชั้นกลางหนุน 'อภิสิทธิ์'
ศึกการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีการวิเคราะห์กันว่า เป็นการช่วงชิงระหว่าง2พรรคการเมือง เพื่อแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ซึ่งในขั้วของฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีความสับสน ไม่ต่างอะไรกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562
'อนุทิน' ขี่กระแสชาตินิยม รวมบ้านใหญ่สู่รัฐบาล 4 ปี
“ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่จำเป็นต้องปกป้องตัวเอง”, “รัฐบาลสนับสนุนการทำหน้าที่ของกองทัพอย่างเต็มที่”, “นี่เป็นเรื่องของสองประเทศ ไม่ใช่เรื่องของคนนอก” และ “การหยุดยิงจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อกัมพูชาแสดงความจริงใจ และต้องแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม”

