ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา

การเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ  ถ้าไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้นก็เปิดเผยมา..ปัจจุบันมี YouTube, TikTok, Facebook Live มีช่องทางหลายอย่าง หากอยากสาธารณะนัก เชิญไปทำช่องตัวเองเลย ทำ YouTube ช่องตัวเอง หาตังค์เอง ถ้าเกิดว่าไทยพีบีเอสเป็นองค์กรเอกชนจะทำยังไงก็ได้..ประชาชนอยากทราบจริง ๆ ว่าทำไมจะเปิดเผยไม่ได้ ประชาชนอยากจะรู้ว่าที่อิสระ แต่ละรายการเขาผลิตยังไง..

ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร ที่มีเนื้อหาถูกวิจารณ์ว่าเป็น"ปฏิบัติการ เขย่าเส้นทางภาษีบาป" ผ่านการเสนอร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่...) พ.ศ....เสนอโดยอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ และอีก 3 ร่างเสนอโดย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และมือกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย คือ ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่...) พ.ศ....หรือร่างกฎหมายไทยพีบีเอส เป็นต้น

รายการ"ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด"สัมภาษณ์พิเศษ"นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี"ถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งนพ.เอกภพ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงหลักการ-เหตุผลในการต้องเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนเส้นทางภาษีบาปดังกล่าว รวมถึงประเด็นทางการเมือง หลังพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 17 คน

"นพ.เอกภพ"กล่าวว่าการเสนอร่างพ.ร.บ.ทั้งสี่ฉบับเข้าสภาฯ  เป็นเรื่องที่ส.ส. พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าควรจะต้องมีการจัดการเรื่องของการเงินการคลังให้มีความโปร่งใส จัดระเบียบวิธีการเงินการคลัง จึงร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ.ทั้งสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ

..สิ่งที่ผมต้องมาพูดในฐานะโฆษกรัฐบาลในเรื่องดังกล่าว เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาว่าระบบการจัดทำงบประมาณของประเทศไทย ในฐานะรัฐบาลภูมิใจไทยจะต้องเป็นงบประมาณที่เงินทุกบาทที่รัฐจัดเก็บ ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตาม จะต้องเข้าสู่ระบบงบประมาณที่ต้องเผยแพร่ต่อประชาชนและประชาชนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องและรับทราบได้ ปลายทางที่จัดสรรงบประมาณ ทุกบรรทัดของงบประมาณต้องมีการติดตามได้ ตรงนี้คือหลักการ อันเป็นหลักการที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ระเบียบวินัยการเงินการคลัง ปี 2561 ที่บัญญัติไว้ว่า ถ้าหน่วยงานใดจัดเก็บรายได้ ต้องไม่จัดเก็บรายได้มากกว่ารายได้ภาษี คือไม่ให้เก็บพิเศษกว่าภาษีที่เก็บ อันที่ 2 คือ เก็บได้ถ้าเป็นท้องถิ่นเท่านั้น และมีบทเฉพาะกาลเขียนไว้ว่า ถ้าเกิดมีกฎหมายที่ออกมาก่อนหน้านั้นแล้วให้จัดเก็บ ก็ให้จัดเก็บต่อไป

จากที่กล่าวข้างต้น เมื่อพิจารณาดูแล้ว กฎหมายวิธีระเบียบการเงินการคลัง ระเบียบงบประมาณ เขียนไว้ชัดเจนว่าไม่ให้จัดเก็บเอง แต่ที่จัดเก็บกันได้อยู่ในเวลานี้เป็นเรื่องของบทเฉพาะกาล และนโยบายของรัฐบาล อยากให้การบริหารจัดการการเงินการคลังเป็นระบบระเบียบ ไม่มีเงินที่ไปซุกไว้ตรงไหนให้เราเห็น ตอนนี้ที่ทำกันปีที่แล้วเป็นการจัดการเรื่องรายจ่าย(งบประมาณรายจ่ายประจำปี) ที่รายจ่ายทุกก้อนต้องเอาขึ้นมาให้เห็น ไม่ใช่นำไปซุกไว้แล้วค่อยมาของบกลางทีหลัง ตรงนี้เองมาถึงเรื่องรายได้ก็ไปจัดการในเรื่องของตรงนี้ สอดคล้องกับที่สส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ส่งร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ

-เรื่องนี้ในพรรคภูมิใจไทยมีการหารือกันมากหรือไม่ เพราะคงรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร้อน?

ทุกกฎหมายต้องมีการหารือกันอยู่แล้ว และเนื่องจากว่าเราตั้งใจจะปฏิรูป ตั้งใจจะทำให้ทุกอย่างมีความโปร่งใส ประเทศนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วตรงจุดนี้เป็นจุดพื้นฐาน เรื่องของวิธีการงบประมาณ คือนอกจากที่เราจะทำเรื่องนี้แล้ว มีเรื่องสร้างสรรค์อีกเรื่องหนึ่งที่เราจะทำพร้อมกันไปที่ทำแบบเป็นแพ็กเกจเลยคือ พอเงินทุกก้อนที่มีการไปจัดเก็บมาแล้วไปโดนซุกไว้ที่ไหน จะต้องนำมาให้เห็น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม. เพิ่งมีมติเห็นชอบเรื่องของปฏิทินงบประมาณปีพ.ศ 2571ซึ่งสิ่งที่ใส่เข้าไปใหม่ในนั้นคือเรียกว่า Pre-budgeting Consultation คือการปรึกษาหารืองบประมาณก่อนที่จะทำ แต่เดิมเมื่อรัฐบาลมีกำหนดกรอบเวลาที่จะทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี  หน่วยงานราชการก็ทำส่งขึ้นมา ต่อไปจะทำใหม่ เราเอาสิ่งที่กรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ผ่านมา  มีข้อคิดเห็นอย่างไร มีข้อเสนอแนะอย่างไร มีข้อสังเกตอย่างไร เอามาตั้งก่อน จากนั้นให้พรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้มาร่วมวิเคราะห์-วิจารณ์ แล้วก็ร่วมสร้างโครงของงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2571 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานรับงบประมาณ หน่วยงานที่ใช้งบประมาณที่เป็นตัวบริหารจัดการ, ภาคประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นเลย  ภาคเอกชน องค์กรร่วม 3 สถาบันของเอกชนก็มามีส่วนร่วม รวมถึงภาควิชาการ

ทำให้กลายเป็นว่าก่อนที่จะเริ่มงบประมาณในปีนี้ จะมีทุกภาคส่วนมาร่วมกันกำหนดกรอบงบประมาณไม่ใช่รัฐบาลกำหนด

-คล้ายกับให้มาดูโจทย์ของประเทศ ณ พ.ศ. นั้นก่อน แล้วก็มาดูกันว่าหน่วยงานไหนควรจะได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างไรแบบนั้นใช่หรือไม่?

ใช่ คือที่ผ่านมาเราวิพากษ์วิจารณ์กันว่างบประมาณของประเทศ เป็นงบของราชการ เพราะว่าเป็นหน่วยงานราชการทำงบขึ้นมาแล้วรัฐบาลได้แค่ประทับตราหรือเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย แต่เรากลับหัวใหม่คือให้มีการกำหนดกรอบ กำหนดกฎเกณฑ์ในการจัดทำงบประมาณในแต่ละปี ซึ่งทุกภาคส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องก่อน

และอีกอันหนึ่งที่เป็นเครื่องมือคู่กัน เรียกว่า งบประมาณฐานศูนย์ คือ Zero-based Budgeting ที่คือการทำให้การจัดการเรื่องของทิศทางงบประมาณจากทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากฐานศูนย์ คือราชการไม่ต้องเอาฐานเก่ามาคิดแล้วก็บวกอีก 20-30%อันนี้ก็คือฐานศูนย์นั่นเองซึ่งจะเริ่มในปีนี้เพื่อจะใช้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571

-กำลังบอกว่านโยบายต่างๆจะสอดคล้องกับการไปเสนอแก้ไขกฎหมายของกองทุนต่างๆที่เกิดขึ้นขณะนี้พอดี?

คือจริง ๆ แล้วมีอีกหลายภาคส่วน อีกหลายกองทุนที่ยังกระจัดกระจายอยู่ แต่ว่ารอบนี้เป็นเรื่องของ 4 กองทุนซึ่งมาจากที่มาเดียวกัน เรื่องของภาษีบาป

-ก็คือจากที่มีข้อมูลออกมาว่า ที่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต แล้วนำส่งให้ไทยพีบีเอส 2,000 ล้านต่อปี, กองทุนกีฬา 4,000 ล้าน, สสส. ก็ 4,000 ล้าน, ผู้สูงอายุก็ 4,000 ล้าน รวมเป็น 4 ก้อนก็ราวๆ  14,000 ล้านต่อปีคือไม่ต้องอะไรเลย ถึงวาระก็เอาไป?

ก็ใช่ ก็คือว่าสรรพสามิต เวลาที่เขาขายเหล้า ขายบุหรี่ได้ เขา(ผู้ประกอบการ) ก็ส่งภาษีเข้าสรรพสามิต สรรพสามิตเก็บมา ก็ไม่ได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง แต่เอาไปให้หน่วยงานเหล่านี้ ก็คือเอาไปใช้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านใครมาพิจารณา ก็คือไปพิจารณาในหน่วยงานหรือกองทุนต่างๆ เหล่านั้นกันได้เลย

-คือไปบริหารจัดการเอาเอง พอครบปีหน่วยงานก็มารายงานต่อสภาฯ ปีละรอบ?

ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสนใจว่าการรายงานการดำเนินงานต่อสภาฯ เป็นการรายงานในวาระรับทราบ ซึ่งการรับทราบคือแค่รับทราบ ไม่มีมรรคผล ไม่มีการจะไม่รับรอง คือให้สภาฯ มีการอภิปรายกันยังไงก็แค่รับทราบ

ไทยพีบีเอส กลัวถูกตรวจสอบ?

-ในส่วนของร่างพ.ร.บ.ทั้งสี่ฉบับที่เปลี่ยนแปลงเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับสี่กองทุน อย่างของ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมของไทยพีบีเอส ก็เขียนไว้ในร่างว่า ให้ใช้เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็มีการพูดกันว่าหมกเม็ด ไทยพีบีเอสบอกว่า หากเป็นแบบนี้ จะทำให้เขาจะไม่เป็นสื่อสาธารณะ เพราะต้องไปแบมือขอรัฐบาล จากเดิมที่รับตรงจากกระทรวงการคลัง?

เขาเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าบางอย่าง ก็คือว่า การขอเงินตามระบบงบประมาณปกติ ไม่ได้ขอจากรัฐบาล แต่เป็นการแสดงรายการของรายจ่ายประจำปีของเขา และเสนอต่อสภา รัฐสภาคือตัวแทนของพี่น้องประชาชน ซึ่งวิธีการจัดทำงบประมาณ ก็อย่างที่ประชาชนเห็นคือ มีการอภิปรายงบประมาณ มีการนำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เข้าสู่สภาฯในวาระ 1 รับหลักการ  วาระ 2 ก็ไปดูรายมาตรา รายกระทรวง มีอนุกรรมาธิการที่ไปดูรายละเอียดย่อยของแต่ละงบ

ที่เขากลัวคือการที่โดนตรวจสอบที่เป็นรายละเอียดย่อยรายบรรทัดมากกว่า แล้วเป็นข้ออ้างว่าจะไม่อิสระ เพราะว่าร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอเข้าสภาฯ ไม่ได้มีแตะต้องเรื่องของโครงสร้างการบริหารองค์กร ไม่ได้แตะต้องเรื่องของที่มาของบอร์ดบริหาร หรือคณะกรรมการบริหาร หรือวิธีการบริหาร ไม่ได้ไปยุ่งเลย เพราะต้องการเรื่องของระเบียบวินัยการเงินการคลังอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นการจะบอกว่ารัฐบาลไปสั่งได้(ไทยพีบีเอส)  อันที่ต้องคุยกันให้ชัดเลยคือ การเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ  ถ้าไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้นก็เปิดเผยมา ถ้าคุณต้องการจะใช้งบ 4,000 ล้าน แล้วแผนมันชัดเจน มีหรือที่ทางสภาฯ จะไม่ให้งบ  เพราะรัฐบาลไม่ได้สั่งสภาได้ให้ซ้ายหันขวาหัน แล้วการอภิปรายในสภาฯประชาชนเห็นหมด แล้วก็จะได้เห็นสิ่งที่เขาเคยปิดบังไว้ด้วย

และมีข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่งคืออีก 2 กองทุนคือ กองทุนผู้สูงอายุ กับ กองทุนกีฬา ทำไมเขาไม่ออกมาเดือดร้อนหรือมีปัญหาอะไร ข้อสังเกตนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ ผมก็พยายามหาข้อมูล ปรากฏว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับ 2 กองทุนดังกล่าว  คือเขามีเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ประจำอยู่แล้ว กองทุนผู้สูงอายุก็ไปอุดหนุนผู้สูงอายุ ไปให้เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ กองทุนกีฬาก็จะมีรายจ่ายเรื่องของเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา มีค่ารางวัลนักกีฬาที่เอเชียนเกมส์กลับมาก็ได้รางวัล เป็นต้น

ตรงนี้มีรายจ่ายที่ใช้อยู่แล้ว มีเงินที่จะไปใช้ในโครงการพิเศษต่าง ๆ ไม่เยอะ มันก็จะไม่ได้เป็นแหล่งเงินทุนที่เอาไปจุนเจือเครือข่ายเหมือนกับ สสส. หรือ ไทยพีบีเอส ก็เลยไม่มีใครเดือดร้อนใน 2 กองทุนดังกล่าว(กองทุนผู้สูงอายุ -กองทุนพัฒนาการกีฬา)

-กำลังบอกว่า 2 กองทุนนี้ คือ ไทยพีบีเอส กับ สสส. เดือดร้อน?

ก็เห็นเขามาดิ้นกันจังเลย แล้วก็พยายามระดมคนมาให้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แล้วพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเยอะแยะมากมายหลายประเด็น

-แต่ถ้อยแถลงของทั้งสสส. ไทยพีบีเอส ก็อิงทางวิชาการ?

ผมก็อ่านผ่านๆ แต่ผมอ่านแล้ว ผมเห็นว่าเนื้อหาหรือใจความ ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่  เนื้อหาหรือใจความทำให้ดูสวยหรูและยืดยาว แต่ว่าจริง ๆ ต้องอธิบายกันชัด ๆ ว่ากลัวอะไรกับงบประมาณเข้าสู่การตรวจสอบของรัฐสภา

ถ้าพูดถึงเฉพาะไทยพีบีเอส เมื่อไปดูไส้งบประมาณที่ผ่านมา ปรากฏว่า 2,000 ล้านต่อปี มีการนำไปใช้ในการจ้างผลิตรายการประมาณครึ่งหนึ่ง โดยที่เขามีคนอยู่ประมาณ 1,500 คนที่เป็นลูกจ้างของไทยพีบีเอส แต่ว่ายังไปจ้างเอกชนผลิตรายการ ซึ่งเราไปดู ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมถึงไปให้คนนั้น ทำไมถึงไปให้คนนี้ผลิตรายการ และคิดเฉลี่ยต่อตอนแล้วทำไมราคาแพง ตรงนี้ไม่เคยมีการตรวจสอบเลย

เขาบอกว่าตรวจสอบแล้ว ตรวจสอบยังไง  ตรวจสอบกันเองภายใน แต่ถ้าอยู่ในระบบงบประมาณปกติ พี่น้องประชาชนจะเห็นเลยว่าเขาจ้างผลิตรายการอะไรบ้าง กี่รายการ รวมถึงมีการตั้งข้อสังเกตุว่าการให้เงินไปทำงานในเชิงประเด็นหรือเชิงพื้นที่ อาจจะมีกลุ่มที่รับเงินไปแล้วมีเรื่องของแนวคิดบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อรัฐ

-มีวาระที่น่าสงสัย?

ก็มีคนตั้งข้อสังเกต ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เราไม่เคยนำมาดูกันเลย  ไม่เคยมีใครตรวจสอบ คนภายนอกอาจได้แค่ตั้งข้อสังเกต ไม่มีเงื่อนไขที่เราจะไปบอกว่าห้ามทำแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ได้  แต่ต้องวงเล็บอีกอย่างหนึ่ง รัฐบาลจะสั่งไม่ได้ ถ้าจะทำแบบนี้ คนที่จะทำได้คือสภาฯ  จะดูรายละเอียดและประชาชนจะเห็น อันนี้คือที่มาที่ไปชัดเจนว่างบประมาณต้องนำมาแสดงให้เห็นชัด

-ไม่มีการไปยุบ ไม่มีการไปแทรกแซงแน่นอน?

ไม่ได้แก้มาตราที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ หรือไปแก้ไขในเรื่อง การได้มาซึ่งการสรรหาคณะกรรมการฯ  การได้มาซึ่งกรรมการชุดต่าง ๆ รวมถึงรูปแบบการบริหาร การมีสภาผู้ชม ไม่ได้แตะต้องเลย

สิ่งที่เราต้องคุยกันให้ชัดเลย ในวันที่กฎหมายไทยพีบีเอสฉบับปัจจุบันประกาศใช้คือเมื่อปี พ.ศ.  2551 คำว่าสื่อสาธารณะคือหมายถึงว่า สามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามอิสระเสรีตามความคิดของสื่อ แต่ปัจจุบันมี YouTube, TikTok, Facebook Live มีช่องทางหลายอย่าง หากอยากสาธารณะนัก เชิญไปทำช่องตัวเองเลย ไปทำ YouTube ช่องตัวเอง หาตังค์เอง ถ้าเกิดว่าไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่เป็นเอกชนจะทำยังไงก็ได้

-พูดอย่างนี้ทัวร์ลงแน่นอน?

อ้าว ก็ประชาชนอยากทราบจริง ๆ ว่าทำไมจะเปิดเผยไม่ได้ ประชาชนอยากจะรู้ว่าที่มันอิสระ ก็แค่อยากรู้ว่าแต่ละรายการเขาผลิตยังไง

-หากเป็นลักษณะว่ายังได้รับงบจากรมสรรพสามิตเหมือนเดิม แต่ว่าปรับให้มีการตรวจสอบเปิดเผยทั้งหมด เปิดเผยหมดเกลี้ยง แล้วรัฐบาลหรือสังคม จะมาตั้ง KPI หากแบบนี้เพียงพอหรือไม่?

ก็ทำไมไม่เปิดงบประมาณให้อยู่ในระบบจริง ๆ แล้วหลักการอย่างเดียวที่เราต้องการคืองบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐเก็บ เราต้องรับรู้

สมมุติผมตั้งร้านขายก๋วยเตี๋ยว ผมขายก๋วยเตี๋ยว แต่ผมขายแคบหมูด้วย ขายลูกชิ้นปิ้งด้วย ขายน้ำด้วย บังเอิญผมเก็บเงินได้เฉพาะก๋วยเตี๋ยว ผมไม่เก็บเงินค่าน้ำ เก็บเงินค่าแคบหมูไม่ได้ แล้วคนที่อยู่ในร้านเอาเงินส่วนนั้นไป ผมบริหารจัดการในภาพรวมของร้านไม่ได้ นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับงบประมาณในวันนี้ คือเราจัดเก็บมาแต่ว่าจัดเก็บแล้วไปซุกซ่อนอยู่ให้หน่วยงานเหล่านี้ไปใช้ โดยเราเห็นว่าเงินรายได้มีอยู่ประมาณหนึ่ง เราควรจะต้องเอากลับมาแผ่

ข้อสังเกตุอย่างหนึ่งคือ ถ้าไทยพีบีเอส มีเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาทที่ต้องให้ แล้วเรานำกลับมากอง แล้วถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ 2,000 ล้าน ก็ใช้ 2,000 ล้าน แต่ถ้าเกิดว่าต้องใช้มากกว่านั้น งบประมาณประจำปีก็สามารถเติมให้คุณได้ ไม่แฮปปี้กว่าหรือ หรือถ้าไทยพีบีเอสที่ได้ 2,000 ล้านเยอะเกินไป สภาฯ เห็นแล้วว่าขอตัดมาสัก 500 ล้าน แล้ว 500 ล้านไปให้ผู้สูงอายุได้หรือไม่ ซึ่งเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มขั้นยิ่งยวด ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ที่ 1 ใน 3 ของประชากรจะเป็นผู้สูงอายุ เราต้องใช้เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุมากกว่านี้ ก็ตัดมาจากไทยพีบีเอส หรือกองทุนสสส.  4,000 ล้านต่อปี แต่ปรากฏว่าเราเห็นเอาเงินไปกองไว้ประมาณ 1,700 ล้านบาท เราขอมาสัก 700 ล้านบาทไปให้ผู้สูงอายุหรือด้านการพัฒนากีฬาได้หรือไม่

-ก็คือ หากจัดตามงบประมาณประจำปี ก็มีโอกาสได้มากกว่า 2,000 ล้านก็ได้ หรือต่ำกว่าก็ได้ อยู่ที่ว่าแต่ละปีโครงการเป็นยังไง และความเห็นของสภาฯเป็นอย่างไร?

ถูกครับ แล้ว สสส. ก็มีคำชี้แจงว่ากลัวบางโครงการที่มีความต่อเนื่องที่ต้องทำหลายปี ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีสามารถตั้งข้ามปีได้ตั้งงบผูกพันได้ สามารถเขียนเงื่อนไขให้ได้ ก็คือไม่มีอะไรที่จะอธิบายว่าทำไมถึงจะต้องไปอยู่นอกระบบงบประมาณ

-ในส่วนของสสส.ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2544  สังคมก็ชอบสสส.ไม่น้อย แล้วไม่ตอบโจทย์ตรงไหน?

สังคมที่ชอบ อาจจะเป็นสังคมที่อยู่ในแวดวงที่ได้ประโยชน์จาก สสส. ทีนี้ 25 ปีของ สสส.ถามว่าคนไทยได้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพหรือไม่ ผู้ดำเนินรายการคิดว่าตัวเองได้อะไรจาก สสส. บ้าง

ภูมิใจไทย เราไปแตะชามข้าว-หม้อข้าวเขา

-ก็มีโฆษณาบางอันที่เตือนสติเราได้บ้าง?

ก็คือเรารู้ว่าสสส.ทำแคมเปญ ทำโฆษณา แต่เราไม่รู้เลยว่าโฆษณานั้นจะส่งผลต่อชีวิตหรือสุขภาพเราอย่างไร

25 ปีของ สสส. ปรากฏว่าคนไทยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น มีการสำรวจสุขภาพคนไทยทุก 3 ปี รายงานล่าสุดเมื่อปี2567-2568 คนไทยทุก 1 ใน  10 คนจะมี 1 คนเป็นเบาหวาน  ทุก 4 คนจะมี 1 คนเป็นความดันโลหิตสูง เรื่องอุบัติเหตุจราจรไม่ได้ลดลง  เรื่องการดื่มสุราไม่ได้ลดลง

การสูบบุหรี่อ้างว่าคนสูบบุหรี่ลดลง แต่ที่ลดลงเริ่มตั้งแต่ก่อนมี สสส. แต่หลังมี สสส. ลดลงปีละ 0.5% หรือ 0.25% ซึ่งตกเกณฑ์ที่ตั้งไว้โดยคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติแล้วคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก ยังไม่สามารถควบคุมคนสูบบุหรี่หน้าใหม่ บุหรี่ไฟฟ้าก็ยังสูบอยู่ ไม่เข้าเป้าหมดเลย

ทั้งหมดก็คือ ตัวชี้วัดสุขภาพตกหมดเลย ที่สสส.ชี้แจง ก็พบว่าเขาใช้ตัวเลขแรกตั้งต้นคือปีอะไร ก็ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งก่อนจะมี สสส. เพราะสสส.ตั้งปี 2544  เวลาพูดถึงผลงานในการควบคุมยาสูบ มักจะย้อนกลับไปตัวเลขปี 2534 ซึ่งเป็นตัวเลขก่อนจะมีการตั้งสสส. ซึ่งตัวเลขดังกล่าว มันลดลงเองโดยธรรมชาติเพราะแนวโน้มประชากรโลกสูบบุหรี่น้อยลง มันอาจเกิดจากการรณรงค์บางส่วน แต่จริงๆ แล้วอยู่ที่เทรนด์ของโลกมากกว่า พอหลังปีพ.ศ2544 จะเห็นว่าการลดลงน้อยมาก ๆ เทียบกับเงินที่ใช้

เราไปแตะชามข้าวของเขา ไปแตะหม้อข้าวของเขา ..แสดงว่าเขารู้สึกว่ามีชามข้าวจริง ๆ แล้วจะมีคนเข้าไปแย่ง แต่จริง ๆ แล้วความต้องการคือแค่เอางบประมาณเข้ามาสู่ระบบ การเมืองหรือรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้เพราะโครงสร้างการบริหารเหมือนเดิม แต่เมื่องบประมาณเข้าสู่ระบบก็พิจารณาผ่านสภาฯประชาชนเห็น เราไม่สามารถไปเพิ่มหรือโยกย้ายงบประมาณตามอำเภอใจได้

และที่น่าสนใจคือเรื่องการกระจายของงบประมาณ ซึ่งหาได้ยากมากว่าเขาให้ใครไปบ้าง แต่เราสามารถเรียกข้อมูลได้ประมาณหนึ่งว่า โครงการที่มีราคาเกิน 30 ล้านบาท มีอยู่หลักสิบโครงการ, งบประมาณเกิน 10 ล้าน มีอยู่หลักร้อยโครงการ ที่เหลือนอกนั้นใน 2,000-3,000 ล้านบาท กระจายไปโครงการละ40,000-50,000 บาท หรือโครงการละแสน ซึ่งเป็นเบี้ยหัวแตก แต่คนที่ได้แบบนั้นเขาถือว่าได้ประโยชน์จาก สสส. แล้ว เลยกลายเป็นว่ามีคนที่ได้ ที่โดนหว่านไปเยอะมาก แต่ตัวที่ได้ประโยชน์จริง ๆ คือตัวหัว สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีการส่ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ส่งดีเอสไอ ไปตรวจสอบ ปรากฏว่าเราเจอว่าองค์กรที่เป็นมูลนิธิที่รับเงินของ สสส. มีความเชื่อมโยงกับผู้บริหาร สสส. ด้วย และมีความเชื่อมโยงกับผู้บริหารของตระกูล ส.อื่นๆ ในกระทรวงสาธารณสุข ตรงนี้เลยกลายเป็นว่าอาจจะเป็นการตั้งมูลนิธิเพื่อมารับเงินจากตระกูล ส. ของคนบางกลุ่ม เครือข่ายคนบางกลุ่ม

วันนี้ที่เรากำลังทำกันคือเราไปแตะชามข้าวของเขา ไปแตะหม้อข้าวของเขา ไม่ให้เขาสามารถเอาเงินไปหว่านให้เครือข่ายเขาได้ อยากจะดึงสติคนที่เคยได้โครงการเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วไปพูดแทนเขา สิ่งที่ต้องทำคือ ถ้าสู่ระบบปกติ โครงการดี ๆ ที่คุณเคยอาจจะได้ 2-3 หมื่นบาท ก็อาจจะได้เป็นหลักแสนหรือหลักล้าน เพราะโครงการที่ดีควรได้รับการสนับสนุน ซึ่งงบ4,000 ล้านบาท ยังได้มากกว่างบบางกระทรวงเช่น กระทรวงการต่างประเทศ

-แต่ในมุมกลับกัน มีการตั้งประเด็นว่าฝ่ายการเมืองอยากไปล้วงชามข้าว สสส. เหมือนกัน แล้วไม่ได้ดั่งใจก็เลยโกรธ?

ก็แสดงว่าเขารู้สึกว่ามันมีชามข้าวจริง ๆ แล้วจะมีคนเข้าไปแย่ง แต่จริง ๆ แล้วความต้องการคือแค่เอางบประมาณเข้ามาสู่ระบบ การเมืองหรือรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้เพราะโครงสร้างการบริหารเหมือนเดิม แต่เมื่องบประมาณเมื่อเข้าสู่ระบบก็พิจารณาผ่านสภา พี่น้องประชาชนเห็น เราไม่สามารถไปเพิ่มหรือโยกย้ายงบประมาณตามอำเภอใจได้ ได้เพียงแค่ตัดรายการแล้วเอาไปให้ใส่เพิ่มในบางหน่วยงานในภาพรวม แต่ไม่สามารถชี้นิ้วได้ว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้

สิ่งที่รัฐบาลทำ พรรคภูมิใจไทยทำ คือมี Pre-budgeting Consultation มี Zero-based Budgeting ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการตั้งต้นงบประมาณรายจ่ายตั้งแต่ต้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่ารัฐบาลไม่ได้สั่งซ้ายหันขวาหันกับงบประมาณของหน่วยงานใดได้

-ที่ปล่อยข่าวว่าจะยุบแน่ ทำให้ทั้ง 2 องค์กรอึดอัดแล้วล่มสลายไป ไม่มีวาระอย่างนั้น?

ผมคิดว่าประชาชนจะให้คำตอบได้ว่าองค์กรเหล่านี้มีมรรคผลต่อชีวิตของประชาชนหรือไม่ ถ้าอยากให้ยุบก็อยู่ที่ประชาชน ซึ่งไม่ได้อยู่ที่นักการเมือง ถ้ามีเสียงออกมาว่าองค์กรเหล่านี้ต้องปฏิรูปหรือต้องแก้ไข เราก็จะต้องไปคุยกันว่าจะทำอย่างไร แต่วันนี้สิ่งที่เราเห็นคือประชาชนอยากเห็นว่างบประมาณของรัฐมีการจัดการอย่างเป็นธรรมและเป็นระบบ

-แต่ก็ยังมีอีกข้อกล่าวหาหนึ่งคือบอกว่า เป็นการทำให้ กลุ่มทุนเหล้า ยาสูบ ได้ประโยชน์เป็นหมื่นล้าน เพราะไม่ต้องส่งตรงแล้ว เข้าสู่ระบบปกติ?

อันนี้คือเฟกนิวส์เลย แล้วคนที่ทำคือ เครือข่ายไทยพีบีเอสที่เป็นสื่อ  สสส. ที่ทำแคมเปญด้านสื่อสุขภาพ กลับปล่อยเฟกนิวส์แบบนี้ออกมาว่าบริษัทเหล่านี้จะได้ประโยชน์ เราจะเชื่อสื่อที่บอกว่าเป็นอิสระปล่อยเฟกนิวส์ได้หรือ ประชาชนต้องตั้งข้อสังเกตแบบนี้กลับ

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือว่างบประมาณที่ต้องเก็บจากบริษัทเหล้าบุหรี่ ยังเก็บเหมือนเดิม ภาษีสรรพสามิตและส่วนต่างก็ยังเก็บเหมือนเดิม ซึ่งในส่วนตัวที่เป็นส่วนเพิ่ม จะเขียนไว้ในกฎกระทรวง แต่มีประเด็นแบบนี้ว่า เนื่องจากตัวร่างพ.ร.บ.ที่เสนอ หากผ่านสภาฯมา ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งในชั้นกรรมาธิการอาจจะมีข้อสังเกต หรือมีบทเฉพาะกาล หรือใส่เข้าไปเลยว่าให้มี Earmarked tax แล้วเข้าไปสู่ระบบงบประมาณปกติ ตรงนี้ก็ใส่ข้อความเพิ่มได้ กระทรวงการคลัง-กรมสรรพสามิต  ก็มีการร่างกฎกระทรวงออกมารองรับ เพื่อว่าหากไม่มีการใส่ข้อความเพิ่มเติมอะไร ในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ที่เสนอไป จะมีกฎกระทรวงออกมา ให้ต้องเก็บภาษีส่วนเพิ่มเหมือนเดิมแล้วกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแทนที่จะไปจ่ายให้เขา(3 กองทุน และไทยพีบีเอส)

-ภูมิใจไทยยืนยันในหลักการนี้ได้ไหม เพราะไม่งั้นจะโดนข้อหาว่าช่วยนายทุน?

พรรคภูมิใจไทยอาจจะไม่ใช่พรรคที่พูดว่าจะล้มล้างนายทุน แต่เราแสดงให้เห็นแล้วว่า เรื่องพลังงานเราไม่สนใจนายทุน เปิดให้โรงงานใช้ไฟ ซื้อไฟได้เอง Direct PPA ให้บ้านเรือนติดโซลาร์รูฟท็อปขายไฟตรงให้การไฟฟ้า ตรงนี้ไม่เห็นใจพวกฝ่ายทุน หรืออย่าง สินค้าเกษตรให้เครดิตเทอมไม่เกิน 30 วัน สินค้าอื่นไม่เกิน 45 วัน คือรับสินค้าไปแล้วต้องจ่าย SME - ผู้ค้ารายย่อยรวมถึงเกษตรกรได้เงินเร็ว แบบนี้เรียกว่าเห็นใจทุนรายใหญ่หรือไม่? 

สิ่งที่เราทำยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้เห็นใจกลุ่มทุน แต่เห็นใจพี่น้องประชาชน

ดับเครื่องชน ถ้าประเทศนี้ ไม่มีสสส.-ไทยพีบีเอส?

-ถามสุดขั้วไปเลย ถ้าประเทศนี้ไม่มี สสส. ไม่มีไทยพีบีเอส แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?

ผมคิดง่าย ๆ อย่างนี้ เงิน 4,000 ล้านบาทของ สสส. เทียบกับรถพยาบาลคันละ 4 ล้านบาท ได้ 1,000 คัน เท่ากับเครื่องกระตุ้นหัวใจ หากสมมุติเครื่องละ 4 แสนบาท จะได้กี่เครื่อง เราใช้เงิน 4,000 ล้านบาทมาสร้างโรงพยาบาลหรือจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ สร้างศูนย์ฟอกไตศูนย์ละหลักร้อยล้านได้กี่ศูนย์ เราทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด สามารถซื้อหมวกกันน็อกแจกประชาชนทั่วประเทศได้หมด  4,000 ล้านที่ผ่านมาถูกใช้ไปอย่างไรแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเลย

แต่ถ้าสสส.หายไปแล้วนำเงิน 4,000 ล้านนี้ไปให้กระทรวงสาธารณสุข อันนี้ผมสมมุติ กระทรวงสาธารณสุข ก็นำเงิน 4,000 ล้านบาท ไปพัฒนาโรงพยาบาล ซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์กว่าหรือไม่  25 ปีของ สสส. ใช้เงินไป 77,000 ล้านบาท ที่สร้างโรงพยาบาลได้กี่โรง ซื้อเครื่อง CT Scan ได้กี่เครื่อง

-แต่คนก็มองว่า การมีภาคีเครือข่ายภาคประชาชน การร่วมมือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ก็จะทำให้เป้าหมายต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จได้?

ผมต้องถามว่า หากอยู่ในระบบเครือข่ายของสสส. ภาคีเครือข่ายส่วนใหญ่เป็นหน้าเดิมหรือเครือข่ายที่มีเสียงดัง คือเครือข่ายที่ใกล้ชิดผู้บริหาร สสส. หรือไม่ แล้วภาคีเครือข่ายได้ที่เงินเป็นหางยาว เป็นภาคีเครือข่ายที่เขาใช้เงินมาหล่อเลี้ยงเครือข่ายหรือไม่

ดังนั้นจะมาใช้ข้ออ้างแบบนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเงินมาอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข เขาก็มีเครือข่าย อสม. เครือข่ายอาสาพยาบาล  ซึ่งเมื่อก่อนภารกิจนี้อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข แล้ว สสส. บอกรณรงค์อย่างเดียว แล้วคนปฏิบัติคือใคร ก็คือกระทรวงสาธารณสุข

-ตอนนี้ร่างกฎหมายทั้งสี่ฉบับอยู่ระหว่างสภาฯรับฟังความคิดเห็น แล้วกว่าจะเสร็จเมื่อใด?

อย่างเร็วก็น่าจะ 2-3 ปีเพราะต้องไปเข้าคิวกฎหมาย โดยหากจะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาให้เร็ว ก็อาจใช้เวลาปีกว่าๆ ถึงสองปี

สิ่งที่ทำในวันนี้ไม่ได้คาดหวังจะทำเพื่อรัฐบาลนี้ไปฮุบมรดกหรือสมบัติอะไรของงบประมาณ แต่ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน ให้งบประมาณเปิดเผยและโปร่งใสในอนาคต

ก็ยอมรับเสียงด่า ยอมรับก้อนหิน แต่หากทำสำเร็จ สภาฯอนุมัติ กฎหมายนี้จะทำให้การเงินการคลังของประเทศมีวิธีการที่ชัดเจนขึ้น แน่นอนว่ามีอีกหลายองค์กรในประเทศที่มีลักษณะที่ไปแยกแบบนี้ พอทำอันนี้สำเร็จเราทำอย่างอื่นด้วยแน่นอน


อนุทิน-17 รมต. ฝ่าด่านซักฟอกฉลุย กับความหลังออกจาก"พรรคส้ม" 

"นพ.เอกภพ-โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี"กล่าวถึงการที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี อนุทิน และรมต.ในรัฐบาลรวมทั้งหมด 18 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าญัตติของฝ่ายค้านฯ เป็น"บันเทิงธิปไตย"โดย นพ.เอกภพได้ขยายความและให้ความเห็นเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า ไม่ได้บอกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจคือบันเทิงธิปไตย แต่ถ้อยคำที่่ฝ่ายค้านเขียนในญัตติมีการกล่าวหาด้วยถ้อยคำที่เป็นวาทกรรมเยอะ หลายคนอ่านแล้วก็ขำ ตลกดี เหมือนกับพยายามสร้างสีสันในคำแล้วให้คนอ่านมีความบันเทิงนี้คือบันเทิงธิปไตย ที่ก็เป็นคำของดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ผมเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ปิยบุตรก็สอนหลายๆอย่าง ในส่วนการทำงานการเมือง

-ดร.ปิยบุตรวิจารณ์พรรคส้มว่าช่วงหลังหนักไปทางบันเทิงมากไป?

อาจารย์คิดถูกแล้ว นี้ก็บันเทิงธิปไตย ผมก็เข้าใจว่าที่ฝ่ายค้านเขียนมาแบบนี้ เนื้อหาในคำอภิปราย ก็จะเป็นการบันเทิงธิปไตย จะมีการใช้คำ ใช้คำพูดไปตัดคลิปลงโซเชียลมีเดีย ตัดโควตคำพูดให้แฟนคลับไปขยายต่อ จะมีวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาบนเวทีอภิปราย แต่วันนี้สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวอ้างเลื่อนลอย

อย่างเรื่อง ส.ว. (คดีฮั้วสว.) ก็จบไปแล้ว ทางกกต.ลงความเห็นจบไปแล้วอยู่ในกระบวนการ ไม่เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล อภิปรายเรื่องฮั้วสว.ประชาชนได้ประโยชน์อะไร และอย่าลืมว่ายังมี ส.ว.ที่เขาเรียกกันว่า สว.สีส้มก็มีเรื่องอยู่ในกระบวนการพิจารณาด้วย สิ่งที่เราต้องถามก็คือว่าหากมาอภิปรายแบบนี้จะย้อนไปถึงว่า จะแก้ความผิดให้ ส.ว. พวกตัวเองหรือไม่

-มองที่ทำไมไม่มีรัฐมนตรีจากเพื่อไทยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร เป็นกลยุทธ์อะไรหรือไม่?

ก็เคยอยู่ด้วยกันก็รู้ทาง รู้ว่าเขาต้องการแบบนั้น คือต้องการให้เกิดความหวาดระแวง ซึ่งจริงๆ พรรคการเมืองไม่ได้หวาดระแวงกัน พรรคที่ร่วมรัฐบาลด้วยกันมีความมั่นคงดี แต่เขาอยากให้สื่อและประชาชนตั้งข้อสังเกตและเสี้ยมกันขึ้นมา เป็นความต้องการของเขา ต้องดูให้ทันว่า เขาคิดอะไร เป็นกลวิธีธรรมดาของส้ม เชื่อว่ารัฐมนตรีตอบได้ทุกคำถาม

-คิดว่าสส.พรรคกล้าธรรมจะมาช่วยโหวตให้ฝ่ายรัฐบาลหรือไม่?

อยู่ที่การชี้แจงของรัฐมนตรีแต่ละคน และอยู่ที่ข้อมูลฝ่ายค้านว่าหนักแน่นพอไหม หากข้อมูลไม่มี ข้อมูลเบาหวิวหรือเป็นเรื่องที่ประชาชนเขารู้กันแล้ว เป็นเรื่องเก่าทั้งหมด มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร หากรัฐมนตรีตอบได้ดี ก็ยิ่งจะทำให้ทุกคนมั่นใจขึ้น ซึ่งหากใครจะยกมือให้ ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนในสภาฯ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องของสภาฯในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย รัฐมนตรีแต่ละคนก็ตอบไป ผมในฐานะโฆษกรัฐบาลก็ทำหน้าที่เอาเรื่องที่รัฐมนตรีตอบหรือปัญหาของประชาชนที่ยังมีข้อสงสัยก็นำมาขยายหรือให้ข้อมูลเพิ่ม

ส่วนเรื่องการปรับครม.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่วนตัวจากการทำงานกับรัฐมนตรีทั้งคณะ เห็นได้ว่ารัฐมนตรีทุกคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกคนขยันทำงาน และเรื่องของมีนอกมีในอะไรต่างๆ ก็ไม่มี อย่างเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ รัฐบาลชุดนี้ไปดำเนินการยึดทรัพย์ ไปจัดการปัญหาเรื่องนอมินีถือที่ดินที่มีการเปิดบัญชีม้าเป็นนอมินี รัฐบาลเข้าไปจัดการทั้งระบบ สิ่งเหล่านี้คือผลงานที่รัฐบาลทำให้คนเห็น

 -เส้นทางการเมือง ที่เคยอยู่กับพรรคอนาคตใหม่ ตอนเลือกตั้งปี 2562 ออกมาจากพรรคอนาคตใหม่ปีใดและสาเหตุที่ลาออก?

ออกมาช่วงประมาณปี 2564-2565  สาเหตุที่ออกคือ ไม่ร่วมเซ็นชื่อเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และไม่อภิปรายบิดเบือนข้อมูลเรื่องวัคซีนโควิดในสภาฯ

ตอนที่ไม่เซ็นแก้ 112 ก็มีเพื่อนสส.อนาคตใหม่อีก9 คนไม่ร่วมลงชื่อโดยไม่ได้นัดกันมาก่อนว่าจะไม่เซ็น สองเรื่องนี้เป็นเรื่องชีวิตพี่น้องประชาชนและความคงอยู่ของสถาบันหลักของประเทศไทย

คิดว่าคิดถูกที่ออกมาจากพรรคตอนนั้น ไม่เสียใจที่เดินออกมาในวันนั้น ผมรู้สึกว่าจากที่ได้ทำงานตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่มา จนมาถึงการร่วมตั้งพรรคก้าวไกล ผมมาสุดทางในวันที่พรรคเปลี่ยนไป หลายคนในพรรคเปลี่ยนไป

วันที่เริ่มต้น เราไม่ต้องการให้พรรคที่ตั้งขึ้นมาแยกประชาชนเป็นกลุ่มเป็นสี แต่อยากรวมประชาชนทุกกลุ่มทุกเหล่ามารวมกัน ไม่แตะเรื่องสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราชัดเจนตั้งแต่ต้น เราเน้นการขับเคลื่อนงานเชิงประเด็น เพื่อให้คนที่อยากทำงานเชิงประเด็นเข้ามาทำงานแล้วขับเคลื่อนเชิงประเด็นไป 

แต่วันนี้สิ่งที่เห็น การทำงานเชิงประเด็นไม่มีเลย การขับเคลื่อนเชิงประเด็นเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ สร้างสิ่งดีๆ ให้ประชาชน ในวันนั้นพรรคอนาคตใหม่เคยปักไว้ 13 ธง แต่วันนี้พรรคประชาชนปักธงอะไร ผมจึงไม่เสียใจที่เดินออกจากพรรคมาในวันนั้น แต่ผมเป็นห่วงคนที่อยู่และอยู่มาตั้งแต่ต้นตั้งแต่แรกว่าเขาโดนการเมืองแบบบันเทิงธิปไตยเข้าไปครอบงำจนทำให้เขาไม่สามารถทำงานอย่างที่ตัวเองต้องการทำตั้งแต่ต้นได้

-คิดว่าเขาได้ก้าวข้ามเรื่องมาตรา 112 หรือยัง?

ผมคิดว่าความคิดนั้น ยังวนเวียนอยู่ในคนบางกลุ่มของพรรค คิดว่ามีบางกลุ่มแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นทั้งหมด หรือว่าเป็นระดับแกนอะไร แต่ว่ามีบางกลุ่มจากเท่าที่เคยคุยกัน เคยถกเถียงกันในเรื่องมาตรา 112

"นพ.เอกภพ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี"ยังกล่าวถึงการทำงานเป็นโฆษกรัฐบาลว่า เป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่ต้องทำอะไรในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยในชีวิตนี้ ผมไม่ได้มีทักษะในการเป็นสื่อมาก่อน ผมมีทักษะในการตรวจคนไข้และสื่อสารกับคนไข้ ผมมีทักษะในการอภิปรายตอนทำงานสส. มีทักษะในการเข้าหาประชาชน แต่สิ่งที่ผมนำทักษะเดิมมาใช้ในการทำงานก็คือทักษะการฟัง การรับฟัง และการสื่อสารกับคนไข้ให้เข้าใจง่ายๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมนำมาใช้ในวันนี้ ผมว่าเป็นงานที่ท้าทาย และหนักในปัจจุบันนี้ เพราะข้อมูลข่าวสารมาตลอด เราต้องทันจริงๆ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ซักฟอก18รมต.สีน้ำเงิน-ระบอบน.หนูกินรวบ ทำลายความเชื่อมั่น รอการเปลี่ยนแปลง

รุนแรง ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สำหรับญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน

อนุทินยันผ่านฉลุย มั่นใจในเสียงรัฐบาลไม่คิดปรับครม.ไร้ดีล‘กล้าธรรม’

"อนุทิน” มั่นใจเสียงพรรคร่วมรัฐบาล แต่ถ้า “กล้าธรรม” ยกมือให้ก็สาธุ เผยยังไม่คิดปรับ ครม.หลังจบอภิปราย หยอก “พลพีร์” คนกลัวโดนปรับคือคนรอดซักฟอก

อ.อัจฉราวดี รัวเป็นชุด! จวกฝ่ายค้านไร้หมัดน็อก เหวี่ยงแห 18 รมต. ทำสภากลายเป็นสนามเด็กเล่น

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต ในฐานะโหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เข้าใจว่าอยากแฉเพราะไม่มีหลักฐานที่เป็นหมัดน็อกคว่ำรัฐบาลได้ การซักฟอกความไม่ชอบมาพากลและการกระทำส่อทุจริตโดยฝ่ายค้าน เป็น

นายกฯ สั่งเตือนก่อนระบายน้ำ เลี่ยงปะทะคารมในพื้นที่ เผยโอนเงินเยียวยาแล้ว 48,600 ครัวเรือน

นายกฯ กำชับกรมชลประทานแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าก่อนระบายน้ำ ป้องกันความขัดแย้งซ้ำรอยฉะเชิงเท

'บิ๊กดุลย์' ยิ้มส่ายหน้า หัวเราะก่อนเดินหนีสื่อ หลังถูกถามปมฝ่ายค้านยื่นซักฟอก

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กรณีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต

'อนุทิน' มั่นใจเสียงรัฐบาล 'กล้าธรรม' โหวตให้ก็สาธุ! ยังไม่คิดปรับ ครม.หลังซักฟอก

นายกฯ มั่นใจเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก 5 วัน ยืนยันไม่มีดีลล่วงหน้ากับกล้าธรรม แต่หากยกมือหนุนก็ “สาธุ” เผยยังไม่คิดปรับ ครม.หลังอภิปราย หยอก “พลพีร์”