คิกออฟเลือกตั้ง69เช็กความพร้อมกกต. เปิดคู่มือผู้สมัครสส.ก่อนออกหาเสียง

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งใหม่ หลังจากพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.2568 ซึ่งนำไปสู่การประกาศวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ.2569 โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใต้การนำของ “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 ที่กำหนดกรอบเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน หลังยุบสภา

การเตรียมความพร้อมของ กกต.เริ่มต้นด้วยการประชุมคณะกรรมการเพื่อเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมการกำหนดวันรับสมัครผู้สมัคร สส. ทั้งแบบ แบ่งเขตเลือกตั้ง และ แบบบัญชีรายชื่อ โดยแบบแบ่งเขตเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27-31 ธ.ค.68 และแบบบัญชีรายชื่อวันที่ 28-31 ธ.ค.68 เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. โดยกำหนดสถานที่รับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขต จะรับสมัครที่ศูนย์กีฬาเยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง ขณะที่จังหวัดอื่นๆ เช่น กระบี่ จะรับสมัครที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด

นอกจากนี้ กกต.ยังเตรียมความพร้อมด้านระบบเทคโนโลยีและบุคลากร โดยเร่งแก้ไขปัญหาในระบบลงทะเบียนออนไลน์ หลังพบว่าประชาชนบางส่วนไม่สามารถลงทะเบียนได้ในช่วงแรก รวมถึงการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อรับมือกับการออกเสียงประชามติที่จัดพร้อมกันในวันเลือกตั้งเดียวกันตาม ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยระเบียบนี้ครอบคลุมตัวอย่างบัตรออกเสียงและขั้นตอนการนับคะแนนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส การเตรียมการเหล่านี้สะท้อนถึงบทบาทหลักของ กกต. ในฐานะองค์กรอิสระที่ต้องรักษาความเป็นกลางและประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนกว่า 52 ล้านคนทั่วประเทศ สามารถใช้สิทธิได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ กกต.ยังประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อแจ้งเตือนพรรคการเมืองให้ส่งรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติภายในเวลา 08.00 น. ของวันที่ 28 ธ.ค.2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการไพรมารีโหวตที่พรรคต้องดำเนินการล่วงหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย

สำหรับข้อกำหนดในการสมัครรับเลือกตั้ง สส. กกต.อ้างอิงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง มีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับแบบแบ่งเขต และต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันสมัคร ยกเว้นกรณียุบสภา ขณะที่ลักษณะต้องห้าม รวมถึงห้ามเป็นบุคคลล้มละลาย ห้ามถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ห้ามถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดเว้นคดีประมาทหรือลหุโทษ และห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน พรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมการสมัครแบบบัญชีรายชื่อ โดยผู้สมัครต้องยื่นเอกสารด้วยตนเองพร้อมค่าธรรมเนียม 10,000 บาท โดยกกต.จะตรวจสอบคุณสมบัติภายใน 7 วันหลังรับสมัคร เพื่อประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการรับรอง

ส่วน “ข้อห้าม” และ “ข้อกำหนด” ในการหาเสียงเลือกตั้ง กกต. ยึดตามมาตรา 73 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ช่วยหาเสียงกระทำการที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะลักษณะต้องห้าม 5 ประการหลัก ได้แก่ ห้ามให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคล ชุมชน หรือสถาบันใด ห้ามจัดเลี้ยงหรือมหรสพเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ห้ามใช้คำพูดหมิ่นประมาท ใส่ร้าย หรือยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้สมัครอื่น ห้ามใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ และห้ามกระทำการทุจริตอื่นๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

สำหรับการใช้รถแห่หาเสียง กกต.อนุญาตให้ใช้รถยนต์หรือยานพาหนะเคลื่อนที่เพื่อประชาสัมพันธ์ได้ แต่ห้ามจัดมหรสพ การรื่นเริง หรือใช้เสียงดังเกิน 80 เดซิเบลในระยะ 100 เมตรจากสถานที่ราชการ โรงพยาบาล หรือวัดวาอาราม และต้องแจ้งเส้นทางล่วงหน้าแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อควบคุมการจราจร ในส่วนของการติดป้ายหาเสียง กกต.กำหนดให้ติดได้เฉพาะในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินหรือหน่วยงานรัฐ เช่น ถนนสาธารณะต้องได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงหรือเทศบาล ห้ามติดบนต้นไม้ สะพานลอย หรือสิ่งสาธารณประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต และป้ายต้องมีขนาดไม่เกิน 2x3 เมตร พร้อมระบุชื่อผู้สมัคร หมายเลข และพรรคอย่างชัดเจน หากฝ่าฝืนอาจถูกสั่งรื้อถอน โดยในกรุงเทพมหานคร กกต.กทม. ย้ำว่าป้ายที่ติดผิดสถานที่จะถูกถอดทันทีเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน นอกจากนี้ การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องแจ้งช่องทางล่วงหน้าแก่ กกต. โดยค่าใช้จ่ายหาเสียงต้องไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อเขตสำหรับแบบแบ่งเขต และ 20 ล้านบาทสำหรับพรรคที่ส่งบัญชีรายชื่อ ซึ่ง กกต.จะตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายหลังเลือกตั้งเพื่อป้องกันการทุจริต

โดยรวมแล้ว การเตรียมความพร้อมของ กกต.ในครั้งนี้เน้นการใช้เทคโนโลยีและการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่ามกลางการจัดการเลือกตั้งควบคู่กับประชามติ ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อน แต่ก็เป็นโอกาสในการเสริมสร้างประชาธิปไตย

โดย กกต.ได้ย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง

โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง

ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท