'สุรเดช' เตือนการเมืองแข่งได้ แต่อย่าสร้างความแตกแยก แนะพรรควัดกันที่นโยบาย

'สุรเดช' บอกบางพรรคการเมืองให้เลือก 'พรรครักชาติ-ไม่รักชาติ' หรือ 'ไม่เลือกเรา เขามาแน่' แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ชี้มีความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องไม่แตกแยก แนะทุกพรรค วัดกันที่นโยบาย- ผลงาน-ปาร์ตี้ลิสต์โดดเด่น ชี้ประชาชนเข้าชื่อลงโทษได้ หากไม่สามารถทำตามที่หาเสียงไว้

29 มกราคม 2569 - นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีพรรคการเมืองออกมาเรียกร้องให้ประชาชน ตัดสินใจให้ดี จะเลือกพรรคการเมืองที่รักชาติ หรือพรรคการเมืองที่ไม่รักชาติว่า ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงของพรรคการเมืองดังกล่าวมากกว่า ถือเป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ทำให้เกิดความแตกแยกเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นฝักเป็นฝ่าย ที่จะทำให้ทะเลาะกันถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันหรือทำร้ายชาติบ้านเมือง เพราะอย่าลืมว่าทุกคนเป็นคนไทย ต้องสามัคคีกัน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่างหรือเห็นต่าง แต่ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าการพูดลักษณะเช่นนี้ หรือที่ปล่อยคำพูดออกมาว่า "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" มองว่าเป็นการหาเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า ก็ต้องดูว่า ที่บอกไม่เลือกเราเขามาแน่นั้น เขาจะเข้ามาทำอะไร จะมายึดประเทศ หรือจะเข้ามาเปลี่ยนระบบการปกครอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะการเมืองปัจจุบันควรให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตัวเอง นำเสนอกันที่นโยบายของแต่ละพรรคดีกว่า เพราะเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีมานานแล้ว

นายสุรเดช กล่าวว่าเรื่องของการหาเสียง พรรคการเมืองต่างๆ ควรจะ present ในเรื่องของนโยบายของแต่ละพรรค ที่จับต้องได้ รวมถึงผลงานในอดีตมีหรือไม่ และต้อง present ปาร์ตี้ลิสต์ เด่นๆในพรรคของตัวเองว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิที่เก่งกาจมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนอย่างไร มีชื่อเสียงหรือไม่ ดังนั้นควรจะแข่งกันที่ผลงานของพรรคและนโยบายของพรรคมากกว่า

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้นโยบายที่แต่ละพรรคได้หาเสียงไว้กับประชาชน ก็ต้อง
การันตีให้ได้ด้วยว่าสามารถทำได้จริง ไม่หลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อในช่วงที่มาหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น และถ้าทำไม่ได้จริงตามที่พูด ประชาชนก็ควรที่จะมีสิทธิ์บอยคอร์ดหรือ สามารถเข้าชื่อเพื่อลงโทษพรรคการเมืองนั้นได้ รวมถึงผู้ที่มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้ง อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.ก็ควรจะมีมาตรการที่จะดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งกับพรรคการเมืองนั้นๆได้ด้วย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้อนอดีต ดู การเลือกตั้งเมื่อ 69 ปีที่แล้ว: ต้นแบบการโกงเลือกตั้งอย่างมโหฬาร

การเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ได้ชื่อว่าเป็น “การเลือกตั้งสกปรก” โดยพบความผิดปรกติ ได้แก่

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด ‘คดีฮั้ว สว.’ อั้งยี่-ฟอกเงิน ต้องรอเกมตัดสินจาก กกต.

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า สารตั้งต้นคดีฮั้ว สว.ปี 2567 แยกเป็นคดีหลักและคดีสาขา สำนวนที่ กกต.รับไต่สวน เป็นคดีหลัก ส่วนคดีอาญาฐานร่วมกันกระทำอั้งยี่ สมคบกัน