'อรรถวิชช์' ลั่นเข้าสภาฯรอบนี้ เตรียมดำเนินคดีกองทุนน้ำมัน ใช้เงินคนไทยอุ้มกำไรโรงกลั่นเกินควร

“อรรถวิชช์” ลั่นเข้าสภาฯ รอบนี้ เตรียมดำเนินคดี “กองทุนน้ำมันฯ” หลังใช้เงินคนไทยที่เก็บจากหน้าปั๊ม อุ้มกำไรโรงกลั่นเกินควร

14 มีนาคม 2569 - นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางว่า รัฐบาลบริหาร ”ผิดที่ผิดเวลา“ ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยกำไรให้โรงกลั่น ทั้งที่เป็นราคาต้นทุนน้ำมันดิบล็อตเก่าเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว หากจะต้องชดเชยควรเป็นล็อตต่อไปที่นำเข้าจากแหล่งอื่น

นายอรรถวิชช์ ยังระบุอีกว่า เข้าสภาฯ รอบนี้จะใช้ทุกกลไกกฎหมายในการดำเนินคดีกับกองทุนน้ำมันฯ พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ใช้กลไกกระทรวงพาณิชย์ตรึงราคาน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมและมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจหากผันผวนมากและกองทุนน้ำมันฯ ไม่มีเสถียรภาพมากพอที่จะชดเชยตามมาตรการของรัฐบาล

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบของไทยมีทั้งการซื้อแบบสปอตและสัญญาระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาขนส่งและกลั่นราว 2–3 เดือน ส่งผลให้สถานการณ์ปัจจุบันยังเป็นการใช้น้ำมันจาก "สต็อกเก่า" พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันไปตรึงราคาเพื่ออุดหนุนสต็อกเดิม ถือเป็นการใช้ทรัพยากร "ผิดที่ผิดเวลา" เพราะควรสำรองงบไว้ชดเชยต้นทุนสต็อกใหม่ที่มีแนวโน้มแพงขึ้น พร้อมกันนี้ เสนอให้รัฐบาลใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งห้ามส่งออกและตรึงราคาน้ำมันในภาวะฉุกเฉิน แทนการบริหารภายใต้กฎหมายการค้าน้ำมัน พ.ศ. 2543 ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปกติมากกว่า โดยชี้ว่าหากใช้อำนาจดังกล่าวตั้งแต่ช่วงแรก จะช่วยประคองราคาและลดภาระกองทุนน้ำมันได้

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงกรอบเวลาการตรึงราคาดีเซลถึงวันที่ 16 มีนาคมนี้ ที่รัฐบาลประกาศไว้ โดยระบุว่า จำเป็นต้องติดตามสภาพคล่องกองทุนน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากกองทุนรับภาระไม่ไหว อาจต้องให้รัฐบาลค้ำประกัน ซึ่งต้องอาศัยอำนาจเต็มของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พร้อมย้ำว่าหากเร่งใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินอย่างครบถ้วน ยังสามารถชะลอแรงกดดันด้านราคาและลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจได้

สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมัน นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า กลไกราคาน้ำมันเป็น "ราคาสมมุติ" ที่อ้างอิงราคาน้ำมันดิบตะวันออกกลางและราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ โดยส่วนต่างคือ "ค่าการกลั่น" ซึ่งในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งแรง ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบไม่ได้เพิ่มมาก ทำให้โรงกลั่นได้กำไรระยะสั้นจำนวนมาก ทั้งที่ใช้น้ำมันล็อตเก่าที่ซื้อมาก่อนหน้า โดยในขณะนั้นรัฐบาลสมัย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น เลือกใช้วิธีเจรจาให้บริจาคหรือเก็บภาษีย้อนหลัง แทนการออกกฎหมายภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ส่งผลให้ไม่สามารถเรียกเงินคืนได้จริง

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า น้ำมันเป็นสินค้าพื้นฐานที่กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ รัฐจึงควรใช้อำนาจควบคุมราคาเช่นเดียวกับสินค้าควบคุมอื่น โดยหากทำงานร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และกลไกกระทรวงพาณิชย์ สามารถสั่งชะลอหรือหยุดการปรับราคาเพื่อซื้อเวลาอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ก่อนพิจารณาใช้เงินกองทุนน้ำมันหากสถานการณ์ยืดเยื้อ นอกจากนี้ ยังข้อสังเกตถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างว่า หากกองทุนน้ำมันหมดสภาพคล่อง รัฐบาลอาจไม่สามารถกู้หรือค้ำประกันได้ทันที เนื่องจากติดข้อกฎหมายและอาจต้องขออนุญาตจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงรอยต่อการจัดตั้งรัฐบาล เสี่ยงเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน

นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบสำรองน้ำมันของไทยยังไม่ใช่ระบบสำรองแห่งชาติอย่างแท้จริง โดยกฎหมายกำหนดสำรองเพียงน้ำมันดิบ 5% และน้ำมันสำเร็จรูป 1% รองรับการใช้งานได้ราว 24–25 วัน ขณะที่ตัวเลข 60–90 วันที่รัฐบาลสื่อสาร เป็นการนับรวมสต็อกระหว่างขนส่งและกระบวนการกลั่น ซึ่งรัฐควบคุมไม่ได้โดยตรง หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง ผลกระทบจะชัดในราว 2 เดือนข้างหน้า พร้อมเสนอเร่งจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันแห่งชาติ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมด แต่กันส่วนจากคลังเดิมเป็นสำรองของรัฐ เพื่อระบายออกมาพยุงราคาในยามวิกฤต แทนการพึ่งเงินกองทุนน้ำมันจากประชาชน และตั้งข้อสังเกตว่า หากถึงวันที่น้ำมันช็อตจริงรัฐบาลจะเอาอะไรไปเบรกราคา หากยังไม่มีคลังสำรองแห่งชาติอย่างเป็นระบบ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวสวนทุเรียนน้ำแร่ จ.บุรีรัมย์ วอนรัฐหามาตรการควบคุมราคาปุ๋ย ต้นทุนสูงแต่ราคาผลผลิตตกต่ำ

เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนน้ำแร่ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ กังวลสงครามยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต้นทุนทั้งปุ๋ย น้ำมันที่จะปรับราคาสูงขึ้น วอนรัฐหามาตรการควบคุมราคาปุ๋ย และน้ำมันรองรับ

PEA รณรงค์ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด