'ผศ.ดร.นพดล' วิเคราะห์สงครามอิหร่านกำลังเข้าถึงจุดเปลี่ยนสู่การลดระดับ!

19 มี.ค.2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และบริหารนโยบาย-ยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัย มิชิแกน ออกบทความเรื่อง “สงครามอิหร่าน กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสู่ การลดระดับ มองผ่านกรอบคิด JCS และไทยควรมองอย่างไร” มีเนื้อหาระบุว่า

บางครั้งสงครามไม่ได้เริ่มจบตอนขีปนาวุธหมดแต่เริ่มจบตอนผู้นำคิดว่า “ยิงต่อไปก็ไม่คุ้มแล้ว” ถ้ามองสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านตอนนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่าสงครามยังรุนแรง เพราะยังมีข่าวโจมตีตอบโต้แทบทุกวัน แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้น จะเห็นว่ามีหลายสัญญาณที่บอกว่า สงครามกำลังเดินเข้าใกล้ “จุดเปลี่ยน” ลดระดับมากกว่าจะกำลังขยายตัว ถึงแม้ว่าเมื่อวานก่อนนี้ ผู้นำระดับสูงของอิหร่านเพิ่งถูกลอบสังหารไป

ในทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแนวคิดที่ใช้กันในกองทัพสหรัฐฯ อย่าง Joint Chiefs of Staff มองว่าสงครามจะเริ่มจบ ไม่ใช่ตอนที่ฝ่ายหนึ่งชนะเด็ดขาด แต่เป็นตอนที่ทุกฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันว่า สู้ต่อไปเสียมากกว่าได้ ทั้งเงิน ความเสี่ยง และแรงกดดันจากโลกภายนอก ซึ่งถ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงนี้ จะเห็นว่าหลายอย่างกำลังเดินไปในทางนั้น

แต่คำถามสำคัญคือ ถ้าสงครามกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนจริงแล้ว มันจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะ ‘ลดระดับความรุนแรง’ ลงได้และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพิ่งมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เกมของสงคราม “เปลี่ยนจังหวะ” อย่างชัดเจน นั่นคือข่าวการลอบสังหารนายอาลี ลาริจานี ผู้นำระดับสูงด้านความมั่นคงของอิหร่าน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน

ถ้ามองแบบคนทั่วไป เหตุการณ์แบบนี้อาจถูกมองว่าเป็น “การยกระดับ” ของสงคราม และมีโอกาสทำให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น แต่ในมุมของนักยุทธศาสตร์จะแยกออกระหว่าง “เหตุการณ์” ออกจาก “ทิศทางสงคราม” ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มักมีความหมายลึกกว่านั้น

ในกรอบคิดที่ใช้กันในกองทัพสหรัฐฯ อย่าง Joint Chiefs of Staff การโจมตีเป้าหมายระดับสูงแบบนี้ถือเป็น “แรงกดดันสูงสุด” (maximum pressure) ที่ถูกใช้เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของอีกฝ่าย ไม่ใช่แค่เพื่อเอาชนะในสนามรบ แต่เพื่อ “บังคับให้คู่ขัดแย้งต้องตัดสินใจใหม่” พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ใช่แค่การโจมตี แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ถ้ายังเดินเกมแบบเดิมต่อไป ต้นทุนจะสูงกว่านี้อีกมาก”

ผลกระทบของเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ระดับ

ระดับแรก คือ ระดับจิตวิทยา (psychological impact) ทำให้ฝ่ายอิหร่านต้องประเมินใหม่ว่า ความปลอดภัยของผู้นำระดับสูงยังควบคุมได้หรือไม่

ระดับที่สอง คือ ระดับยุทธศาสตร์ (strategic impact) เพราะการสูญเสียบุคคลสำคัญอาจทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการตอบโต้ให้แรงขึ้น หรือการเลือก “ถอยหนึ่งก้าว” เพื่อควบคุมสถานการณ์

และระดับที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุด คือ ระดับระบบ (system-level impact) เพราะเหตุการณ์แบบนี้จะเพิ่มแรงกดดันจากนานาชาติทันที โดยเฉพาะมหาอำนาจที่ไม่ต้องการให้สงครามขยายวง

คำตอบคือ ไม่มีใครรู้แน่แต่ถ้าดูจากรูปแบบสงครามในอดีตและสัญญาณที่เกิดขึ้นตอนนี้ เราพอมองเป็น “ฉากทัศน์” ได้อย่างน้อย 3 แบบพร้อมกรอบเวลาประมาณการ

ฉากทัศน์ที่ 1 ลดระดับเร็ว (ประมาณ 2–4 สัปดาห์)

แนวโน้มที่เป็นไปได้ที่สุดคือทั้งสองฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณผ่านการทูตแบบเงียบ ๆ (หลังฉาก) มากขึ้น แล้วค่อย ๆ ลดการโจมตีลงทีละขั้น ไม่ใช่หยุดทันที แต่ลดความถี่ลง เช่น จากทุกวันเหลือสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง ถ้าเหตุการณ์เดินไปทางนี้ เราจะเริ่มเห็นสัญญาณก่อน เช่น ข่าวการพูดคุยผ่านประเทศตัวกลาง การโจมตีที่เลือกเป้าหมายจำกัดขึ้น ราคาน้ำมันเริ่มนิ่งลง ถ้าเห็นสัญญาณแบบนี้ต่อเนื่องกันประมาณ 2–4 สัปดาห์ มักแปลว่าสงครามกำลังเข้าสู่โหมด “ค่อย ๆ เบาลง”

ฉากทัศน์ที่ 2 ตึงก่อนลด (ประมาณ 4–8 สัปดาห์)

อีกแนวโน้มหนึ่งที่เป็นไปได้คือทั้งสองฝ่ายยังต้อง “กดดันให้สุด” ก่อนเพื่อให้ตัวเองมีแต้มต่อก่อนจะคุยกันจริงจังทำให้ช่วงสั้น ๆ อาจดูเหมือนสงครามยังรุนแรงอยู่ ในมุมของคนที่ดูเกมยาว นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในสงคราม หลายครั้งช่วงก่อนลดระดับมักเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุด ถ้าเป็นฉากนี้ เราจะเห็นว่าการโจมตียังมีแต่ไม่ขยายวงสู้รบคือไม่มีฝ่ายใหม่เข้ามาและประเทศมหาอำนาจเริ่มออกมาพูดเรื่อง “ควบคุมสถานการณ์” สถานการณ์แบบนี้มักใช้เวลาประมาณ 4–8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มเบาลงจริง

ฉากทัศน์ที่ 3: แรงก่อนเบา (ประมาณ 8–12 สัปดาห์)

ฉากสุดท้ายคือมีเหตุไม่คาดคิด เช่น การโจมตีพลาดหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตอบโต้แรงขึ้นทำให้สงครามดูเหมือนจะบานปลายอีกครั้ง แต่ในหลายกรณี เหตุการณ์แบบนี้กลับทำให้ทุกฝ่ายยิ่งอยากหยุดเร็วขึ้นเพราะเริ่มเห็นชัดว่าควบคุมไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ การลดระดับจะช้าหน่อยอาจใช้เวลาประมาณ 8–12 สัปดาห์แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้น

แล้วประเทศไทยควรมองอย่างไร

สำหรับคนไทย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยเพราะทุกครั้งที่สงครามใหญ่เกิดขึ้น สิ่งที่กระทบเราก่อนคือราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจ ถ้าอยากรู้ว่าสงครามกำลังเบาจริงไหมให้ดูสัญญาณง่าย ๆ คือ ราคาน้ำมันเริ่มนิ่งหรือไม่ ข่าวโจมตีลดลงหรือไม่ ประเทศมหาอำนาจเริ่มพูดเรื่อง “ลดความตึงเครียด” หรือยัง สัญญาณเหล่านี้มักเกิดก่อนข่าวใหญ่เสมอ

ท้ายที่สุด สงครามไม่ได้จบเพราะขีปนาวุธหมดแต่จบเมื่อทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ยิงต่อไปก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม และถ้าดูจากสัญญาณวันนี้โลกอาจกำลังเดินเข้าใกล้ช่วงเวลานั้นมากขึ้นทุกสัปดาห์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบโลกใหม่ที่ไร้ระเบียบกับการปรับตัวของสังคมไทย

ผู้อ่านหลายๆท่านน่าจะเห็นตรงกันว่าไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 มีปรากฏการณ์สำคัญๆที่ส่งผลต่อประชาคมโลกอย่างที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆกันและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

‘นักวิชาการ’ แนะนำไทยเดินยุทธศาสตร์ 2 ขา สถานการณ์ตะวันออกกลาง 

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม