
มิไคโล มูดริค ปีกจอมทักษะของ “สิงห์บลูส์” เชลซี ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่าเขาพบสารกระตุ้นในการตรวจโด๊ป แต่ยืนยันว่าตนบริสุทธิ์อย่างแน่นอน และกำลังหาสาเหตุว่าทำไมผลถึงออกมาเป็นบวก
ดาวเตะวัย 23 ปี ห่างหายจากการลงสนามให้ เชลซี ตลอด 5 เกมหลังสุดโดยที่สโมสรระบุว่าเขามีอาการป่วย กระนั้นมีข่าวออกมาว่าผลการตรวจโด๊ปของ มูดริค ออกมาเป็นบวก ซึ่งตอนนี้ เชลซี และแข้งชาวยูเครนต่างออกมายืนยันว่าพวกเขาได้รับการติดต่อจากทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ ถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว
ตามการรายงานระบุว่าผลการตรวจที่ออกมาเป็นบวกนั้นเป็นตัวอย่างแรกที่ มิไคโล มูดริค ส่งไป และตอนนี้เขากำลังรอผลตรวจของตัวอย่างที่สอง ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมายืนยันถึงความบริสุทธิ์ของเขาว่าไม่เคยตั้งใจใช้สารใดๆ และกำลังทำการตรวจสอบว่าเหตุใดผลตรวจถึงออกมาเป็นบวก
“ขอยืนยันว่าผมได้รับการติดต่อในเรื่องตัวอย่างที่ผมส่งให้เอฟเอนั้น มีสารกระตุ้นปะปนอยู่” มูดริค กล่าวผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว
“ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ผมช็อกอย่างที่สุดเพราะผมไม่เคยตระหนักเลยว่าตัวผมใช้สารต้องห้ามหรือทำผิดกฎใดๆ และผมกำลังร่วมมือกับทีมงานของผมอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้”
“ผมรู้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดและยังหวังว่าผมจะได้กลับสู่สนามในเร็วๆนี้ ผมพูดอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้เนื่องจากขั้นตอนเหล่านี้เป็นความลับ แต่ผมจะแจ้งให้ทราบทันทีที่ทำได้”
ขณะที่ เชลซี ต้นสังกัดก็ยืนยันเรื่องดังกล่าวเช่นกัน และกำลังร่วมมือกับแข้งรายนี้ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมถึงพบสารกระตุ้นในตัวอย่างของนักเตะ
รายงานในอังกฤษระบุว่าตอนนี้ มูดริค ถูกสั่งห้ามลงสนามเป็นชั่วคราว ซึ่งเป็นไปตามกฎของเอฟเอเมื่อพวกเขาได้รับผลตรวจที่เป็นบวก แต่จะยังไม่มีการตั้งข้อหาหรือตัดสินโทษ และเปิดโอกาสให้นักเตะได้หาสาเหตุ รวมไปถึงออกมาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีตัวอย่างผลการตรวจโด๊ปไม่ผ่านให้เห็นนั่นคือ พอล ป็อกบา อดีตมิดฟิลด์แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ถูกแบนเป็นเวลา 4 ปี ก่อนจะโดนลดโทษลงเหลือ 18 เดือน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เปแอสเช' ล้างแค้น 'เชลซี' ประกบคู่ 16 ทีมชปล. 'เรือใบ' ปะทะ 'ชุดขาว'
ศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก 2025/26 คลอดผลประกบคู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่า เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี 2 ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ เจองานหนัก พบ ปารีส แซงต์ แชร์แมง แชมป์เก่า และ รีล มาดริด ตามลำดับ ขณะที่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด รับมือ บาร์เซโลนา

