
สมาคมกีฬาไทย ทนไม่ไหว รวมตัวทำหนังสือประท้วงถึง "กระทรวงกีฬา" จี้ เปลี่ยนแปลงการจัดสรร "งบกองทุน" เหตุได้รับน้อยจนเดือดร้อนไปหมด "บิ๊กเอ" เผย จาก 2 พันล้าน โดนหั่นเหลือพันล้าน แถม 90 สมาคม ได้เงินจัด "ชิงแชมป์ประเทศไทย" รวมกันแค่ 10 กว่าล้าน ทำให้ส่งหนังสือถึงภาครัฐให้ช่วยจัดการ
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุม 1 คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (บ้านอัมพวัน) ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ
ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ กล่าวว่า วาระสำคัญอยู่ที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งวันนี้ท่านได้ส่ง พลตรีหญิง รัตน์ใจ ยืนยาว นักวิทยาศาสตร์การกีฬาประจำพระองค์เป็นผู้แทนพระองค์ มาประชุมแทนพร้อมได้นำกระแสรับสั่งมาถึงคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ทรงส่งกำลังใจให้คณะกรรมการทุกท่านในการทำงานด้านกีฬา และอยากให้ทำงานในรูปแบบสากลมากขึ้นมีการพัฒนาทั้งระบบ และคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาวงการกีฬาของชาติ โดยเฉพาะกีฬาที่ในอดีตเคยสร้างผลงานในระดับนานาชาติ ก็อยากให้กลับมามีผลงานอีก เหมือนเช่น ว่ายน้ำ ที่กลับมาสร้างผลงานได้ดีในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ทั้งนี้คณะกรรมการโอลิมปิคฯ จะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยฯ ที่เคยลงชิงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกับ นายธนา ไชยประสิทธิ์
ส่วนเรื่องที่ประเทศไทยจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน หรือ ยูธโอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน ครั้งที่ 5 ในปี 2030 ที่ผ่านมา ผศ.พิมล กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่เราจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะนำคณะทำงานเข้าพบกับท่านนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล)ในวันที่ 11 มีนาคมนี้ ว่าทางรัฐบาลมีความประสงค์ที่จะให้ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันหรือไม่ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบผูกพันยาวไปถึงปีที่จะจัดการแข่งขัน อันนี้ต้องแล้วแต่รัฐบาลว่าจะรับหรือไม่
"บิ๊กเอ" เผยด้วยว่า ในการประชุมมีการพูดคุยเรื่องความเดือดร้อนของสมาคมกีฬาต่างๆ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติลดลง จนไม่สามารถดำเนินกิจการต่างของสมาคมได้ โดยปกติแล้ว เงินที่ฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้รับในแต่ละปี จะอยู่ที่ราว 2 พันกว่าล้านบาท แต่ปีนี้ถูกตัดเหลือเพียงแค่พันกว่าล้าน แต่ละสมาคมจึงมีปัญหามาก แม้จะพยายามเรียกร้องขอให้พิจารณาการจัดสรรงบใหม่ แต่ก็ได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้สมาคมกีฬาต่างๆเตรียมรวมตัวกันทำหนังสือยื่นไปถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อให้เข้ามาช่วยดูและจัดสรรงบกองทุนใหม่
ประธานโอลิมปิคไทยฯ เผยว่า "หลายสมาคมเดือดร้อนมาก เพราะทางกองทุนพัฒนากีฬาได้จัดสรรงบให้ไม่พอ ซึ่งปัญหาคือทุกวันนี้ กองทุนกีฬา ไม่ใช่ กกท. โครงสร้างกองทุนได้บิดเบี้ยวไปพอสมควร คือกองทุนตัดสินใจจัดงบประมาณให้ กกท. เป็นจำนวนเท่าไหร่ ในงานอะไร ทำให้เกิดปัญหามากมาย"
"ที่เราพูดถึงก็คือฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ ซึ่งคุยกับ รองปรีชา ลาลุน (รองผู้ว่ากกท.ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ) ได้เรื่องว่า แต่เดิมต้องใช้งบประมาณ 2 พันกว่าล้านเพื่อให้ทุกสมาคม ไม่ว่าจะเป็นการจัดแข่ง ส่งแข่ง เก็บคะแบบ เงินรางวัล เก็บตัว จัดชิงแชมป์ประเทศไทย เหล่านี้ เป็นเงิน 2 พันกว่าล้าน จาก 4 พันกว่าล้าน ที่กองทุนมีในแต่ละปี แต่ปรากฏว่ากองทุนก็จัดสรรให้แค่พันกว่าล้าน ซึ่งมันไม่พอ ทำให้ทำงานไม่ได้ เมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่แล้ว ผมรับทราบมาว่าการจัดชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งทุกสมาคมต้องจัดเพื่อหานักกีฬาทีมชาติ ปรากฏว่ามีงบอยู่ 10 กว่าล้านสำหรับ 90 สมาคม"
"แน่นอนว่าเราต้องทักท้วงไปที่กองทุน ซึ่งเรามี "เสธ.ยอด" พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย (นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยกน้ำหนักฯ) เป็นตัวแทนของคณะกรรมการโอลิมปิคอยู่ในกองทุน เขาก็พยายามไปแก้ไข ลดตรงโน้น เพิ่มตรงนี้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงสุดท้ายเรื่องยังไม่จบ แม้ได้เพิ่มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ถึงจำนวนที่ควรจะได้ ที่จะทำงานได้ หลายสมาคมจึงรวมตัวกันแล้วดำเนินการเซ็นจดหมายในนามสมาคม เพราะเขาเดือดร้อน มาลงชื่อเกือบครบ 90 สมาคม เพื่อส่งไปถึงกระทรวงว่าพวกเขาเดือดร้อน หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง"
"กิจกรรมหลายอย่างจากมุมมองของเราไม่น่าจะสำคัญเท่ากับกีฬาเป็นเลิศที่ไปสร้างชื่อเสียง ทำเหรียญทองในระดับนานาชาติ ส่วนกิจกรรมที่เป็นนโยบายภาครัฐก็อยากจะฝากให้กองทุนพิจารณายับยั้งไว้ แล้วเอาเงินมาใส่ตรงนี้แทน เพื่อเอาเงินไปสนับสนุนนนักกีฬาก็ต้องรอดูต่อไป ปี 68 ก็ลำบากแล้วจากซีเกมส์ มาปี 69 ปัญหาก็ยังคาราคาซังไม่ได้รับการแก้ไข"
บิ๊กโอลิมปิคไทย ย้ำชัดไม่เห็นด้วยแนวทางโอนเงินค่าอาหารตรงสู่นักกีฬา รับควรแยกจ่ายเฉพาะเบี้ยเลี้ยง ส่วนค่าอาหารยันให้สมาคมกีฬาบริหารจัดการดีที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมดูแลจัดอาหารให้ได้ถูกต้องมีประโยชน์ตามหลักโภชนาการกีฬาครบทั้ง 3 มื้อ ซึ่งตีมูลค่าเกินงบ 300 บาทต่อวันแน่นอน ชี้การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ กองทุนฯจ่ายเงินให้ตรงเวลาไม่ให้ล่าช้าเหมือนที่ผ่านมาก็พอ
จากมติที่ประชุมบอร์ดกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ล่าสุด เห็นชอบให้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยง และ ค่าอาหาร ตรงให้แก่นักกีฬาโดยทดลองในนักกีฬาที่เข้าร่วมกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และ เอเชี่ยนบีชเกมส์ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า ความเห็นของตนในส่วนที่เป็นประธานโอลิมปิคฯ และ นายกสมาคมกีฬาเทควันโดฯ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะใน 600 บาทที่จ่ายตรงนั้น จะมีค่าอาหารอยู่ 300 บาท ในส่วนเบี้ยเลี้ยง 300 บาทก็จ่ายตรงได้ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาที่สมาคมค่อนข้างไม่เห็นด้วยในส่วนค่าอาหาร ซึ่งหลายๆสมาคม ได้นำส่วนนี้มาบริหารจัดการด้านโภชนาการให้นักกีฬา ยกตัวอย่าง เทควันโด ที่ตนดูแล ก็จะมีการนำไปจัดอาหารที่เป็นหลักตามวิทยาศาสตร์การกีฬาตามชนิดกีฬานั้นๆ และนักกีฬาก็มารับประทานร่วมกันทั้ง 3 มื้อ ซึ่งถ้าคิดตามมูลค่าอาหารนั้นเกินงบประมาณ 300 บาทของนักกีฬาอยู่แล้ว
"ผมมองว่า ปัญหาที่ผ่านมาคือการจ่ายเงินล่าช้าของกองทุนฯ มากกว่าที่ทำให้กระบวนการบริหารจัดการดูแลนักกีฬาของสมาคมฯมีปัญหา เพราะแต่ละสมาคมฯมีหน้าที่ดูแลนักกีฬา เพื่อสร้างนักกีฬาที่มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพไปสู่ความเป็นเลิศ การจ่ายเงินตรงใหเนักกีฬาโดยรวมค่าอาหารอยู่ในนี้ก็จะมีผลต่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสมาคมฯ การดูแลควบคุมอาหารก็มีปัญหา และการมาฝึกซ้อม การขาดซ้อม รวมถึงการเปลี่ยนตัวนักกีฬาก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้านเอกสาร กระบวนการโอนเงินเกินแล้วต้องทวงเงินกลับจะทำได้หรือไม่ ก็จะเป็นปัญหาตามมาอีก เป็นความยากในการทำงานของสมาคมกีฬา"
ผศ.พิมล กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าระบบจ่ายเงินของกองทุนฯแบบเดิมดีอยู่แล้ว คือโอนผ่านสมาคมกีฬา โดยเฉพาะค่าอาหาร ส่วนเบี้ยเลี้ยง 300 บาทจะโอนตรงให้นักกีฬาก็ได้ แต่กองทุนฯก็ควรปรับขั้นตอนการจ่ายให้เร็ว และตรงเวลาเพราะปัญหาที่ผ่านมาคือ การจ่ายให้นักกีฬาล่าช้า มีติดค้างหลายเดือน จนทุกสมาคมกีฬาต้องแก้ปัญหาด้วยการสำรองจ่ายให้นักกีฬาไปก่อนเหมือนเช่นซีเกมส์ที่ผ่านมา มหกรรมจบไปแล้วนักกีฬาเพิ่งจะได้รับเงินกันครบ
บิ๊กโอลิมปิคไทย ย้ำชัดไม่เห็นด้วยแนวทางโอนเงินค่าอาหารตรงสู่นักกีฬา รับควรแยกจ่ายเฉพาะเบี้ยเลี้ยง ส่วนค่าอาหารยันให้สมาคมกีฬาบริหารจัดการดีที่สุด เพราะจะสามารถควบคุมดูแลจัดอาหารให้ได้ถูกต้องมีประโยชน์ตามหลักโภชนาการกีฬาครบทั้ง 3 มื้อ ซึ่งตีมูลค่าเกินงบ 300 บาทต่อวันแน่นอน ชี้การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ กองทุนฯจ่ายเงินให้ตรงเวลาไม่ให้ล่าช้าเหมือนที่ผ่านมาก็พอ
นอกจากนี้ ผศ.พิมล ได้กล่าวถึงมติที่ประชุมบอร์ดกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ล่าสุด เห็นชอบให้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยง และ ค่าอาหาร ตรงให้แก่นักกีฬาโดยทดลองในนักกีฬาที่เข้าร่วมกีฬาเยาวชนแห่งชาติ และ เอเชี่ยนบีชเกมส์ ว่า ความเห็นของตนในส่วนที่เป็นประธานโอลิมปิคฯ และ นายกสมาคมกีฬาเทควันโดฯ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะใน 600 บาทที่จ่ายตรงนั้น จะมีค่าอาหารอยู่ 300 บาท ในส่วนเบี้ยเลี้ยง 300 บาทก็จ่ายตรงได้ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาที่สมาคมค่อนข้างไม่เห็นด้วยในส่วนค่าอาหาร ซึ่งหลายๆสมาคม ได้นำส่วนนี้มาบริหารจัดการด้านโภชนาการให้นักกีฬา ยกตัวอย่าง เทควันโด ที่ตนดูแล ก็จะมีการนำไปจัดอาหารที่เป็นหลักตามวิทยาศาสตร์การกีฬาตามชนิดกีฬานั้นๆ และนักกีฬาก็มารับประทานร่วมกันทั้ง 3 มื้อ ซึ่งถ้าคิดตามมูลค่าอาหารนั้นเกินงบประมาณ 300 บาทของนักกีฬาอยู่แล้ว
"ผมมองว่า ปัญหาที่ผ่านมาคือการจ่ายเงินล่าช้าของกองทุนฯ มากกว่าที่ทำให้กระบวนการบริหารจัดการดูแลนักกีฬาของสมาคมฯมีปัญหา เพราะแต่ละสมาคมฯมีหน้าที่ดูแลนักกีฬา เพื่อสร้างนักกีฬาที่มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพไปสู่ความเป็นเลิศ การจ่ายเงินตรงใหเนักกีฬาโดยรวมค่าอาหารอยู่ในนี้ก็จะมีผลต่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการของสมาคมฯ การดูแลควบคุมอาหารก็มีปัญหา และการมาฝึกซ้อม การขาดซ้อม รวมถึงการเปลี่ยนตัวนักกีฬาก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้านเอกสาร กระบวนการโอนเงินเกินแล้วต้องทวงเงินกลับจะทำได้หรือไม่ ก็จะเป็นปัญหาตามมาอีก เป็นความยากในการทำงานของสมาคมกีฬา"
ผศ.พิมล กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าระบบจ่ายเงินของกองทุนฯแบบเดิมดีอยู่แล้ว คือโอนผ่านสมาคมกีฬา โดยเฉพาะค่าอาหาร ส่วนเบี้ยเลี้ยง 300 บาทจะโอนตรงให้นักกีฬาก็ได้ แต่กองทุนฯก็ควรปรับขั้นตอนการจ่ายให้เร็ว และตรงเวลาเพราะปัญหาที่ผ่านมาคือ การจ่ายให้นักกีฬาล่าช้า มีติดค้างหลายเดือน จนทุกสมาคมกีฬาต้องแก้ปัญหาด้วยการสำรองจ่ายให้นักกีฬาไปก่อนเหมือนเช่นซีเกมส์ที่ผ่านมา มหกรรมจบไปแล้วนักกีฬาเพิ่งจะได้รับเงินกันครบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นานๆเห็นด้วย เทพไท หนุนแยกกระทรวงกีฬา เป็นเอกเทศ
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า นานๆจะเห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทยสักครั้ง

