'ดร.เลอพงษ์' งัดหลักกม.ยันสิทธิการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ UNCLOS บังคับ 'อิหร่าน' ไม่ได้

10 เม.ย. 2569 - ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์สาขาอิสลามการเมือง มหาวิทยาลัยนานาชาติอัล-อัลมุสฏอฟา ประเทศอิหร่าน เผยแพร่บทความ เรื่อง " การตีความสิทธิการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ" มีเนื้อหาดังนี้

#บทคัดย่อ
การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้ เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลสากล และเป็นเส้นเลือดหลักของการขนส่งพลังงานของโลก การทำความเข้าใจสถานะทางกฎหมายของการเดินเรือในช่องแคบนี้ จึงจำเป็นต้องอาศัยกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดของรัฐชายฝั่งและรัฐผู้ใช้ช่องแคบ

อย่างไรก็ตาม การตีความและการบังคับใช้ UNCLOS ในช่องแคบฮอร์มุซมีความซับซ้อน เนื่องจากรัฐสำคัญในภูมิภาค เช่น อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ไม่ได้เป็นรัฐภาคี UNCLOS แม้จะมีสถานะ “ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน” หรือบางประเทศ “ไม่ลงนามเลย” ซึ่งส่งผลต่อพันธกรณีทางกฎหมายของรัฐเหล่านั้นโดยตรง การวิเคราะห์สถานะของอิหร่านในฐานะ “รัฐที่ลงนามแต่ไม่เป็นภาคี” จึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจข้อพิพาทและการตีความสิทธิการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

บทความนี้จึงมุ่งอธิบาย กรอบกฎหมายของ UNCLOS มาตรา 38 ว่าด้วย Transit Passage สถานะของรัฐภาคีและรัฐที่ไม่ใช่ภาคี และ การวิเคราะห์สถานะของอิหร่านในสถานการณ์สงครามปัจจุบัน พร้อมผลทางกฎหมายต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย โดยยังคงความถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศทุกประการ

1) UNCLOS และมาตรา 38 : สิทธิในการผ่านทางเพื่อการเดินเรือ (Right of Transit Passage)
#มาตรา 38 ของ UNCLOS ว่าด้วย “สิทธิในการผ่านทางเพื่อการเดินเรือ (Right of Transit Passage)” มี 3 วรรคหลัก ซึ่งกำหนดสิทธิและข้อจำกัดของการเดินเรือและการบินผ่านช่องแคบที่ใช้เพื่อการเดินเรือระหว่างประเทศ ด้านล่างนี้คือเนื้อหาสาระของมาตรา 38

#วรรค 1 สิทธิของเรือและอากาศยาน เรือและอากาศยานทุกประเภทมีสิทธิใช้ “การผ่านทางเพื่อการเดินเรือ (transit passage)” ผ่านช่องแคบที่ใช้เพื่อการเดินเรือระหว่างประเทศ รัฐชายฝั่งห้ามขัดขวางหรือกีดกันการผ่านดังกล่าว ข้อยกเว้นสำคัญ: หากช่องแคบเกิดจากเกาะของรัฐชายฝั่งกับแผ่นดินใหญ่ของรัฐเดียวกัน และมีเส้นทางในทะเลสากลหรือในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่สะดวกเทียบเท่าอยู่ด้านนอกเกาะนั้น สิทธิ transit passage ไม่บังคับใช้

#วรรค 2 ความหมายของ “Transit Passage” หมายถึงการใช้เสรีภาพในการเดินเรือและการบินเพื่อการผ่านช่องแคบอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ระหว่างส่วนหนึ่งของทะเลหลวง/EEZ ไปยังอีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การผ่านทางเพื่อการเดินเรือยังอนุญาตให้เรือหรืออากาศยาน - เข้า - ออก - หรือกลับไปยังรัฐชายฝั่ง ได้ หากปฏิบัติตามกฎการเข้าเมืองของรัฐนั้น

#วรรค 3 กิจกรรมที่ไม่ใช่ Transit Passage หากกิจกรรมใดไม่ใช่การใช้สิทธิ transit passage กิจกรรมนั้นอยู่ภายใต้บทบัญญัติอื่นของ UNCLOS เช่น กฎเกี่ยวกับ innocent passage หรือกฎหมายทะเลอื่น ๆ

สรุปสาระสำคัญแบบกระชับ มาตรา 38 รับรองสิทธิของเรือและอากาศยานทุกประเภทในการผ่านช่องแคบระหว่างประเทศอย่างเสรี รวดเร็ว และต่อเนื่อง รัฐชายฝั่งไม่มีสิทธิปิดกั้น แต่รัฐชายฝั่งยังมีสิทธิควบคุมบางอย่างภายใต้มาตราอื่น และมีข้อยกเว้นเฉพาะกรณีช่องแคบที่เกิดจาก “เกาะแผ่นดินใหญ่” และมีเส้นทางทางเลือกที่สะดวกเทียบเท่า

2) ใครเป็นรัฐภาคี UNCLOS และใครไม่ใช่

2.1 รัฐภาคี UNCLOS รัฐที่ได้ให้สัตยาบัน (ratify) หรือภาคยานุวัติ (accession) ต่ออนุสัญญา ค.ศ. 1982 ข้อมูลล่าสุดระบุว่า UNCLOS มีรัฐภาคีจำนวน 172 ประเทศ รวมทั้งสหภาพยุโรป

2.2 ประเทศที่ “ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน” (12 ประเทศ) ทั้งหมดนี้ลงนามในปี 1982–1984 แต่ไม่เคยให้สัตยาบัน ทำให้ไม่เป็นภาคี UNCLOS ได้แก่ อัฟกานิสถาน ภูฏาน บุรุนดี กัมพูชา เอธิโอเปีย อิหร่าน ลิเบีย ลิกเตนสไตน์ รวันดา สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา เวเนซุเอลา (สังเกตว่าสหรัฐฯ อยู่ในสถานะเดียวกับอิหร่าน)

2.3 ประเทศที่ “ไม่ลงนามเลย” แม้จะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ 12 ประเทศข้างต้น แต่ก็ไม่ใช่ภาคี UNCLOS เช่นกัน ได้แก่ อิสราเอล ซีเรีย เปรู (ถอนตัว) ตุรกี เอริเทรีย เกาหลีเหนือ (อิสราเอลไม่ลงนามใด ๆ ทั้งสิ้น)

#การวิเคราะห์สถานะของอิหร่านในฐานะรัฐที่ลงนามแต่ไม่เป็นภาคี (Signatory but NonParty State)

สถานะของอิหร่านในฐานะ “รัฐที่ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน” ทำให้อิหร่านอยู่ในตำแหน่งที่มีความซับซ้อนทางกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ แม้อิหร่านจะลงนามในอนุสัญญากฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แต่การไม่ให้สัตยาบันทำให้อิหร่าน ไม่ผูกพันตามบทบัญญัติของ UNCLOS ในฐานะสนธิสัญญา อย่างไรก็ตาม ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties – VCLT) รัฐที่ลงนามแต่ยังไม่ให้สัตยาบันยังคงมี “พันธกรณีจำกัด” คือ ต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายของสนธิสัญญาเสียหาย ตราบเท่าที่ยังไม่แสดงเจตนาถอนตัวจากการลงนาม

อย่างไรก็ดี อิหร่านตีความว่าการลงนามของตน ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีผูกพัน ในประเด็นที่กระทบต่ออำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะในเรื่อง
- การผ่านของเรือรบต่างชาติ
- สิทธิการผ่านทางเพื่อการเดินเรือ (transit passage)
- การกำหนดเขตทางทะเล
- และระบบการระงับข้อพิพาทแบบบังคับ
ซึ่งอิหร่านเห็นว่าเป็นประเด็นที่อาจเปิดช่องให้รัฐมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน หรือกระทบต่อความมั่นคงของช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ การที่อิหร่านไม่ให้สัตยาบัน UNCLOS ยังสะท้อนถึงความต้องการรักษา “ดุลแห่งอำนาจทางทะเล” ในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของอิหร่าน ก็อยู่ในสถานะเดียวกันคือ “ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน” เช่นกัน ขณะที่ อิสราเอล อยู่ในสถานะที่ยิ่งไปกว่านั้น คือ ไม่ลงนาม ไม่ให้สัตยาบัน และไม่เป็นภาคี ทำให้อิหร่านมองว่าการไม่เข้าร่วม UNCLOS ไม่ได้ทำให้ตนเสียเปรียบในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศเมื่อเทียบกับรัฐอื่นในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งกันอยู่

ภายใต้บริบทนี้ อิหร่านจึงยืนยันว่าตนมี สิทธิในการกำกับดูแลเป็นพิเศษ (special supervisory rights) เหนือช่องแคบฮอร์มุซ และถือว่าช่องแคบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของน่านน้ำอาณาเขตของตน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของ UNCLOS ที่จัดให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ช่องแคบระหว่างประเทศ” ที่ต้องเปิดให้มี “การผ่านทางเพื่อการเดินเรือ (transit passage)” อย่างเสรีและต่อเนื่อง
ดังนั้น การที่อิหร่านไม่เป็นรัฐภาคี UNCLOS ทำให้อิหร่านสามารถ ยึดถือกฎหมายภายในและหลักความมั่นคงของตนเอง เป็นเกณฑ์ในการกำกับดูแลการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดของ UNCLOS ในประเด็นที่อิหร่านเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
#เหตุผลของอิหร่านตั้งอยู่บน
- สิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน
- อำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบ
- ความจำเป็นด้านความมั่นคงเพื่อป้องกัน “ภัยคุกคามจากภายนอก”

ในเรื่องน่านน้ำอาณาเขต อิหร่านยอมรับระยะ 12 ไมล์ทะเลตาม UNCLOS แต่กำหนดว่า การผ่านโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย (innocent passage) ในส่วนเรือรบต่างชาติ ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าหรือได้รับอนุญาตก่อน ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) อิหร่านยืนยันสิทธิการใช้ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว และกำหนด EEZ ของตนในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมานเป็น 200 ไมล์ทะเล แต่คัดค้านการพัฒนาทรัพยากรร่วม (เช่น แหล่งก๊าซดุรา กับคูเวต) เว้นแต่จะมีข้อตกลงทวิภาคี อิหร่านยังคัดค้านการปรากฏตัวของกำลังทหารต่างชาติใน EEZ ของตน เช่น กองเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย

โดยสรุป อิหร่านถือว่าตนมีสิทธิในการกำกับดูแลและจำกัดการผ่านในช่องแคบฮอร์มุซ และเห็นว่าการผ่านของเรือรบต้องมีการแจ้งหรือได้รับอนุญาตก่อน แม้จะไม่เป็นภาคี UNCLOS แต่อิหร่านปฏิบัติตามกฎจารีตบางประการ เช่น- น่านน้ำอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล - สิทธิในการกู้ภัยเรือที่กำลังอับปางในน่านน้ำของตน – การต่อต้านการละเมิดโจรสลัดในอ่าวเอเดนผ่านภารกิจระหว่างประเทศ

โดยรวมแล้ว อิหร่านมิได้ยอมรับ UNCLOS โดยสมบูรณ์ แต่ใช้ กฎหมายภายใน กฎหมายจารีต และแนวทางด้านความมั่นคง ผสมผสานกัน ซึ่งทำให้อิหร่านมีความยืดหยุ่นมากกว่า ดังนั้น การตีความกฎหมายทะเลของอิหร่านจึงมีลักษณะ เน้นความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ อิหร่าน จึงคำนึงถึงประสบการณ์จากสงครามล่าสุด กำลังพยายามร่วมกับโอมาน ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อออกแบบกลไกใหม่ที่รับประกัน การเดินเรืออย่างสันติและต่อเนื่อง ผ่านช่องแคบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของอิหร่านและภูมิภาค อิหร่านเห็นว่า พิธีการใหม่ต้องรับประกันว่าการผ่านช่องแคบจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และการเดินเรือหลังสงครามจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพิธีการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามที่ตนมีบทบาทสำคัญ ได้ผลักภาระการรักษาความปลอดภัยของช่องแคบนี้ให้แก่ประเทศที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง และพยายามจัดตั้ง พันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่พันธมิตรหลายประเทศ เช่น สมาชิก NATO ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย มิได้เข้าร่วม ฝรั่งเศสก็ประกาศว่า กลไกเช่นนี้ควรจัดตั้ง หลังสงคราม และต้องดำเนินการในสภาวะที่สงบ พร้อมทั้งประสานงานกับอิหร่าน (เรือฝรั่งเศสเลยได้รับอนุญาตให้แล่นผ่านได้หนึ่งลำ) แม้การจัดตั้งพันธมิตรดังกล่าวจะเต็มไปด้วยข้อกังขา หรือแต่แม้จะสามารถจัดตั้งได้ ความสำเร็จของพันธมิตรก็ยังเป็นที่สงสัยและต้องจับตาต่อไปเพราะจะเป็นการแทรกแซงอิหร่านที่นำโดยสหรัฐ

เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุอย่างชัดเจนว่า การคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซเป็นมาตรการที่ไม่มีความหมาย และย้ำคำเตือนของผู้บริหารบริษัท “Maersk” ว่า บริษัทเดินเรือและเจ้าของเรือ ไม่อาจยอมรับความเสี่ยงในการผ่านช่องแคบได้โดยง่าย อีกด้านหนึ่ง การจัดตั้งพันธมิตรเช่นนี้ในช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกตีความว่าเป็น การประกาศสงครามต่ออิหร่าน จากประเทศสมาชิกพันธมิตร ซึ่งในกรณีเช่นนั้น อิหร่านจะมี สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

#มีความจำเป็นหรือไม่ที่อิหร่านจะต้องเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศโดยยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด
ในความเป็นจริงอิหร่านเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศมากกว่าอิสราเอล

1) อิสราเอล เป็นสมาชิก IAEA แต่ ไม่ยอมรับการตรวจสอบแบบเต็มรูปแบบ (Comprehensive Safeguards) - ใช้เพียง “INFCIRC/66-type safeguards” เฉพาะบางโรงงาน สรุป: เป็นสมาชิก แต่ไม่เปิดให้ตรวจเต็มรูปแบบในขณะที่อิหร่านเป็นสมาชิก IAEA และเปิดให้มีการตรวจสอบพร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด

2) NPT – สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ อิสราเอล ไม่ลงนาม - ไม่ให้สัตยาบัน - ไม่ใช่ภาคี NPT - ถือหลัก “nuclear opacity” (ไม่ยอมรับ–ไม่ปฏิเสธว่ามีอาวุธนิวเคลียร์) สรุป: ไม่เข้าร่วม NPT ในขณะที่อิหร่านเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 1968
#ดังนั้นขอสรุปดังนี้สนธิสัญญาด้านอาวุธและความมั่นคงที่อิสราเอลไม่เข้าร่วม
– NPT สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
- CTBT สนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ (ลงนาม แต่ไม่ให้สัตยาบัน)
- TPNW สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์
- CWC อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (ลงนาม แต่ไม่ให้สัตยาบัน)
- Ottawa Treaty สนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิด
- Arms Trade Treaty (ATT)
- UNCLOS – อนุสัญญากฎหมายทะเล

สนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนบางฉบับ อิสราเอล ไม่ได้เข้าร่วม หรือ เข้าร่วมแบบมีข้อสงวนจำนวนมาก เช่น Optional Protocols ของ ICCPR และ CAT - Rome Statute ของ ICC (ไม่เข้าร่วม) และยังมีอีกหลายองค์การระหว่างประเทศที่อิสราเอลไม่ยอมรับ

ประเทศไทยเราก็ไม่ได้เข้าร่วมหลายองค์กรระหว่างประเทศเช่นกัน อาทิ ประเทศไทย ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน (ratify) ต่อ Rome Statute ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเป็นรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)ในขณะที่ 125 ประเทศเป็นสมาชิก สถานะของไทยมีดังนี้: ไม่ได้ลงนาม - ไม่ได้ให้สัตยาบัน - ไม่ได้เป็นรัฐภาคี ICC: ดังนั้น ไทย ไม่อยู่ภายใต้อำนาจศาล ICC เว้นแต่ - คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติส่งเรื่องให้ ICC - หรือไทยยอมรับเขตอำนาจศาลเป็นกรณีเฉพาะ (ad hoc acceptance) ส่วนเหตุผลที่ไทยยังไม่เข้าร่วม (ตามเอกสารนโยบายของรัฐไทย) ไทยเคยพิจารณาเข้าร่วม แต่มีข้อกังวล เช่น - ผลกระทบต่อ สถาบันหลักของรัฐ - ความซับซ้อนด้านกฎหมายภายใน - ความกังวลเรื่องอำนาจศาล ICC ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ – ความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อนให้สัตยาบัน

ในทำนองเดียวกัน กรณีที่มีหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต่อนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เช่น หมายจับเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 นั้น ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีใด ๆ ต่อประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทย ไม่เป็นรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ซึ่งมีรัฐภาคี 125 ประเทศ ดังนั้น ประเทศที่ไม่ใช่ภาคี เช่น ไทย จึง ไม่อยู่ภายใต้พันธกรณีในการจับกุมหรือส่งตัวบุคคลตามหมายจับของ ICC และไม่อาจถูกตำหนิหรือกล่าวหาว่าฝ่าฝืนพันธกรณีของรัฐภาคีได้ เพราะไทย ไม่เคยยอมรับพันธกรณีดังกล่าวตั้งแต่ต้น

#จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถเห็นได้ชัดว่า
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยเฉพาะบทบัญญัติสำคัญอย่าง มาตรา 38 ว่าด้วยสิทธิในการผ่านทางเพื่อการเดินเรือ (Right of Transit Passage) ไม่อาจถูกนำมาใช้บังคับกับอิหร่านได้โดยตรง เนื่องจากอิหร่านอยู่ในสถานะ “รัฐที่ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน” (Signatory but NonParty State) ซึ่งหมายความว่าอิหร่าน ไม่ผูกพันตาม UNCLOS ในฐานะสนธิสัญญา และไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ UNCLOS ทุกประการ

#ดังนั้น การตีความว่าช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดให้มี “transit passage” ตาม UNCLOS จึง ไม่สามารถนำมาใช้กับอิหร่านได้ และเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนซึ่งพบได้ในงานเขียนหรือการให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการไทยบางส่วนในปัจจุบัน
ในทางปฏิบัติ ก่อนเกิดสงคราม อิหร่าน ไม่เคยปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แต่การเปิดเสรีดังกล่าวมิได้เกิดจากพันธกรณีตาม UNCLOS หากเกิดจาก
- กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law)
- หลักความมั่นคงของรัฐ
- และ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

อิหร่านจึงสามารถกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ เช่น การกำหนดให้เรือรบ หรือเรือขนส่งสินค้าต่างชาติที่ต้องการใช้ innocent passage ต้อง “แจ้งล่วงหน้า” หรือ “ขออนุญาต” ก่อน ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่แตกต่างจาก UNCLOS แต่สอดคล้องกับกฎหมายภายในและแนวทางความมั่นคงของอิหร่าน กรณีของอิหร่านที่ไม่ได้ให้สัตยาบันต่อ UNCLOS และไทยที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ICC จึงสะท้อนหลักการเดียวกันในกฎหมายระหว่างประเทศ คือ รัฐที่ไม่เป็นภาคีของสนธิสัญญาใด ย่อมไม่ผูกพันตามสนธิสัญญานั้น เว้นแต่บทบัญญัติบางส่วนจะมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งผูกพันรัฐทุกประเทศโดยอัตโนมัติ
#บทสรุป

จากการวิเคราะห์ทั้งหมด สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. UNCLOS มาตรา 38 ว่าด้วย Transit Passage ไม่อาจใช้บังคับกับอิหร่านได้ เพราะอิหร่านเป็นเพียง “รัฐที่ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน” จึงไม่ผูกพันตาม UNCLOS ในฐานะสนธิสัญญา

2. อิหร่านใช้กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและกฎหมายภายในเป็นหลัก ในการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ

3. อิหร่านไม่เคยปิดกั้นการเดินเรือก่อนสงคราม แต่การเปิดเสรีดังกล่าวไม่ได้เกิดจาก UNCLOS หากเกิดจากกฎหมายจารีตและผลประโยชน์ของภูมิภาคและประชาคมโลก

4. สถานะของอิหร่านใน UNCLOS คล้ายกับสหรัฐอเมริกา แต่ดีกว่าอิสราเอล เพราะอิหร่าน “ลงนามแต่ไม่ให้สัตยาบัน” ขณะที่อิสราเอล “ไม่ลงนาม ไม่ให้สัตยาบัน และไม่เป็นภาคี”

5. หลักการเดียวกันใช้กับกรณี ICC ของประเทศไทย ประเทศไทยไม่เป็นภาคี ICC จึงไม่ผูกพันตามหมายจับของ ICC และไม่อาจถูกตำหนิในฐานะรัฐที่ไม่ใช่ภาคี

6. กฎหมายระหว่างประเทศยึดหลักความสมัครใจของรัฐ รัฐจะผูกพันต่อสนธิสัญญาใดก็ต่อเมื่อได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งผ่านการให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติ

กล่าวโดยสรุป อิหร่านมีสิทธิที่จะกำหนดกฎเกณฑ์การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซตามกฎหมายจารีตและกฎหมายภายในของตนเอง เนื่องจากไม่ได้เป็นภาคี UNCLOS เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยไม่ผูกพันต่อหมายจับของ ICC เพราะไม่ได้เป็นรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ หลักการสำคัญคือ รัฐไม่ผูกพันต่อสนธิสัญญาที่ตนไม่ได้ให้สัตยาบัน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' เชื่อ ข้อตกลงหยุดยิง ต้องมีฝ่ายหนึ่งโกหก คาดมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

'ศุภจี' รับเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยยูเรีย แต่อย่าสร้างความตระหนก ให้ทุกคนตระหนักเราไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลุกชี้แจงว่า กรณีที่มี สส.แสดงความห่วงใยว่า รัฐบาลไม่มีการดูแลนโยบายเร่งด่วน

'สีหศักดิ์' ไม่ทราบเรือขนน้ำมันแวะส่งสิงคโปร์ ยันรัฐบาลเจรจาให้เรือกลับมาไทยเท่านั้น

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้เรือสินค้าและเรือนํ้ามันของไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ว่า เราต้องมีรายละเอียดหลายอย่างที่เขาอยากได้ ซึ่งเกี่ยวกับเรือแต่ละลำ วันนี้ได้มีการประชุมเกียวกับเรือที่ยังตกค้างอยู่

'ชัยชนะ' จี้รัฐบาลชี้แจงข้อเท็จจริง เรือน้ำมันผ่านฮอร์มุซ แวะส่งขายสิงคโปร์ 7 หมื่นล้านลิตร

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเจรจาให้เรือน้ำมันของประเทศไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ว่า เหลือ 2 ลำเป็นของบางจากและเอสซีจี หากกำหนดการเดิมวันที่ 24 มี.ค. จากที่รัฐบาลได้แถลงเรือน้ำมันทั้ง 2 ลำจะต้องมาถึงไทย 6 เม.ย.

ไร้ปาฏิหาริย์! 'สีหศักดิ์' ยัน 3 ลูกเรือมยุรีนารีเสียชีวิตแล้ว

'สีหศักดิ์' ยัน 3 ลูกเรือมยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว เจ้าของเรือ-กระทรวงแรงงานดูเรื่องเยียวยา จ่อบินขอบคุณโอมานขอช่วยให้เรือที่ค้างอยู่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หวังอิสราเอลเคารพกติกาสันติภาพ