นิพพานฉบับท่านพุทธทาสฯ


เพิ่มเพื่อน    

(1)

        ว่ากันเรื่องพระ เรื่องเจ้า เรื่องศาสนา...ต่อเนื่องประมาณ 3-4 สัปดาห์เข้าไปแล้ว เป็นอย่างน้อย ซึ่งคงไม่ได้เป็นเพราะคิดจะไปบวชเป็นพระ หรือเป็นเพราะ ความแก่กำเริบ อะไรกันมากมาย แต่ด้วยเหตุเพราะหลังๆ มานี้...เรื่องของ โลกย์ มันออกจะเป็นอะไรที่สลับซับซ้อน สับสน วุ่นวายหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก หรือระดับสังคมไทยก็ตามแต่...

(2)

        การหันมาหาเรื่องพระ เรื่องเจ้า เรื่องศาสนา หรือการ เอาพระนำหน้า เข้าไว้ก่อน จึงเป็นอะไรที่นอกจากจะช่วยให้อยู่รอด ปลอดภัยแล้ว ยังช่วยให้เกิดความสุข ความสงบ เกิด สันติภาพ ในหัวจิต หัวใจ ได้มั่ง ไม่ต้องเสียเวลาไปหุดหิด รำคาญ กับอะไรต่อมิอะไรที่มัน ม่าย-ล่าย-ลัง-จาย ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการนอตหลุด นอตหลวม เอาง่ายๆ หรือทำให้พอพ้นๆ ไปจากโลกธรรมดา โลกโซเชียล มีเดีย โลกจริง โลกปลอม ที่ออกจะวุ่นวายเสียเหลือเกิน ไปสู่โลกที่เหนือไปจากโลกธรรมดา โลกแห่งโลกุตตระ หรือโลกแห่งนิพพาน ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แม้แต่เพียงแค่นาที วินาที ก็ยังดี...

(3)

        คือโลกแห่งนิพพาน หรือการไปถึงซึ่งนิพพานนั้น...ถ้าว่ากันตามแนวคิด ทฤษฎี ของพุทธศาสนาโดยทั่วไป ระดับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ-ทั่นๆ อาจต้องใช้ช่วงเวลาประมาณ 10 ชาติ 20 ชาติเป็นอย่างน้อย หรืออาจเป็นร้อยๆ ชาติก็ไม่แน่ แต่ถ้าเอากันตามหลักคิดของปราชญ์แห่งวงการศาสนา อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ท่านได้ตัดต่อ ย่นย่อ รวบรัด ตัดตอน ให้สิ่งที่เรียกว่า นิพพาน นั้น ไม่ถึงกับเป็นอะไรที่ห่างไกลไปเป็นล้านๆ ปีแสง ได้อย่างน่าคิด น่าสะกิดใจ เอามากๆ แบบเดียวกับที่ท่านได้รวบรัด ตัดตอน ให้ ความเป็นชาติ หรือความเป็น ภพ-ภูมิ ทั้งหลาย ถูกย่นย่ออยู่ภายในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น หรืออาจแค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่นาที เอาเลยก็ยังได้...

(4)

        คือให้พิจารณาจาก อารมณ์-ความรู้สึก ต่างๆ ที่มันเคลื่อนไหว ไป-มา อยู่ภายในตัวตนของแต่ละบุคคล ระดับเป็นนาที วินาที เป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน เดือน ปี ก็ตามแต่ ที่มันทำให้แต่ละบุคคล มีอาการเป็นเทวดาบ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นสิงสาราสัตว์ หรือเป็นผี ปิศาจ ในแต่ละครั้ง แต่ละครา เช่น เวลาเจอกับรถติดหนักๆ ทั้งที่เคยเป็นมนุษย์ปกติธรรมดา อาจกลายร่างไปเป็น มนุษย์หมาป่า เอาง่ายๆ ด้วยอารมณ์-ความรู้สึก ที่มันเปลี่ยนแปรไปในแต่ละนาที วินาที เช่นนี้ ท่านเลยนำเอาไปเปรียบเทียบกับ ความเป็นชาติ ที่มันเกิดๆ-ดับๆ จนทำให้ชาติแต่ละชาติ แต่ละภพ แต่ละภูมิ สามารถปรากฏให้เห็นภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่นาที หรือวินาที ดังที่ว่าเอาไว้แล้ว...

(5)

        ด้วยเหตุนี้...การไปถึงซึ่ง นิพพาน หรือมีโอกาสอยู่ในโลกแห่งนิพพาน จึงมีความเป็นไปได้ในลักษณะไม่ต่างไปจากกัน คือเมื่อไหร่ที่เกิด อารมณ์ว่างๆ เกิดการ ปล่อยวาง ในระดับที่ไม่เหลือความเป็น ตัวตนของตน แม้แต่เพียงวินาที หรือเสี้ยววินาที ก็ตาม อันนั้นนั่นแหละ...ถือว่าถึงซึ่ง นิพพาน หรือบรรลุ นิพพาน เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว เพียงแต่มันอาจ สั้น เอามากๆ จนนึกไม่ออก หรือจำไม่ได้ ว่ามัน สุข-สงบ-สว่าง-สะอาด ถึงขั้นไหน หรือถึงระดับไหน สุดท้าย...เลยหนีไม่พ้นต้องกลับมา เกิดใหม่ หรือกลับมามีอารมณ์-ความรู้สึก รัก-โลภ-โกรธ-หลง อารมณ์บวก อารมณ์ลบ Positive-Negative อีกต่อไป ชนิดที่อาจทำให้กระทั่ง พระแท้ๆ อดไม่ได้ที่อยากจะ ฉันมาม่า ซักซอง สองซอง เมื่อไหร่ที่เกิดอารมณ์หิวๆ ขึ้นมา...

(6)

        และก็ด้วยเหตุที่ ท่านพุทธทาสฯ ท่านมองเรื่อง นิพพาน ไปในแนวนี้...ท่านเลยถึงกับคิดๆ เอาไว้ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ว่าควรที่จะนำเอาสิ่งเหล่านี้ ไปเผยแผ่ สั่งสอน แม้แต่ผู้ที่ยังเป็นเด็ก เป็นเล็ก ให้มีโอกาสรับรู้เอาไว้มั่ง แม้แต่ผิวๆ เผินๆ ก็ยังดีดังเช่นที่ท่านได้เทศนาเอาไว้ในเรื่อง พุทธศาสนากับสังคมไทยปัจจุบัน เมื่อช่วงปี พ.ศ.2513 ณ สยามสมาคม ด้วยข้อความที่ว่า...“แม้เด็กๆ ก็ควรที่จะต้องให้การศึกษาเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจ และนิพพาน ไปตามระดับของเด็กๆ มิฉะนั้น เขาจะร้องไห้มากเกินไป เมื่อสอบไล่ไม่ได้ เมื่อบุคคลหรือของรักสูญหาย หรือตาย เขาจะทำอะไรๆ ด้วยความอยากของความโง่ กล่าวคือ ด้วยกิเลส ตัณหา แทนที่จะทำด้วยความต้องการอันเนื่องมาจากสติ-ปัญญาที่แท้จริง เด็กๆ จะต้องมีความเย็นเป็นนิพพานไปตามระดับของเด็กๆ เพราะนิพพานชนิดที่เป็น ตทังคนิพพาน วิขัมภนนิพพาน และทิฏฐธรรมนิพพาน เป็นต้น แต่ด้วยเหตุเพราะความเข้าใจ และความขี้ขลาดของคนแก่ ได้กีดกันเด็กๆ ออกไปจากความรู้เรื่องนี้เสียโดยสิ้นเชิง และอ้างว่าเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าของเด็กๆ มันจะเป็นอันตรายจริงๆ หรือไม่ ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ช่วยกันสัมมนาดูสักครั้งเถิด...”

(7)

        นี่...ท่านเอาจริง-เอาจัง ถึงขั้นนั้น!!! ก็เอาเป็นว่า...ใครที่เห็นดี-เห็นงามในเรื่องนี้ คงต้องลองคิดๆ ฝึกๆ เอาไว้มั่ง โดยเฉพาะภายใต้โลกและสังคมที่นับวันจะเต็มไปด้วยความสับสน ซับซ้อน ปั่นป่วน วุ่นวาย หาแก่น หาสาระ อะไรแทบไม่ได้ การหาช่วงจังหวะไปนิพพาน ไปอยู่เหนือโลกจริง โลกปลอม แม้แต่เพียงแค่วินาที เสี้ยววินาที อย่างน้อย...อาจพอช่วยให้เกิดความสุข ความสงบเย็น เกิดสันติภาพขึ้นมาในหัวจิต หัวใจ ได้บ้าง ไม่ต้องไปหงุดหงิด รำคาญ กับการ ปรุงแต่ง ทั้งหลาย ที่นับวันออกจะ เวอร์ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าในแง่การเมือง-เศรษฐกิจ หรือสังคมก็ตาม.

 

 

 

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"