อดีตประธานาธิบดีศรีลังกาเล็งพำนักชั่วคราวในประเทศไทย

โกตาบายา ราชปักษา อดีตผู้นำศรีลังกาที่ถูกประชาชนขับไล่จนต้องหนีออกนอกประเทศไปพำนักชั่วคราวที่สิงคโปร์ เล็งหาที่หมายใหม่ในการหลบลี้ภัย เนื่องจากวีซ่าสิงคโปร์ของเขากำลังจะสิ้นสุดลง โดยปลายทางต่อไปคือประเทศไทย

แฟ้มภาพ โกตาบายา ราชปักษา อดีตประธานาธิบดีของศรีลังกา (Photo by ANDY BUCHANAN / POOL / AFP)

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565 กล่าวว่า อดีตประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ของศรีลังกาที่ถูกขับไล่จนต้องหนีออกนอกประเทศ ก่อนประกาศลาออกจากตำแหน่ง ขณะนี้กำลังพำนักอยู่ที่สิงคโปร์ และมีกำหนดย้ายถิ่นฐานไปพำนักยังประเทศอื่น เพราะวีซ่าสิงคโปร์ของเขากำลังจะหมดอายุในวันพฤหัสบดีนี้

ตามปกติ ชาวศรีลังกาที่เดินทางมาถึงสิงคโปร์จะได้รับวีซ่าเป็นเวลา 30 วัน แต่ทางการสิงคโปร์กล่าวว่า ในตอนแรกพวกเขาให้เวลาราชปักษาสามารถอยู่ในประเทศได้แค่ 2 สัปดาห์ ก่อนขยายเวลาวีซ่าออกไปอีก 2 สัปดาห์ในเวลาต่อมา

มีรายงานว่าราชปักษาและครอบครัวจะเดินทางไปหาที่พำนักยังประเทศไทยเป็นจุดหมายต่อไป หลังจากพยายามขอขยายอายุวีซ่า แต่ไม่ได้รับการอนุมัติจากทางการสิงคโปร์

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับอดีตประธานาธิบดีศรีลังกากล่าวว่า ตอนนี้ราชปักษามีแผนที่จะไปพักที่ประเทศไทยเพียงแค่ขั่วคราว ก่อนจะกลับมาสิงคโปร์อีกครั้ง โดยแท้จริงแล้ว ราชปักษาอยากกลับศรีลังกามากกว่า เนื่องจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลของเขาสิ้นสุดลงแล้ว แต่รานิล วิกรมสิงเห ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้แนะนำให้เขาพำนักอยู่นอกประเทศไปก่อนในช่วงนี้

กระทรวงการต่างประเทศของไทยออกมาแถลงยืนยันว่า ได้รับคำขอจากศรีลังกาให้อนุญาตให้ราชปักษาเดินทางเข้าประเทศ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการขอลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศไทย

“ทางการไทยได้รับคำขอจากรัฐบาลปัจจุบันของศรีลังกา ให้อดีตประธานาธิบดีเดินทางเข้าประเทศไทย และมีการรับรองว่า การเดินทางครั้งนี้จะเป็นการพักอาศัยอยู่ชั่วคราวโดยมีเป้าหมายเพื่อเดินทางต่อไป โดยไม่มีการขอลี้ภัยทางการเมือง” ธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศของไทย กล่าวในแถลงการณ์.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พาณิชย์เผย 7 เดือนต่างชาติขนเงินลงทุนในไทย 2.19 แสนล้านบาท

7 เดือนปี ‘69 ต่างชาติลงทุนในไทย 2.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ‘68 ถึง 5.97 หมื่นล้านบาท หรือ 37% สิงคโปร์ ขึ้นแท่นลงทุนอันดับหนึ่ง 6.11 หมื่นล้านบาท ตามด้วย ญี่ปุ่น 4.50 หมื่นล้านบาท และจีน 3.86 หมื่นล้านบาท