“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปมแจกใบส้ม “หลักสุจริต” คุ้มครอง กกต. คำพิพากษาคดีเลือกตั้ง แพ่ง ไม่ขัดกัน คดีถึงที่สุดแล้ว
11 มีนาคม 2569 - สืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีแพ่งโดยพิพากษากลับ “ยกฟ้อง” นายสุรพล เกียรติไชยกร อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 โดยทีมทนายความเล็งยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในประเด็นคำพิพากษาขัดกันนั้น
ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ใบส้ม เป็นเครื่องมือในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง ของ กกต. เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560
โดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 225 ประกอบมาตรา 224 (4) และนำไปเขียนใน พรป.สส. ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หากมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อว่า การเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต. มีอำนาจให้ใบส้ม จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยตัดสิทธิผู้สมัครรายนั้นที่รู้เห็นในการกระทำของบุคคลอื่น โดยดึงออกจากสนามเลือกตั้งชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 (4)
ผลการแจกใบส้ม เป็นยาแรง เพราะการแจกใบส้ม กฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุด ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 225 วรรคสอง
พูดภาษาชาวบ้าน คือ ไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ โดยดึงออกจากสนามการเลือกตั้งชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี ให้อำนาจ กกต. จัดการเลือกตั้งซ่อมใหม่ได้ทันที ทำให้ผลการเลือกตั้งซ่อม นางศรีนวล บุญลือ จากพรรคอนาคตใหม่ ชนะเลือกตั้ง
สนามเลือกตั้ง สส. นายสุรพลฯ ถือว่า ประเดิมเป็นรายแรกประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ชนะการเลือกตั้งและ กกต.แจกใบส้ม
ผลการแจกใบส้ม ทำให้ตัดสิทธิการเมืองชั่วคราว ไม่อาจอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ โดยฝ่าย กกต. ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 โดยขอให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง พ่วงท้ายรับผิดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง
พูดภาษาชาวบ้าน คือ เปลี่ยนจากใบส้ม มาเป็นใบแดง ขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี พ่วงท้ายชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วย
แต่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มองว่า การมอบเงินจำนวน 2,000 บาท แก่พระครูท่านหนึ่งและนาฬิกาเพื่อสมทบทุนในการตัดชุด ชรบ.งานบุญผ้าป่าฯ ตาม พรป. มาตรา 73 (2) ไม่มีผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
แต่ในคดีแพ่ง โจทก์ชนะคดีมาสองศาล แต่พลิกกลับยกฟ้องในศาลฎีกา โดยศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่า กกต. มี “เหตุอันควรสงสัย” และ “มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ประกอบกับไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีเหตุไปกลั่นแกล้งทางการเมือง
ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่ง ทำให้เกิดบรรทัดฐานแก่ กกต. ในการแจกใบส้ม ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หากมีเหตุอันควรสงสัยและมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ย่อมไม่ต้องกลัวถูกฟ้องคดีแพ่ง
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ พรป.สส. มาตรา 23 วรรคสอง เป็นเกราะคุ้มกันในการทำหน้าที่ของ กกต. โดยใช้ “หลักสุจริต”เป็นเกณฑ์วัด โดยกฎหมายบัญญัติคุ้มครอง กกต.และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง รวมทั้งในการสืบสวนหรือไต่สวน ย่อมได้รับการคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทางอาญา ทางแพ่งและทางปกครอง
จุดที่ชี้ขาด คือ ในการทำหน้าที่โดยสุจริต ปรากฏตามพยานหลักฐานภาพถ่ายในขณะส่งมอบวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 โดย กกต. กับโจทก์ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีสาเหตุมากลั่นแกล้งทางการเมือง สอดคล้องกับ พรป.สส.มาตรา 23 วรรคสอง ไม่เป็นการกระทำละเมิดผู้สมัคร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เหตุนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับยกฟ้อง แม้ใช้เวลานานต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรมถึง 8 ปีก็ตาม
มุมหนึ่งคดีเลือกตั้ง ศาลฎีกายกฟ้อง เพราะนายสุรพลฯ ไม่ได้ให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ในคดีแพ่งกลับมองมุมต่างในการใช้อำนาจหน้าที่ของ กกต. เพราะการกระทำละเมิดต้องเป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยต้องฟังให้ได้ความว่า เป็นการกระทำโดย “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่อ” ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย
คำพิพากษาคดีเลือกตั้ง และคดีแพ่งในคดีละเมิด ศาลมองแง่มุมต่างกัน และไม่มีบทบัญญัติใดให้ศาลฎีกาในคดีแพ่งจำต้องถือตามคำพิพากษาในคดีเลือกตั้ง เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ แต่มีเฉพาะคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ให้คำพิพากษาส่วนแพ่งให้ถือตามคำพิพากษาคดีอาญา มีผลเฉพาะผูกพันคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ทั้งเฉพาะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่เสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่
ส่วนที่ถามว่า ทีมทนายความของนายสุรพลฯ โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้หรือไม่ ต้องเรียนกับพี่น้องประชาชนว่า การใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ต้องเป็นคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น
ส่วนคดีนี้ เป็นคดีแพ่ง โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ เมื่อศาลฎีกาตัดสิน “คดีถึงที่สุด” แล้ว แม้ฝ่ายนายสุรพลฯจะร้องโอดโอยว่า เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียทั้งชื่อเสียงและใช้เวลาฟ้องมายาวนาน 8 ปี ไม่ได้เงินสักบาทก็ตาม เมื่อศาลฎีกาตัดสินเป็นที่สุดแล้ว ต้องยอมรับสภาพตนเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกต.เฮ!ศาลฎีกายกฟ้อง มีอำนาจแจกใบส้มสุรพล
ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้อง "กกต." ไม่ต้องชดใช้ 70 ล้านคดีแจกใบส้ม
'สมชัย' เร่งตั้งกองทุนช่วยเหลือประชาชนสู้คดีป่วนเลือกตั้ง ฟ้องกลับ กกต.
"สมชัย" จ่อร้องกองปราบถามข้อมูลคดีที่ กกต.กล่าวหา 12 มี.ค.นี้ ชี้เป็นบทเรียนของ กกต.อย่าใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอีก เตรียมเปิดตัวกองทุนสู้ กกต.ช่วยเหลือ ปชช.ถูกฟ้อง
ดร.ณัฏฐ์ เตือน ปปช. ขยายเวลาฟ้อง 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสี่ยงผิดเสียเอง!
สืบเนื่อง มติ ปปช. จะครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ ปปช.ชี้มูลความผิดกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ครบกำหนดในวันที่ 11 มีนาคม 2569 นี้ โ
ศาลฎีกา พิพากษากลับ ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องชดใช้ 70 ล้าน คดีแจกใบส้ม 'สุรพล'
ที่ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยขณะนั้น ได้ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งในข้อหาละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่
'วัชระ' อัด ปปช. ดองคดี 'สันทัด-แสวง' ดื่มเหล้าในห้องประชุม กกต.
นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อพลตำรวจเอกวัชรพล ประสานราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 ร้องเรียนนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง ว่าจัดเลี้ยงฉลองวันเกิดที่ห้องประชุมบนอาคารกกต.
แกนนำ คปท. เตรียมสวมร้องเท้าผ้าใบ ลงพื้นที่ต่างจังหวัด ฟังความเห็น 'ร่างรัฐธรรมนูญ'
แกนนำ คปท.ลั่นคงต้องใส่รองเท้าผ้าใบ ลงไปร่วมกับพี่น้องตามต่างจังหวัด สร้างเวทีวิชาการประชาชนระดมความเห็นกันให้มากที่สุด เพื่อกำหนดกติกาประเทศไทย

