ถ้าเป็นลิเก ก็อยู่ช่วงโหมโรง ถ้าเป็นหนังกลางแปลง ก็กำลังโฆษณาถ่านไฟฉายตรากบรอบสุดท้าย ก่อนขึ้นเพลงมาร์ซ เช่นกับคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในช่วงปั่นสถานการณ์ ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้
ย้อนอดีตคดียึดทรัพย์นักการเมืองระดับผู้นำประเทศมีมาแล้ว 3 ครั้ง รายแรก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมเผด็จการทหาร เป็นการยึดทรัพย์โดยอาศัยมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 อันโด่งดังในด้านความเป็นเผด็จการ
มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ระบุว่า "ในระหว่างใช้รัฐธรรมนูญนี้ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงทางราชอาณาจักรหรือราชบังลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวน หรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามวรรคก่อนแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ"
เมื่อระบอบสฤษดิ์สิ้นสุดลง เมื่อเจ้าตัวถึงแก่อสัญกรรม มีการตรวจสอบพบว่า จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจเข้าไปคอรัปชั่นเงินภาษีของประชาชนเข้ากระเป๋าตัวเองเกือบ 2 พันล้านบาท เหตุที่เรื่องแดงขึ้นมาเพราะ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2507 นางฉวี ธนะรัชต์ ร่วมกับ พ.ต.เศรษฐา ธนะรัชต์ และ ร.ท.สมชาย ธนะรัชต์ ได้มอบหมายให้นายชมพู อรรถจินดา ทนายความชื่อดัง เป็นตัวแทนยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะที่ฝ่ายท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ภริยาจอมพลสฤษดิ์ได้แต่งตั้งให้นายทวี เจริญพิทักษ์ ทนายความชื่อดัง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอเป็นผู้จัดการมรดก
ระหว่างนั้นมีการแฉทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังทรัพย์สิน ทั้งที่มีอยู่ในธนาคารและในที่อื่นๆ และปรากฏว่า ช่วงที่จอมพลสฤษดิ์เรืองอำนาจ มีการแจกทั้งเงินสดเรือนแสน บ้านอันโอ่อ่า ที่ดิน รถยนต์ เครื่องเพชรราคาแพง แถมด้วยเงินเดือนประจำ แก่บรรดาผู้เกี่ยวข้องให้ได้เสวยสุขกันอย่างเปรมปรีดิ์ จอมพลถนอม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่ามีทรัพย์สินซึ่งเป็นของรัฐปนอยู่ในกองมรดกฯ ด้วยหรือไม่
ผลการตรวจสอบ พบเงินงบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่ง และเงินรายได้จำนวนมหาศาลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถูกจอมพลสฤษดิ์สั่งเบิกจ่ายไปใช้ในรูปของเงินราชการลับ สรุปจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้จ่ายเงินของชาติไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ที่ตรวจพบและสามารถยึดคืนได้ มีทั้งสิ้นเพียง 600 ล้านบาทเศษ
รายต่อมาไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ จอมพลถนอม กิตติขจร กับพวกนั่นเอง ประกอบด้วย จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พันเอกณรงค์ กิตติขจร การยึดทรัพย์เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในปี 2517 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 17 ยึดทรัพย์สินของจอมพลถนอมและพวก มูลค่ารวม 4 ร้อยกว่าล้านบาท แม้ฝ่ายจอมพลถนอมจะต่อสู้เพื่อขอทรัพย์สินคืนโดยการฟ้องศาล แต่ไม่สำเร็จ
รายที่ 3 หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจ รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุนหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อทำการอายัดทรัพย์ และตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) เพื่อเล่นงาน 10 นักการเมือง นำโดย พล.อ.ชาติชาย ที่เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ประธาน คตส.ยุคนั้นมี พล.อ.สิทธิ์ จิรโรจน์ เป็นประธาน ในที่สุดมีคำสั่งยึดทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท แต่ทั้ง 10 คน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล และศาลฎีกาตัดสินว่า คตส.ไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ จึงได้ทรัพย์สินคืนไป
นั่นคือ 3 รายในประวัติศาสตร์ ส่วนรายที่ 4 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะถูกยึดหรือไม่ วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้จะมีคำตอบ แต่ที่แน่นอนแล้วในขณะนี้คือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ที่มีชื่อย่อ "คตส." เหมือนกัน นั้นได้รับการรับรองจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า คตส.มีอำนาจสืบสวนอายัดทรัพย์
บ่ายวันที่ 9 และ 10 กุมภาพันธ์ ครอบครัวชินวัตร จะยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของศาล เมื่อเรื่องเลยจุดที่ว่า คตส.มีอำนาจหรือไม่มาแล้ว ส่วนที่เหลือคือ จะยึดหรือไม่ยึดเท่านั้น เพียงแต่ครั้งนี้จะต่างจาก 3 ครั้งในอดีตตรงที่มีพยานหลักฐาน เอกสารมัดแน่นที่สุด.








