
4 ก.พ.2569 - การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 อย่างเห็นได้ชัด หากการเลือกตั้งครั้งก่อนถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสทางการเมืองที่พุ่งแรงและรวมศูนย์ การเลือกตั้งครั้งนี้กลับไม่มีแรงส่งแบบเดียวกัน และผลลัพธ์ไม่สามารถอธิบายด้วยพรรคการเมืองเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
ในภาพรวมระดับประเทศ สมการการเมืองไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางของชัยชนะขาด แต่ขยับไปสู่คำถามว่า พรรคใดจะสามารถรวบรวมเสียงได้มากพอ และพรรคใดจะกลายเป็นตัวแปรในการจัดสมดุลอำนาจหลังการเลือกตั้ง ภายใต้เงื่อนไขนี้ พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่ามีความพร้อมเชิงโครงสร้างในหลายพื้นที่ ขณะที่พรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งปัจจุบันคือพรรคประชาชน ยังคงเป็นผู้เล่นหลัก แต่ไม่สามารถตั้งต้นจากบรรยากาศทางการเมืองแบบเดิมได้อีก
ชัยชนะของพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เกิดขึ้นจากเงื่อนไขเฉพาะของช่วงเวลานั้น กระแสเบื่อการเมืองแบบเดิม ความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง และอารมณ์ร่วมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมืองหลวง หลอมรวมกันจนเกิดผลลัพธ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผลการเลือกตั้งที่ออกมา โดยพรรคก้าวไกลกวาดที่นั่งในกรุงเทพฯ ได้ถึง 32 จาก 33 เขต จึงสะท้อนพลังของกระแสมากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างฐานเสียงของเมืองหลวงอย่างถาวร
เมื่อเงื่อนไขทางการเมืองไม่เหมือนเดิม คำถามของการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่ว่า พรรคประชาชนยังได้รับความนิยมอยู่หรือไม่ แต่คือ พรรคประชาชนจะรักษาความได้เปรียบเชิงเขตจากการเลือกตั้งครั้งก่อนได้มากเพียงใด ในวันที่ตัวเลือกทางการเมืองเพิ่มขึ้น และผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับมาใช้การเปรียบเทียบเชิงเหตุผลมากขึ้น
กรุงเทพมหานครในอดีตไม่ได้เป็นพื้นที่ของพรรคเดียว หากมองย้อนก่อนปี 2566 เมืองหลวงคือสนามแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ประชาธิปัตย์เคยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง เคยแพ้ และเคยแข่งขันอย่างสูสีกับพรรคใหญ่หลายยุคสมัย
การพ่ายแพ้อย่างหนักของประชาธิปัตย์ในปี 2566 จึงควรถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะ ไม่ใช่การหายไปของฐานเสียงเมืองหลวงทั้งหมด ฐานการเมืองเดิมจำนวนไม่น้อยยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกกลบด้วยบรรยากาศทางการเมืองในช่วงเวลานั้น
เมื่อการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้อยู่ภายใต้กระแสเดียวกัน สนามกรุงเทพจึงกลับมาเป็นการแข่งขันในระดับเขต วัดกันที่จำนวนคะแนนจริง ไม่ใช่แรงกระเพื่อมในภาพใหญ่ของประเทศ
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ในภาพรวมประเทศ โดยเฉพาะในภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเดิมที่ไม่เคยหายไป เพียงแต่อ่อนแรงลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การกลับมามีบทบาทของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วยดึงความเชื่อมั่นของฐานเสียงเดิมกลับมาอีกครั้ง และทำให้ประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ในสมการทางการเมืองระดับชาติ
แรงสะเทือนจากภาคใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับภูมิภาค แต่ส่งผลต่อภาพรวมของพรรคในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมืองหลวง กรุงเทพมหานครคือพื้นที่ที่ประชาธิปัตย์คุ้นเคยมานาน เคยชนะ เคยแพ้ และเคยสูสีกับพรรคใหญ่หลายยุค ความคุ้นชินนี้ทำให้พรรคกลับมาเป็นตัวเลือกที่ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังคงได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและเสถียรภาพ แม้จะไม่เคยปักธงในสนามกรุงเทพมาก่อน แต่ในการเลือกตั้งที่กระแสไม่รวมศูนย์เช่นนี้ ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่พรรคจะมีผู้สมัครบางเขตซึ่งสอดแทรกขึ้นมาเป็นตัวแข่งขันได้จริงเป็นครั้งแรก
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองก็ยังไม่อาจถูกมองข้าม ในบางเขตที่มีฐานเสียงเดิมและเครือข่ายพื้นที่เข้มแข็ง โอกาสในการทวงพื้นที่คืนก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่การกลับมาครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้สนามที่การแข่งขันเปิดกว้างมากขึ้น และไม่มีพรรคใดครองความได้เปรียบแบบเบ็ดเสร็จ
จุดสำคัญของสนามกรุงเทพในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่ว่าแชมป์เก่าจะได้คะแนนมากหรือน้อยลง แต่อยู่ที่ว่า คะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เลือกแชมป์เก่า จะไหลไปในทิศทางใด และรวมตัวกันได้หรือไม่
พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพจำนวนหนึ่ง สะท้อนว่าการตัดสินใจยังคงผูกอยู่กับ “ภาพแทนของพรรค” มากกว่าตัวผู้สมัครในแต่ละเขต การเลือกตั้งจึงเป็นการปักธงทางความคิด มากกว่าการชั่งน้ำหนักคุณสมบัติรายบุคคลเพียงอย่างเดียว
จากการประเมินของผู้ติดตามสนามเลือกตั้งในพื้นที่ หลายเขตของกรุงเทพถูกมองว่าเป็นเขตแข่งขันที่มีคะแนนใกล้เคียงกัน โดยส่วนต่างแพ้ชนะอาจอยู่ในระดับหลักร้อยหรือหลักพันคะแนน ภายใต้สมมติฐานเช่นนี้ หากคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เลือกแชมป์เก่ากระจายไปยังผู้สมัครหลายพรรคในเขตเดียวกัน โอกาสที่แชมป์เก่าจะยังรักษาที่นั่งไว้ได้ก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้น แม้คะแนนรวมจะลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนก็ตาม
หากสถานการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายเขต ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แชมป์เก่ายังคงรักษาที่นั่งส่วนใหญ่ไว้ได้ หรือมีผลงานใกล้เคียงกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ตามกลไกของระบบเขตเลือกตั้ง
ความซับซ้อนของสนามกรุงเทพยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อแนวทางของพรรคประชาชน ทั้งในมิติความมั่นคง ประสบการณ์บริหาร และการจัดการเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันยังไม่สามารถหาคำตอบร่วมกันได้ว่า ตัวเลือกใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนผลลัพธ์ในเชิงเขต
พรรคการเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย หรือเพื่อไทย ต่างมีศักยภาพในบางพื้นที่ แต่ไม่ใช่ทุกเขตจะมีผู้สมัครที่สามารถขึ้นมาเป็นคู่แข่งขันหลักกับแชมป์เก่าได้จริง ความลังเลและการตัดสินใจที่แตกต่างกันในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งมีรสนิยมทางการเมืองใกล้เคียงกัน จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์
จากการติดตามความเคลื่อนไหว พบว่ามีผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ 10 เขตในกรุงเทพมหานคร ที่ถูกจับตามองในฐานะเขตแข่งขันสูง ได้แก่ เขต 1 พีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี เบอร์ 9 เขต 2 เจษฎา เลิศธนสาร เบอร์ 11 เขต 3 อภิมุข ฉันทวานิช เบอร์ 3 เขต 4 พงศกร ขวัญเมือง เบอร์ 1 และเขต 6 ศิริภา อินทวิเชียร เบอร์ 5
ในเขตลักษณะนี้ ตัวผู้สมัคร ความคุ้นชินในพื้นที่ และความสามารถในการรวบรวมคะแนนให้ไปอยู่กับตัวเลือกเดียว มีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าความนิยมในระดับภาพรวมของทั้งเมือง
ผู้สมัครประชาธิปัตย์ในเขตแข่งขันสูงที่เหลือ ได้แก่ เขต 9 วิเวียน จุลมนต์ เบอร์ 1 เขต 21 กิตพล เชิดชูกิจกุล เบอร์ 14 เขต 23 วีร์ ศรีวราธนบูลย์ เบอร์ 17 เขต 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ เบอร์ 13 และเขต 33 เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร เบอร์ 8
ในสนามที่การแข่งขันมีลักษณะเช่นนี้ การเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงการแสดงความนิยมต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นการตัดสินใจที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ในระดับเขตอย่างแท้จริง หากคะแนนยังคงกระจัดกระจาย แม้บรรยากาศความไม่พอใจต่อแชมป์เก่าจะมีอยู่ ผลลัพธ์ในเชิงจำนวนที่นั่งอาจไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
กรุงเทพมหานครจึงกลายเป็นสนามที่ผลลัพธ์ไม่ได้ถูกกำหนดล่วงหน้า แต่ถูกตัดสินจากการชั่งน้ำหนักของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขต ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อสมดุลทางการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กางโผ 'ครม.อนุทิน 2' สะเด็ดน้ำ 35 คน 'บวรศักดิ์' ไม่ได้ไปต่อ 'พปชร.' ชวดเก้าอี้
กางโผ "ครม.อนุทิน 2" ลงตัวแล้ว 35 คน เหลือลุ้นอีก 1 ชื่อ ยังไม่สรุป ขณะที่ "บวรศักดิ์" ไม่ได้ไปต่อเหตุมติ กก.บห. ภูมิใจไทยไม่ได้เสนอชื่อ
'เพื่อไทย' หารือภูมิใจไทย เตรียมพร้อมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา
“ภท.-พท.” ถกนโยบาย ก่อนเตรียมแถลงต่อสภาฯ “มนพร” เผยเพื่อไทยดูด้านสังคมเป็นหลัก ขณะที่ “เผ่าภูมิ” บอกขอหารือก่อนมีนโยบายไหนได้ไปต่อบ้าง ย้ำต้องปรับให้กลมกล่อม - สอดคล้องกัน เพื่อให้ได้นโยบายที่สุดที่สุด
ปชป. เปิดตัว 'จับตา' แพลตฟอร์มชี้เป้าของแพง ยื่นญัตติด่วนแก้วิฤตน้ำมัน
'ปชป.' เปิดตัวแพลตฟอร์ม 'จับตา' ชี้เป้าของแพง 'กรณ์' ข้องใจจับไอ้โม่งน้ำมันไม่ได้ จ่อยื่นญัตติด่วน ถกสภาแก้วิกฤตพลังงาน-สินค้าราคาพุ่งพุธนี้
อุ้ย! 'สาธิต' ลั่นถ้า 'ปชป.' เป็นแกนนำรัฐบาล ภาพต่อคิวเติมน้ำมันจะไม่เกิดขึ้น เหตุไม่ต้องเกรงใจทุน
สาธิต แชร์ภาพรถต่อคิวยาวเพื่อเติมน้ำมัน ระบุถ้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลตอนนี้ ภาพและเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น
เอ๊ะ! 'นิพิฏฐ์' บอกถึงใคร ถ้ารวยกันพอแล้ว ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ข้อความสั้นสื่อไปถึงใคร 'ถอนทุนกันพอแล้ว ปล่อยน้ำมันให้ประชาชนเถอะ'
'สุชาติ' ให้ทนายถอนฟ้อง 'หทัยรัตน์' วันจันทร์นี้ ยันไม่คิดฟ้องสื่อ แต่เหตุเกิดในช่วงเลือกตั้งได้รับผลกระทบ เผยถ้าสื่อบริสุทธิ์ใจเป็นกลางก็ไม่อยากเอาความ
นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.เขต 1 จ.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงกรณียื่นฟ้อง น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ในข้อหาหมิ่นประมาททำให้เกิดความเสียหายจากการเสนอข่าวรับสินบนแรงงานเบอร์รี่

