5 มีนาคม 2569 - ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โพสต์เฟซบุ๊ก วิเคราะห์สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 โดยระบุว่า ก้าวเข้าสู่วันที่ 6 ของวิกฤตการณ์สงครามสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน แม้จะมีความพยายามในการหาทางลง แต่พลวัตบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด วันนี้อยากลองมาเขียน Note ผ่านคำถามที่เสริมเติมมาในสมการของสงครามตั้งแต่เมื่อวาน
คำถามที่ 1 คือ ทำไม "ชาวเคิร์ด" จึงเป็นกลุ่มที่มักถูกติดอาวุธในสมรภูมิตะวันออกกลาง และล่าสุดในกรณีอิหร่าน?
ชาวเคิร์ดคือ "ชนชาติที่ไร้รัฐ" ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีประชากรกระจายตัวอยู่ในพรมแดนรอยต่อของ 4 ประเทศหลัก คือ อิหร่าน อิรัก ซีเรีย และตุรกี การดึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความคับแค้นทางประวัติศาสตร์จากการถูกรัฐบาลกลางกดขี่มาเป็นตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ คือยุทธวิธีคลาสสิกของสงครามตัวแทน
ยุทธวิธีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเรามองย้อนกลับไป มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เคยใช้โมเดลนี้มาแล้วอย่างชัดเจนในสมรภูมิซีเรียผ่านการติดอาวุธและสนับสนุนกองกำลังชาวเคิร์ด (เช่น YPG/SDF) เพื่อสู้รบในพื้นที่ ซึ่งแม้จะตอบโจทย์ทางยุทธวิธีของมหาอำนาจได้ดี แต่ก็สร้างความซับซ้อนตามมามหาศาล
ในกรณีของการโจมตีอิหร่านล่าสุด การเลือกติดอาวุธให้กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในพื้นที่ตะวันตกของอิหร่าน จึงอาจเป็นไปเพราะต้องการบีบให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ต้องพะว้าพะวง ดึงสรรพกำลังที่ควรใช้รับมือกับภัยคุกคามภายนอก (สหรัฐฯ/อิสราเอล) กลับมาปราบปรามความไม่สงบภายในประเทศแทน เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงจากภายใน
ขณะเดียวกัน โมเดลเดียวกับที่เคยทำในซีเรียนี้ จะไปกระตุก Security Dilemma ของประเทศเพื่อนบ้านทันที โดยเฉพาะ "ตุรกี" (ซึ่งกำลังพยายามรับบทคนกลาง) เพราะตุรกีมองว่าการติดอาวุธให้ชาวเคิร์ดที่ใดก็ตาม คือภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติของตน การใช้ไพ่ชาวเคิร์ดจึงเป็นยุทธวิธีที่ได้ผลสูงในการตัดกำลังอิหร่าน แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้พันธมิตรในภูมิภาคแตกแยกเช่นกัน
คำถามที่ 2 คือ ทำไมวุฒิสภาของสหรัฐฯ ถึงมีมติ "ไม่เห็นด้วย" กับการยุติสงคราม?
หลายคนคาดหวังว่าการเมืองภายในสหรัฐฯ จะเป็น "เบรกฉุกเฉิน" ดึงวอชิงตันออกจากสงคราม แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เหตุผลสั้นๆ คือ โครงสร้างของสภาคองเกรสในปัจจุบัน วุฒิสภา ครองเสียงข้างมากโดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนยุทธศาสตร์นี้ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มตินี้ผ่านวุฒิสภาไปได้ด้วยปาฏิหาริย์ ก็จะต้องไปถูกปัดตกในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) อยู่ดี
นี่คือสภาวะชะงักงันทางการเมือง ที่ชี้ให้เห็นว่า "ปัจจัยเอื้อเชิงโครงสร้างภายในสหรัฐฯ" อาจไม่สามารถพึ่งพาได้ในเวลานี้ การจะดึงสหรัฐฯ ออกจากสงครามคงต้องรอปัจจัยแทรกซ้อนอื่น เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือแรงกดดันมหาศาลจากมหาอำนาจภายนอก หรือ การยอมจากฝั่งอิหร่าน (ซึ่งในวันนี้ถ้าดูแล้วอาจจะยังยาก)
คำถามที่ 3 คือ ทำไมหลายชาติที่ถูกอิหร่านโจมตี ถึงทำแค่ "ขู่" แต่ยังไม่ตอบโต้ด้วยกำลังทหารจริงๆ?
นี่อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกเพียงไม่กี่อย่างในวิกฤตนี้ ประเทศอ่าวอาหรับที่ได้รับผลกระทบจากการถูกอิหร่านโจมตี (ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ) เลือกใช้ยุทธศาสตร์ Rhetorical Deterrence แทนการตอบโต้ทางทหาร รัฐเหล่านี้ประเมินด้วยหลักการเลือกอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้วว่า การกระโจนเข้าร่วมวงสงครามเต็มรูปแบบ จะเปลี่ยนประเทศที่มั่งคั่งของตนให้กลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อ vision 2030 ที่วางกันไว้
การจำกัดท่าทีเช่นนี้ ในแง่หนึ่งช่วยทำหน้าที่ควบคุมการยกระดับความรุนแรง ทำให้พื้นที่สงครามยังคงถูกจำกัดวง ไม่ขยายตัวออกไปทั่วทั้งภูมิภาค โดยมีเพียง "เลบานอน" เท่านั้นที่กลายเป็นแนวรบที่สองอย่างชัดเจนจากการปะทะทางอาวุธกันไปมาของกลุ่มฮิซบุลเลาะห์และอิสราเอล และได้แต่หวังว่าท่าทีจะยังคงเป็นแบบนี้ แม้ว่าหากมีการโจมตีกลับก็เข้าใจได้เลยเพราะรอบนี้ทุกรัฐต่างโดนโจมตีในระดับที่ไม่น้อยเลย
ส่วนตุรกีที่เมื่อวานได้มีการสกัดกั้นการโจมตีไปได้นั้น ก็เริ่มมีมาตรการ "ชวนคุย" แบบตรงไปตรงมากับอิหร่านให้เห็น แถมแอรโดก์อานอยู่ๆ ก็แชร์วิดีโออาวุธสงครามของตุรกี แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าอาจจะไม่ใช่จรวดที่มุ่งมาตุรกีแต่เล็งไปที่ไซปรัส
คำถามที่ 4 คือ ทำไมอิหร่านจึงต้อง "สู้สุดตัว" และทำไมสงครามนี้จึงจบลงไม่ได้ง่ายๆ?
สำหรับรัฐอิหร่าน อาจหมายถึง "ภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของรัฐ" เมื่อเป้าหมายของศัตรูคือการทำลายล้างระบอบ (แม้ว่าสหรัฐจะเริ่มไม่พูดถึงเรื่องนี้เพราะดูจะทำให้คนไม่เห็นด้วยเยอะ และกลับไปใช้เหตุผลเรื่องความพยายามเรื่องอาวุธนิวเคลียร์) สำหรับอิหร่านสมรภูมินี้จึงกลายเป็นเกมที่ผู้แพ้อาจต้องสูญเสียทุกสิ่งเหมือนที่เคยเห็นบทเรียนในหลายประเทศมาก่อนแล้ว เมื่อไม่มีที่ว่างให้ถอย รัฐอิหร่านจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องงัดทุกสรรพกำลัง ทั้งกองกำลัง IRGC การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฯลฯ มาสู้จนหยดสุดท้าย การเจรจาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมองว่าตนเองกำลังจะถูกกวาดล้างจนสูญพันธุ์
จากสถานการณ์ทั้ง 4 ข้อนี้ ยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดเจนตามบทวิเคราะห์ของ Prof. Ian Johnstone นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ชี้ให้เห็นถึงความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้
ในอดีต (เช่น สงครามอิรัก 2003) มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ยังคงพยายามหาข้ออ้างทางกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง แม้จะเป็นเพียง Hypocrisy แต่มันก็ยังเป็นการส่งสัญญาณว่ากติกาโลกยังมีอยู่ แต่ในสงครามครั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่แม้แต่จะพยายามหาข้ออ้างทางกฎหมายใดๆ มารองรับ
เราจึงอาจไม่ได้อยู่ในโลกที่ "อำนาจคือความถูกต้อง" (Might makes right) เท่านั้น แต่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "ไม่มีคำว่าความถูกต้อง มีเพียงแค่อำนาจเท่านั้น" (No right, only might)
เมื่อวานเหตุการณ์ที่สะท้อนบทวิเคราะห์นี้ที่ชัดที่สุดเห็นจะเป็นว่าสหรัฐฯ ตอนนี้ไม่แคร์ถึงกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องน่านน้ำสากลเสียด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุด แม้เราจะวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์แบบวันต่อวัน แต่ในสงครามที่ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้ เราได้แต่หวังว่าปัจจัยแทรกซ้อนบางอย่างจะสุกงอมมากพอที่จะดึงทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผบ.ทร. เตรียมแผนสอง อพยพคนไทยในอิหร่านทางเรือ หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นปิดน่านฟ้า
ผบ.ทร. เตรียมแผนสอง อพยพคนไทยในอิหร่านทางเรือ หากสถานการณ์ รุนแรงจนปิดน่านฟ้า
นายกฯ เชิญ 'วันนอร์' ถกปมสงครามตะวันออกกลาง!
'พิพัฒน์' พา 'วันนอร์' ขึ้นตึกไทยคุย 'นายกฯ' ปมสงครามตะวันออกกลาง มองรัฐบาลวางตัวเหมาะสม - เป็นกลาง
'ดร.เลอพงษ์' เผยชาวสหรัฐไม่ต้องการทำสงครามกับอิหร่าน เพื่อปกป้องอิสราเอล
ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด อาจารย์มหาวิทยาลัยในอิหร่าน และนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางว่า ชาวสหรัฐไม่เอาสงครามเพื่ออิสราเอล Brian McGuinness อดีตนาวิกโยธินสหรัฐ ยืนตระหง่านในสภาคองเกรสประกาศสิ่งที่อยู่ในใจชาวสหรัฐนับล้า
'ผศ.ดร.นพดล' ออกบทความเตือนระวังภัยไซเบอร์จากสงครามตะวันออกกลาง!
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กองกำลังภาคพื้นดินรุกคืบไปข้างหน้า
การโจมตีเลบานอนของอิสราเอลเข้าสู่วันที่สี่ในวันพฤหัสบดี หลังจากกองกำลังอิสราเอลรุกคืบเข้าไปในเมืองชายแดนหลายแห่งและทำการโจมตีทางอากาศโดยมีเป้าหมายที่กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลลาห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
เมียร่ำไห้ สงสารผัวยังไม่กลับไทย ยอมเสี่ยงทำงานในอิสราเอล หาเงินใช้หนี้
เมียแรงงานชาวบุรีรัมย์ ถึงกับน้ำร้องไห้เพราะเป็นห่วงและสงสารสามี ยอมเสี่ยงชีวิตทำงานท่ามกลางสงครามอิสราเอล-อิหร่าน เพื่อหาเงินใช้หนี้กว่า 8 แสน ส่งเสียเลี้ยงแม่ชราและลูกเมีย มีเพียงชายผ้าถุงแม่ที่พกติดตัวหวังคุ้มภัย

