น้ำท่วมภาคใต้ เลิกโทษ 'ฟ้าฝน' เพราะนี่คือ 'ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง' ที่ต้องแบกรับซ้ำซาก!

crภาพ:กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

26 พ.ย. 2568- "ภู สันเย็น" เผยแพร่บทความ เรื่อง น้ำท่วมภาคใต้: เลิกโทษ “ฟ้าฝน” เพราะนี่คือ “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องแบกรับซ้ำซาก! มีเนื้อหาดังนี้

พอมรสุมเข้า พฤศจิกา-ธันวา มาถึงคนใต้ก็รู้ชะตากรรม
ภาพเดิมๆ ฉายซ้ำเหมือนหนังม้วนเก่า นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส จมอยู่ใต้มวลน้ำมหาศาล ข้าราชการรีบลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ นักการเมืองลุยน้ำโชว์ตัวถ่ายรูป แถลงข่าวว่า “เราจะเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด”

พอฝนหยุด น้ำลด ถนนแห้ง ทุกอย่างก็จบ... รอให้ปีหน้าวนกลับมาเจอกันใหม่
คำถามที่คนใต้และคนไทยทั้งประเทศควรตะโกนถามดังๆ คือ “เราจะต้องอยู่กันแบบนี้ไปจนตายหรือ?”

น้ำท่วมภาคใต้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่แค่เพราะฝนตกหนักผิดปกติ และไม่ใช่แค่เรื่องของเวรกรรม แต่มันคือ “ใบเสร็จ” ที่ฟ้องความล้มเหลวของการพัฒนาประเทศ ความมักง่ายของการวางผังเมือง และระบบราชการที่ต่างคนต่างทำจนเละเทะ

บทความนี้จะพาคุณไปถอดรหัสว่า ทำไมน้ำท่วมภาคใต้ถึงแก้ไม่หาย และทำไมการแจกถุงยังชีพถึงไม่ใช่คำตอบของปัญหานี้อีกต่อไป

1. เมื่อเราสร้างเมืองขวางทางเดินของ “ยักษ์” (ธรรมชาติ)
ก่อนจะโทษใคร เราต้องยอมรับความจริงทางภูมิศาสตร์ก่อนว่า ภาคใต้ของเรานั้น “ธรรมชาติออกแบบมาให้เป็นทางน้ำผ่าน”

ลองจินตนาการภาพด้ามขวาน ด้านขวาคืออ่าวไทย ด้านซ้ายคืออันดามัน ตรงกลางคือเทือกเขา พอหน้ามรสุม ลมตะวันออกเฉียงเหนือหอบน้ำฝนมาปะทะเขา น้ำก็ต้องไหลลงที่ต่ำเพื่อออกทะเล โดยมีพื้นที่ทุ่งราบและพรุคอยรับน้ำ (แก้มลิงธรรมชาติ)

ในอดีต: น้ำมาตามฤดู หลากทุ่งแล้วก็ลงทะเล วิถีชีวิตคนใต้คือ “บ้านยกใต้ถุนสูง” เราอยู่กับน้ำได้ น้ำมาเราพายเรือ น้ำลดเราทำนา

แต่ปัจจุบัน: เราพยายามฝืนธรรมชาติ เราถมที่ลุ่มต่ำ สร้างหมู่บ้านจัดสรร สร้างนิคมอุตสาหกรรม และปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างยางและปาล์มทับลงไปในพื้นที่ที่เคยเป็นทางระบายน้ำ
ผลที่ได้คืออะไร?

น้ำไม่มีที่ไป จากที่เคยไหลลงทุ่ง ตอนนี้ไหลเข้าบ้านจัดสรร และน้ำไหลแรงขึ้น เพราะไม่มีป่าไม้คอยซับน้ำ พื้นดินกลายเป็นคอนกรีต น้ำจึงพุ่งเข้าเมืองเหมือนเขื่อนแตก ขณะที่น้ำขังนานเพราะทางออกสู่ทะเลถูกปิดกั้นด้วยสิ่งปลูกสร้าง

นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ 100% แต่มันคือ “ภัยจากการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง” ที่มนุษย์สร้างขึ้นเองกับมือ
ถนนกั้นน้ำ-คลองตื้นตัน ผลงานชิ้นเอกของระบบ “ต่างคนต่างทำ” เคยสังเกตไหม? ถนนบางเส้นที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ กลับกลายเป็น “เขื่อน” กั้นน้ำชั้นดี

นี่คือปัญหาคลาสสิกของระบบราชการไทยที่ทำงานแบบแยกส่วนที่ไร้การบูรณาการอย่างสิ้นเชิง
กรมทางหลวง มีหน้าที่สร้างถนนให้รถวิ่งสะดวก ก็ถมถนนให้สูงๆ เข้าไว้ แต่มักลืมไปว่าถนนนั้นขวางทางน้ำเดิม หรือวางท่อระบายน้ำไว้เล็กนิดเดียว

กรมชลประทาน ดูแลเขื่อน ดูแลคลองส่งน้ำ พยายามจัดการน้ำตามหน้าที่ ท้องถิ่น (เทศบาล/อบต.): ดูแลท่อระบายน้ำหน้าบ้านเรา ซึ่งระบายลงคลองสาธารณะ กรมป่าไม้/อุทยาน: ดูแลต้นน้ำบนเขา

ปัญหาคือ 4 หน่วยงานนี้ “คุยกันน้อยมาก” บางครั้งกรมทางหลวงสร้างถนนขวางทางระบายน้ำของกรมชลฯ บางครั้งท้องถิ่นถมที่สร้างสวนสาธารณะทับแก้มลิงธรรมชาติ บางครั้งต้นน้ำถูกบุกรุกแต่ปลายน้ำไม่รู้เรื่อง เมื่อเกิดน้ำท่วม ต่างคนก็ต่างโยนกลอง “ท่อตันเป็นเรื่องของเทศบาล” “น้ำล้นตลิ่งเป็นเรื่องของกรมชล”“ถนนขวางน้ำเป็นเรื่องของกรมทางฯ”

สุดท้าย ประชาชน คือผู้รับกรรมที่ต้องนั่งวิดน้ำออกจากบ้าน ในขณะที่หน่วยงานรัฐทำได้แค่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

อาวุธยุค “สงครามโลก” เอามาสู้กับ “ภัยพิบัติยุคดิจิทัล”
เรากำลังเผชิญกับ ภาวะโลกร้อน ที่ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฝนตกหนักขึ้น ปริมาณฝนที่เคยตกทั้งเดือน อาจถล่มลงมาภายใน 3 วัน ขณะที่น้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำจากแม่น้ำระบายออกทะเลได้ยากขึ้น

แต่หันมาดูอาวุธที่เราใช้สู้กับน้ำท่วม เรายังใช้ท่อระบายน้ำขนาดเท่าเดิมที่วางแผนไว้เมื่อ 30-40 ปีก่อน เรายังใช้ระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำที่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง เรายังใช้การพยากรณ์อากาศแบบกว้างๆ ที่ไม่เจาะจงพื้นที่

พูดง่ายๆ คือ “เรากำลังใช้โครงสร้างพื้นฐานยุคเก่า มารับมือกับภัยพิบัติยุคใหม่” มันจึงไม่ต่างอะไรกับการเอาดาบไปสู้กับปืนกล ผลลัพธ์จึงจบลงที่ความพ่ายแพ้ทุกครั้ง

ทางออก เลิกแก้ผ้าเอาหน้ารอด แล้ว “ผ่าตัดโครงสร้าง” ทันที
การแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ถ้าจะทำให้จบจริง ต้องไม่ใช่แค่การของบประมาณมาขุดลอกคูคลองทุกปี หรือแจกถุงยังชีพตอนน้ำท่วมมิดหัวแล้ว แต่ต้องเป็นการ “จัดการเชิงระบบ”

นี่คือข้อเสนอ 4 ข้อที่รัฐบาลและคนในพื้นที่ต้องกล้าทำ:
1) คืนที่ให้น้ำอยู่ ต้องยอมรับความจริงว่า เราเอาชนะน้ำไม่ได้ ต้องเลิกถมที่มั่วซั่ว พื้นที่ไหนเป็นทางน้ำหลาก ตามธรรมชาติ ต้องประกาศห้ามก่อสร้างขวางทางน้ำเด็ดขาด ต้องมีพื้นที่ “แก้มลิง” แห่งใหม่ เพื่อพักน้ำก่อนปล่อยลงทะเล การขยายเมืองต้องดูทิศทางน้ำ ไม่ใช่ดูแค่ราคาที่ดิน

2) ผังเมืองต้องศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่กระดาษเปื้อนหมึก กฎหมายผังเมืองต้องบังคับใช้จริงจัง ห้ามเปลี่ยนสีผังเมืองตามใจนายทุน พื้นที่สีเขียว (เกษตร/รับน้ำ) ต้องรักษาไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้หมู่บ้านจัดสรรผุดขึ้นกลางทุ่งรับน้ำ แล้วมาเรียกร้องให้รัฐระบายน้ำให้

3) ตั้งศูนย์บัญชาการ “Single Command” ที่มีอำนาจจริง เลิกทีเถอะ ระบบที่กรมชลฯ จะเปิดประตูน้ำต้องรอหนังสือราชการ หรือท้องถิ่นจะขุดลอกคลองต้องรออนุญาตข้ามปี

ภาคใต้ต้องการ “องค์กรบริหารจัดการลุ่มน้ำ” ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ สั่งการได้ทั้ง กรมชลฯ กรมทางฯ และท้องถิ่น ในเวลาวิกฤติ และต้องเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเดียวกัน (Big Data) ไม่ใช่ต่างคนต่างถือข้อมูลคนละชุด

4) เทคโนโลยีต้องพัฒนาให้ทันสมัย ในยุคนี้เราต้องมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำระดับหมู่บ้าน ต้องมีเรดาร์ ตรวจจับกลุ่มฝนที่แจ้งเตือนล่วงหน้าได้จริง และมีระบบจำลองสถานการณ์ ว่าถ้าน้ำมาเท่านี้ พื้นที่ไหนจะท่วมบ้าง เพื่อให้ชาวบ้านเตรียมตัวทัน ไม่ใช่รอให้น้ำเข้าห้องนอนแล้วค่อยประกาศเตือน

อย่ายอมจำนนต่อคำว่า “ภัยธรรมชาติ” พี่น้องชาวใต้ครับ การที่น้ำท่วมบ้านเราทุกปี มันไม่ใช่เรื่องปกติ การที่เราต้องขนของหนีน้ำทุกปลายปี มันไม่ใช่ประเพณี

มันคือ “สัญญาณเตือน” ว่าการพัฒนาประเทศที่ผ่านมานั้นล้มเหลว เรามุ่งแต่ตัวเลข GDP มุ่งแต่สร้างสิ่งปลูกสร้าง จนลืมเคารพกฎของธรรมชาติ และลืมสร้างระบบบริหารจัดการที่ยั่งยืน
ถ้ารัฐบาลยังแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือรอให้น้ำท่วม แล้วของบเยียวยา

ปีหน้า... และปีต่อๆ ไป เราก็จะต้องมานั่งดูข่าวเรื่องเดิมๆ ความสูญเสียเดิมๆ กันอีก
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกมองน้ำท่วมเป็นแค่ “เวรกรรม”

แต่ต้องมองให้เห็นว่านี่คือ “ปัญหาระดับโครงสร้าง” ที่ต้องการการผ่าตัดใหญ่ ไม่ใช่แค่การแปะพลาสเตอร์ยา เพราะคนใต้... ต้องการ “อนาคตที่ปลอดภัย” ไม่ใช่แค่ “ถุงยังชีพ” เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หาดใหญ่ระทึก! ปภ. เตือนฝนถล่มซ้ำ ระวังน้ำท่วม ขยะยังค้างเต็มเมือง

บรรยากาศกลางเมืองหาดใหญ่เริ่มมีชีวิตชีวา แต่ยังคงมีความกังวลปกคลุม หลังหลายหน่วยงานเร่งเคลียร์ขยะน้ำท่วมค้างเมือง ขณะที่ ปภ. ออกประกาศด่วนเตือนฝนตกหนักระลอกใหม่ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม

ดุสิตโพลชี้ประชาชนมองภาพการเมืองไทยแย่ลง

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การเมืองไทยในปี 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,194 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองภาพรวมการเมืองไทยตลอดปี 2568 แย่ลง

เทศบาลเมืองคอน ขึ้นธงเหลือง เตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วม

เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภายใต้การนำของ ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายและปักธงสัญลักษณ์แจ้งเตือนภัยบริเวณสะพานข้ามคลองในเขตเทศบาล เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่ง

รัฐบาลเผยโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้แล้วกว่า 7 แสนครัวเรือน วงเงินกว่า 6 พันล้านบาท

รัฐบาล เผยความคืบหน้าโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้แล้วกว่า 700,000 ครัวเรือน วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท กำชับเร่งเดินหน้าช่วยเหลือ ปชช.ต่อเนื่อง แนะ ปชช.รีบผูกพร้อมเพย์รับเงินเยียวยา