สวนกระแสไม่ดูตาม้าตาเรือ! 'เท้ง' ค้านรัฐบาลให้กองทัพมีอำนาจเปิด-ปิดด่านชายแดน

24 มิถุนายน 2568 - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กว่า การดำเนินมาตรการต่อกัมพูชาต้องมีเป้าหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาความนิยมของนายกรัฐมนตรี

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการยกระดับมาตรการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ข้ามชาติที่มีฐานสำคัญอยู่ในกัมพูชา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงต่อสื่อมวลชนในวันนี้

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการที่ท่านนายกฯ ได้มอบอำนาจในการควบคุมจุดผ่านแดนหรือด่านชายแดนไทย-กัมพูชาให้แก่กองทัพ

ผมเห็นว่า การที่รัฐบาลปล่อยให้กองทัพมีอำนาจตัดสินใจออกมาตรการควบคุมชายแดนไทย-กัมพูชาได้โดยลำพังนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะผิดหลักการประชาธิปไตยที่กองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน

และในกรณีการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชานั้น กองทัพมีหน้าที่รับผิดชอบในการใช้มาตรการทางทหารเพื่อป้องกันประเทศ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีต้องมีบทบาทนำและรับผิดชอบในภาพรวม โดยบูรณการมาตรการทั้งทางด้านการทหาร ทางด้านการทูต ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านข้อมูลข่าวสาร และอื่นๆ อย่างเป็นเอกภาพ และคำนึงถึงผลกระทบด้านความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน

การที่รัฐบาลยอมให้กองทัพมีอำนาจออกมาตรการควบคุมชายแดนไทย-กัมพูชาได้ด้วยตนเองนั้น กองทัพอาจตัดสินใจด้วยมิติด้านความมั่นคงด้านเดียว แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อมิติอื่นๆ นอกเหนือจากที่ตนรับผิดชอบ ทำให้การบริหารสถานการณ์ไม่เป็นเอกภาพ และอาจมีการใช้มาตรการอย่างไม่ได้สัดส่วน

ซึ่งเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพได้ตัดสินใจออกมาตรการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ซึ่งเป็นมาตรการที่จะส่งกระทบรุนแรง ไม่ใช่แค่ต่อชาวกัมพูชา แต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชนไทยด้วย เสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมโดยไม่จำเป็น

เราต้องไม่ลืมว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการจำกัดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าบางประเภท หรือมาตรการควบคุมด่านชายแดนนั้น มีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดการเผชิญหน้าทางการทหาร ซึ่งมาตรการนี้เปลี่ยนแปลงหรือผ่อนคลายได้หากสถานการณ์ความตึงเครียดทางการทหารเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว ดังที่ปรากฏให้เห็นก่อนหน้านี้ว่า เพียง 2 วันหลังจากไทยมีมาตรการควบคุมด่านชายแดน สถานการณ์ความตึงเครียดทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชาได้ผ่อนคลายลง นำไปสู่การลาดตระเวนร่วมโดยปราศจากอาวุธ และทางการกัมพูชาถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาท แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ทางการไทยกลับไม่ได้ปรับระดับมาตรการควบคุมด่านชายแดนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จนกระทั่งเกิดกรณีการปล่อยคลิปเสียงระหว่างท่านนายกฯ แพทองธาร กับฮุน เซน

ผมเข้าใจดีว่า หลังจากมีเสียงเรียกร้องให้ท่านนายกฯ ต้องรับผิดชอบต่อกรณีคลิปเสียงดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ท่านนายกฯ ย่อมต้องการที่จะลดแรงกดดันทางการเมืองต่อตนเอง

แต่ผมขอเน้นย้ำว่า การดำเนินการต่อกรณีพิพาทไทย-กัมพูชานั้น ต้องไม่ทำเพียงเพื่อแก้ปัญหาคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรี แต่ควรพิจารณาโดยมีเป้าหมายเพื่อการนำกัมพูชากลับมาสู่โต๊ะเจรจาและการแก้ปัญหาด้วยกลไกทวิภาคี นำไปสู่ข้อตกลงที่นานาชาติยอมรับ และเพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

รัฐบาลควรนำ “ไพ่ในมือ” หรือมาตรการที่เป็นไปได้ทั้งหมดมาพิจารณาใช้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และเป้าหมาย การตัดสินใจใดๆ ต้องประเมินจากภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยให้หน่วยงานใดตัดสินใจเองจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะแต่ละหน่วยงานย่อมคำนึงถึงผลกระทบเฉพาะในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบเท่านั้น

ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนไม่ให้กองทัพมีอำนาจตัดสินใจใช้มาตรการใดๆ ต่อกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาได้โดยลำพัง อำนาจในการตัดสินใจและความรับผิดชอบต้องเป็นของรัฐบาล โดยยึดถือเป้าหมายคือการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่เพียงเพื่อพิทักษ์ความอยู่รอดของรัฐบาล

รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรอบคอบเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ ผมสนับสนุนให้เน้นมาตรการที่สามารถกดดันไปยังเครือข่ายผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของกัมพูชาโดยตรงแทนที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนวงกว้าง เช่น การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ข้ามชาติดังที่ท่านนายกฯ ได้แถลงในวันนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสืบสวนสอบสวนและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารนายลิม กิมยา นักการเมืองฝ่ายค้านกัมพูชา ในใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ผมเชื่อว่า การดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังจะส่งผลดีต่อการคลี่คลายสถานการณ์ไทย-กัมพูชา รวมทั้งจะส่งผลดีต่อตัวท่านนายกฯ เองที่ถูกมองได้ว่ามีส่วนรู้เห็นให้ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในกัมพูชาสามารถกระทำผิดกฎหมายในไทยได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการปล่อยให้ผู้นำต่างชาติละเมิดกระบวนการยุติธรรมและอธิปไตยของประเทศ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นักวิชาการ' ฟันเปรี้ยง! เหตุที่คนกรุงเทพเลือก 'พรรคส้ม' เพราะการตลาดที่โหมกระหน่ำทางสื่อ

ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า สาเหตุที่คนกรุงเทพมีแนวโน้มเลือกพรรคส้ม: มุมมองนี้เป็นทรรศนะส่วนตัวนะครับ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผมก็ได้ครับ

'นรากร' จี้ 'เท้ง' ขอโทษ ที่โหวตให้ 'อนุทิน' เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

นารากร ติยายน พิธีกรชื่อดังและผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

แม่ค้าชายแดน จ.บุรีรัมย์ ขอนายกฯอนุทิน รักษาสัญญา 'ปิดด่าน' ดีใจภูมิใจไทยได้อันดับ 1

แม่ค้าชายแดน จ.บุรีรัมย์ ขอนายกฯอนุทิน รักษาสัญญา "ปิดด่าน" หวั่นแก๊งคอลเซ็นเตอร์คืนชีพกลับมาดูดเงินสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้คนไทย ทั้งจะเป็นการต่อท่อน้ำเลี้ยงให้เขมรเอาเงินจากบ่อนคาสิโน สแกมเมอร์ ไปซื้ออาวุธรบกับทหารไทย

ละเอียดยิบ! เปิดเหตุผล ป.ป.ช. เชือด อดีต 44 สส. พรรคส้ม เสนอแก้มาตรา 112

ป.ป.ช.ฟันจริยธรรมร้ายแรง 44 สส.ก้าวไกล เสนอกฎหมายแก้ไข ม.112 ฐานไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข “พิธา-เท้ง-ศิริกัญญา-โรม-วิโรจน์” โดนถ้วนหน้า ส่งศาลฎีกาฟัน

'ธนาธร' ลั่นพรรคส้มชนะทางความคิดแล้ว 8 ก.พ. เลือกระหว่างความกลัวกับความหวัง

“ธนาธร” ย้อนเส้นทาง 8 ปี สร้างการเมืองใหม่จากอนาคตใหม่ถึงพรรคประชาชน ชี้ชนะทางความคิดแล้ว เหลืออีก 2 วัน ต้องตัดสินใจระหว่าง