“ค่าการตลาด” ไม่ใช่ “กำไรสุทธิ” เปิดเบื้องหลังราคาน้ำมันที่หลายคนยังเข้าใจผิด

ในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียด สงครามปะทุจนกระทบราคาพลังงาน สิ่งที่เรามักเห็นในโลกโซเชียลคือการหยิบตัวเลข “ค่าการตลาด (Marketing Margin)” มาพูดถึงว่าบริษัทน้ำมันรวยอู้ฟู่ แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขนี้มีไส้ในที่ซับซ้อนกว่าที่คิด และไม่ได้หมายถึงกำไรที่ไหลเข้ากระเป๋าผู้ค้าแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ค่าการตลาดไม่เท่ากับกำไรเนื้อ ๆ

ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่มองว่าค่าการตลาดคือ "กำไรสุทธิ" อาจจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงของโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศไทย เพราะ​​ตามคำจำกัดความของโครงสร้างราคาน้ำมัน ค่าการตลาดคือส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ (ที่หักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) กับราคาขายส่งน้ำมัน และยังไม่ใช่ "กำไรเนื้อๆ" ที่บริษัทน้ำมันได้รับ 

แต่เป็นเม็ดเงินที่ต้องนำไปใช้บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของระบบค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่สำคัญ 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ​1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมัน (Oil Trader) ครอบคลุมตั้งแต่ค่าขนส่งน้ำมันจากคลังไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ค่าคลังน้ำมัน ค่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้บริหารจัดการ การส่งเสริมการขายและการตลาด รวมถึงค่าบุคลากรในส่วนกลางที่ดูแลระบบซัพพลายเชนทั้งหมด

และ ​2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของผู้ประกอบการสถานีบริการ (Dealer) ที่เป็นส่วนของเจ้าของปั๊มน้ำมันที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายประจำวัน ได้แก่ ค่าจ้างพนักงานแคชเชียร์และพนักงานเติมน้ำมัน ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ต้องจ่ายตลอด 24 ชั่วโมง ค่าก่อสร้างสถานีบริการที่ใช้เงินลงทุนสูง รวมถึงค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์หัวจ่ายและถังเก็บน้ำมันให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานกฎหมาย

ดังนั้น เมื่อนำค่าการตลาดที่ปรากฏในโครงสร้างราคามาหักลบต้นทุนการจัดการทั้งสองส่วนนี้ออกแล้ว กำไรสุทธิที่เหลืออยู่ต่อลิตรจึงเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของธุรกิจ

​ทำไมค่าการตลาดไม่ปรับลงทันทีที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มจึงไม่ปรับขึ้นลงในทันที หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง คำตอบคือ “เพื่อความเสถียรของเศรษฐกิจ” ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค เนื่องจากราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในลักษณะรายนาที หากปรับราคาในประเทศตามรายวันจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในการคำนวณต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการวางแผนต้นทุนของภาคธุรกิจ นำไปสู่ความผันผวนของค่าครองชีพของผู้บริโภค

ภาครัฐและผู้ค้าจึงต้องใช้วิธีดู “ค่าเฉลี่ยเป็นช่วงเวลา (Period)” เพื่อบริหารจัดการให้ค่าการตลาดอยู่ในกรอบที่เหมาะสม (โดยประมาณ 2.00 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา) ซึ่งในช่วงที่ราคาโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผู้ค้าอาจจะได้ค่าการตลาดสูง แต่บางวันถ้าต้นทุนโลกพุ่งสูงแต่ยังปรับราคาในไทยไม่ได้ ผู้ค้าก็ต้องยอมรับค่าการตลาดที่ต่ำลงหรือขาดทุนเพื่อประคองราคาในประเทศไว้ ก่อนจะปรับตัวอีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ตัวเลข สนพ. คือ "ค่าอ้างอิง" ไม่ใช่ "ยอดจริง"

ข้อมูลค่าการตลาดที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยแพร่นั้น คือ "ตัวเลขเพื่อการอ้างอิง" ที่คำนวณจากสูตรราคากลางของภาครัฐ ไม่ใช่ตัวเลขรายได้จริงที่ผู้ค้าแต่ละรายได้รับเสมอไป ในทางปฏิบัติ  ค่าการตลาดที่ผู้ค้าได้รับจริงอาจแตกต่างจากตัวเลขอ้างอิงของภาครัฐ และในบางช่วงอาจต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าว จากการแข่งขันด้านราคาและภาระค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างจากโครงสร้างราคาวันที่ 31 มี.ค. 2026 ค่าการตลาดอ้างอิงของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 จะอยู่ที่ประมาณ 2.32 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลจะติดลบอยู่ที่ประมาณ -1.12 บาทต่อลิตร และค่าเฉลี่ยของกลุ่มน้ำมันอยู่ที่ 1.13 บาท/ลิตร โดยมีการปรับเพิ่มขึ้นและลดลงในแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นตัวเลข "ก่อนหักค่าใช้จ่าย" การมองเพียงตัวเลขเบื้องต้นโดยไม่พิจารณาต้นทุนแฝงจึงไม่อาจสะท้อนผลกำไรที่แท้จริงได้ การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้สังคมมองเห็นภาพรวมของวิกฤตพลังงานตามความเป็นจริงและสร้างความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนในโซ่อุปทานพลังงานของประเทศ

ด้วยเหตุนี้การพิจารณาตัวเลขของ สนพ. จึงไม่ใช่แค่การคำนวณรายวัน แต่จะต้องดูค่าการตลาดสะสมไปด้วย เพื่อสะท้อนตามความเป็นจริงตลอดช่วงเวลา ประกอบกับให้ดูแบบเฉลี่ยรวมแบบถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการขาย ไม่ควรเลือกดูเฉพาะรายตัว ซึ่งมีทั้งตัวที่สูงและต่ำถัวกันอยู่ ด้วยเหตุเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน เปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ ไม่สามารถปรับเป็นรายวันตามได้ เพราะจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภค และการคำนวณต้นทุนของบริษัทที่ต้องใช้น้ำมันนั่นเอง

อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจว่าค่าการตลาดไม่ใช่กำไรสุทธิ และเข้าใจถึงกลไกการปรับราคาที่เป็นค่าเฉลี่ย จะช่วยให้สังคมมองเห็นภาพรวมของวิกฤตพลังงานตามความเป็นจริง ลดความสับสนจากข้อมูลที่ไม่ได้นำต้นทุนแฝงมาคำนวณ และสร้างความเข้าใจที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนในโซ่อุปทานพลังงานของประเทศ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

JKN เร่งแจงฐานะการเงินแข็งแกร่งกำไรสุทธิครึ่งปีเติบโต 102 ล้านบาท

JKN มั่นใจ ศักยภาพธุรกิจและการเงินยังแข็งแกร่ง กำไรสุทธิครึ่งปีเติบโต 102 ล้านบาทแนวโน้มครึ่งปีหลังสดใส พร้อมรับรู้รายได้ค่าลิขสิทธิ์ประกวด MU กว่า 400 ล้านบาทนักวิเคราะห์คาด ปีนี้ ทั้งรายได้และกำไร มีแนวโน้มเติบโตได้ดี

'กรุงไทย' โชว์กำไรไตรมาสแรก 10,067 ล้านบาท โต 24%

“ธนาคารกรุงไทย” เผยผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2566 เท่ากับ 10,067ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากไตรมาสที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้รวมที่ขยายตัวได้ดี การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เดินหน้าดูแลลูกค้าทุกกลุ่มรับมือความท้าทายเศรษฐกิจ ชู 7 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร “มุ่งสร้างคุณค่า สู่ความยั่งยืน”

ดั๊บเบิ้ล เอ ยิ้มกำไรโต! ทะลุพันล้าน

ดั๊บเบิ้ล เอ เผยรวม 3 ไตรมาสกำไรสุทธิ 1,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สวนกระแสเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ พร้อมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจใหม่ วางกลยุทธ์ช่องทางการตลาดเต็มรูปแบบ ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล