อิหร่านและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางได้ หลังสิ้นสุดการเจรจาที่ยาวนานในอิสลามาบัด ตัวแทนอเมริกาอ้างยื่นข้อเสนอสุดท้ายและดีที่สุดให้กับรัฐบาลเตหะรานแล้ว

รองประธานาธิบดีเจ ดี. แวนซ์ ของสหรัฐฯ จับมือกับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน (ขวา) ระหว่างการพบปะก่อนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัด เมื่อวันที่ 11 เมษายน (Photo by Pakistan's Prime Minister Office / AFP)

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน จับมือกับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน (ขวา) ระหว่างการพบปะก่อนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัด เมื่อวันที่ 11 เมษายน (Photo by Pakistan Prime Minister's Office / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 กล่าวว่า เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยหลังจากการเจรจาที่ยาวนานในอิสลามาบัด ระบุว่า อิหร่านและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางได้ แต่เสริมว่าเขาได้ยื่น "ข้อเสนอสุดท้ายและดีที่สุด" ให้กับตัวแทนเตหะรานไปแล้ว
แวนซ์กล่าวว่า สหรัฐฯกำลังมองหา "คำมั่นสัญญาขั้นพื้นฐาน" จากอิหร่านว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยังไม่เห็นสิ่งนั้น หลังเสร็จสิ้นการประชุมระดับสูงสุดระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
อย่างไรก็ตาม เขาส่งสัญญาณว่ายังคงให้เวลาอิหร่านพิจารณาข้อเสนอจากสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างหยุดการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์เพื่อรอการเจรจา
ปากีสถานซึ่งเป็นเจ้าภาพการและผู้นำของประเทศได้เชิญทั้งสองฝ่ายมาเจรจา ระบุว่าจะยังคงอำนวยความสะดวกในการเจรจาต่อไปและเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศเคารพการหยุดยิงชั่วคราว
สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า การเจรจาหยุดชะงักเนื่องจากข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลของฝ่ายอเมริกัน แม้โฆษกกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านออกตัวในภายหลังว่า "ไม่มีผู้ใดคาดหวังว่าหลังจากสงคราม 40 วัน พวกเขาจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในครั้งเดียว"
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้เกิดการตอบโต้ จนส่งผลให้ตะวันออกกลางตกอยู่ในความขัดแย้งและเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน
อิหร่านและสหรัฐฯ เข้าสู่การเจรจาด้วยท่าทีแข็งกร้าวที่ปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยรัฐบาลวอชิงตันเพิ่มแรงกดดันด้วยการส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ
สัญญาณของความตึงเครียดในการเจรจาปรากฏขึ้นเมื่อสื่ออิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เรียกร้องมากเกินไปเกี่ยวกับช่องแคบนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหนึ่งในห้าของโลกก่อนที่อิหร่านจะปิดกั้นอย่างเบ็ดเสร็จในช่วงสงคราม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันในการเจรจาหลายชั่วโมงในวันเสาร์ว่า สหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในสนามรบแล้วด้วยการสังหารผู้นำอิหร่านและทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สำคัญ
"ไม่ว่าเราจะบรรลุข้อตกลงหรือไม่ก็ไม่สำคัญสำหรับผม เหตุผลก็เพราะเราชนะแล้ว" ทรัมป์กล่าว
หลังจากเจรจากันนาน 21 ชั่วโมงในเมืองหลวงของปากีสถาน แวนซ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
"เราออกจากที่นี่พร้อมข้อเสนอที่เรียบง่ายมากและเป็นข้อเสนอสุดท้ายและดีที่สุดของเรา เราจะรอดูว่าอิหร่านจะยอมรับหรือไม่" แวนซ์กล่าว ก่อนที่จะเดินทางไปยังสนามบินใกล้เคียงและบินออกจากปากีสถาน
อิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน กล่าวว่า รัฐบาลของเขาจะยังคงมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้มีการเจรจาระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาต่อไปในอนาคต โดยระบุว่าความพยายามที่จะให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันนั้นจะยังคงดำเนินต่อไป
เขากล่าวเสริมว่า "เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องรักษาคำมั่นสัญญาเรื่องการหยุดยิงต่อไป"
การประชุมที่มีเดิมพันสูงนี้เกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัดด้วยความไม่ไว้วางใจอย่างมากจากทั้งสองฝ่าย
ในเดือนกุมภาพันธ์ อิหร่านกำลังเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์กับสตีฟ วิทคอฟฟ์ เพื่อนนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มโจมตี การโจมตีครั้งแรกของสงครามครั้งนี้ทำให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต
ทั้งคุชเนอร์และวิทคอฟฟ์เป็นส่วนหนึ่งของทีมแวนซ์ในปากีสถาน ส่วนคณะผู้แทนอิหร่านจำนวน 70 คน นำโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาผู้ทรงอิทธิพล รวมถึงอับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศ
เงื่อนไขของอิหร่านสำหรับข้อตกลงใดๆ เพื่อยุติสงคราม ได้แก่ การยกเลิกการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร และยุติสงครามของอิสราเอลกับฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอนซึ่งแวนซ์กล่าวว่าจะไม่ถูกนำมาหารือในอิสลามาบัด
การเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญอีกด้วย
ตลอดช่วงสงคราม อิหร่านใช้ประโยชน์จากอิทธิพลทางเศรษฐกิจระดับโลกโดยการควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ เนื่องจากชาวอเมริกันบ่นเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
กองทัพสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันเสาร์ว่า เรือรบของกองทัพเรือสองลำได้แล่นผ่านช่องแคบเพื่อเริ่มกวาดล้างทุ่นระเบิดและตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน
กองทัพอิหร่านปฏิเสธว่ามีเรือรบอเมริกันได้เข้ามาในเส้นทางน้ำดังกล่าว และขู่ว่าจะตอบโต้หากกระทำเช่นนั้น
กองบัญชาการทหารเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านกล่าวว่า คำสัญญาของอิหร่านเรื่องการผ่านแดนอย่างปลอดภัยในช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์นั้น ใช้ได้เฉพาะกับเรือพลเรือนภายใต้เงื่อนไขเฉพาะเท่านั้น
สหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลก แต่การนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียโดยตรงนั้นน้อยกว่าพันธมิตรในยุโรปหลายประเทศ ซึ่งทรัมป์ได้ตำหนิประเทศเหล่านั้นที่ไม่เข้าร่วมสงครามทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้รับการปรึกษาหารือล่วงหน้า
"เราจะเปิดช่องแคบแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้มันก็ตาม เพราะมีหลายประเทศในโลกที่ใช้มันอยู่ ซึ่งอาจจะกลัว, อ่อนแอ หรือตระหนี่" ทรัมป์กล่าว
ขณะที่ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวหลังจากเดินทางถึงปากีสถานไม่นานว่า อิหร่านยังคงระแวงสหรัฐอเมริกาอย่างมาก
"ประสบการณ์ของเราในการเจรจากับชาวอเมริกันนั้นมักจะพบกับความล้มเหลวและคำสัญญาที่ผิดพลาดเสมอ" โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ กล่าว
ก่อนเดินทางไปปากีสถาน แวนซ์กล่าวว่า หากอิหร่านยินดี สหรัฐฯ จะเจรจาด้วยความสุจริตใจ แต่จะไม่ตอบรับหากพวกเขากำลังพยายามเอาเปรียบเรา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ การที่อิสราเอลยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงไม่มีความเกี่ยวพันกับแนวรบในเลบานอนซึ่งกองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่และบุกโจมตีทางบกเพื่อตอบโต้การยิงจากฮิซบุลเลาะห์
ทางการเลบานอนรายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 18 ราย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการของอิสราเอลนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเกิน 2,000 รายแล้ว
ทั้งนี้ อิสราเอลและเลบานอนจะจัดการเจรจาของตนเองในสัปดาห์หน้าที่กรุงวอชิงตัน โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า เขาต้องการข้อตกลงสันติภาพกับเลบานอนที่จะคงอยู่ไปชั่วอายุคน
แต่ทางอิสราเอลได้ปฏิเสธการหยุดยิงกับฮิซบุลเลาะห์ โดยส่งสัญญาณว่าจะพยายามกดดันรัฐบาลกลางในเบรุตซึ่งอ่อนแอมาโดยตลอดแทน.

