ผลประชามติ 8 ก.พ. เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ กับเดิมพันการเมืองไทย

ควรจะแก้เป็นรายมาตรา เพราะไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาทุกหมวด บางหมวดดีอยู่แล้วก็ไม่ควรแก้ไข แต่แก้ไขเฉพาะหมวดที่มีปัญหา...ส่วนหมวดไหนที่อยากแตะ แต่คนบอกว่าห้ามแตะ ก็อาจไปใช้วิธีทำประชามติพิเศษออกกฎหมายขึ้นมาใหม่ก็ได้ เป็นประชามติพิเศษ

วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว วันดังกล่าวยังเป็นเดิมพันอนาคตรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะนอกจากประชาชนจะได้บัตรเลือกตั้งสองใบเพื่อเลือก สส.ระบบเขตและบัญชีรายชื่อแล้ว ก็ยังจะได้บัตรออกเสียงประชามติ กับคำถามที่ว่า

“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ด้านความเห็นและมุมวิเคราะห์จากอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 มีมุมมองเรื่องนี้อย่างไร ทีมงานไทยโพสต์ได้สัมภาษณ์ "ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อดีตกรรมการในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และเป็นอดีตรองอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์" ซึ่งให้ทัศนะว่า เท่าที่ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว ความคิดเห็นต่อการทำประชามติเรื่องเห็นชอบหรือไม่กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในขณะนี้ ที่มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนให้เห็นชอบและฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรเห็นชอบ โดยแต่ละฝ่ายก็แสดงเหตุผลสนับสนุนความคิดเห็นของตัวเอง เช่นฝ่ายที่เห็นว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นผลิตผลของอำนาจรัฐประหาร หรือบอกว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่จำกัดอำนาจประชาชนในการตรวจสอบผู้เป็นกรรมการองค์กรอิสระ มีการสร้างประเด็นต่างๆ ขึ้นมาชวนให้คนเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทั้งสองฝั่งเสียงยังก้ำกึ่งกันอยู่

อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่ออกมาส่วนใหญ่ต้องยอมรับความจริงว่า ยังเป็นความเห็นของคนชั้นกลางในเมือง ความเห็นของพวกนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่บางกลุ่ม แต่ว่าสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ยินเสียงก็คือคนต่างจังหวัด ชนชั้นกลางในต่างจังหวัด ที่ข่าวสารที่ออกมาไม่ค่อยได้ไปถามพวกชาวบ้านโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนที่สนใจการเมืองมาให้ความเห็น ผมก็เลยมองว่าถึงตอนนี้ยังก้ำกึ่งอยู่

"ดร.ชาติชาย" กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามในความเห็นของผม เท่าที่ดูจากปัจจุบันผมว่ามันอันตราย เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเคยเป็นอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่ผมว่าเรากำลังสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะถามว่าทั้ง 2 ฝ่าย หากเราพูดกันจริงๆ คือมีคนรู้เรื่อง เข้าใจและอ่านรัฐธรรมนูญเข้าใจจริงๆ สักกี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็ฟังต่อๆ กันมา คนที่บอกว่ามันดีเขาก็ฟังต่อมาจากคนที่บอกว่าดี คนที่บอกว่าต้องเขียนยกร่างใหม่เพราะรัฐธรรมนูญไม่ดี ก็ไปฟังจากพวกที่ไม่เห็นด้วย

จะเห็นได้ว่ามันก็จะเริ่มมาตั้งแต่แรกแล้ว ฝ่ายที่เป็นฝ่ายค้านหลังการเลือกตั้งปี 2562 ก็เริ่มจุดประเด็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เนื้อหาจะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ แต่ว่าที่มาของรัฐธรรมนูญไม่ชอบ มาบอกว่าเกิดจากช่วงรัฐประหารอะไรต่างๆ แล้วก็สร้างกระแส ปลุกกระแสขึ้นมาว่าต้องแก้ไข ต้องยกร่างใหม่ จนต่อมาก็มีการแก้ไขเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งจากบัตรหนึ่งใบเป็นบัตรสองใบ เพราะไปตีรวนว่ารัฐธรรมนูญพอนับคะแนนแล้ว เป็นไปได้อย่างไรบางคนได้คะแนนแค่ไม่กี่หมื่น แต่บางคนได้คะแนนมากแต่อยู่พรรคใหญ่ ไม่ได้เป็น สส. ก็คือไปเอาหลักคณิตศาสตร์ที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์มากลบทับ ด้วยความรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ทั้งที่มันถูกต้องเพราะเป็นการเฉลี่ยคะแนน โดย กกต.ก็ไปคิดคำนวณออกมาแล้วอธิบาย แต่คนก็งงกันทั้งแผ่นดิน จนมีการแก้ไขให้บัตรเลือกตั้งสองใบได้สำเร็จ

ต่อมาก็มีประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ก็มีคนถูกให้ออกจากตำแหน่ง แล้วก็มาด่ารัฐธรรมนูญ บางคนก็ไม่ได้ด่ารัฐธรรมนูญ แต่ไปด่าองค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ว่าไปถอดถอนคนออกจากตำแหน่งได้อย่างไรทั้งที่เขามาจากการเลือกตั้ง โดยต้องการให้รัฐสภาเป็นฝ่ายถอดถอนเองแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ตีประเด็นขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นการบิลด์อารมณ์ความไม่ชอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา แต่คนก็ไม่ได้ไปดูข้อเท็จจริงว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ก็ไม่ใช่ว่าจะปราศจากความรับผิดชอบ เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกฟ้องได้ กกต.หรือ ป.ป.ช. ก็ถูกฟ้องได้ ปลดออกได้ มีกลไกพวกนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่บางกลุ่มพยายามสร้างเสียงไม่พอใจขึ้นมา รวมถึงเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เรื่องการฮั้ว สว. ซึ่งการฮั้วกันในการเลือกมันเป็นความไม่ดีทางการเมืองที่เป็นเรื่องจริงในประเทศไทย แต่หลักการของการเลือกกันมันคนละหลัก แต่คนก็พยายามจะไปบอกว่าที่ให้ สว.เลือกกันเองเท่ากับไม่ได้มาจากประชาชน ประชาชนไม่ได้ตัดสินใจจริง แล้วถามว่าคนที่ไปสมัครเข้ารับการเลือก สว. ไม่ใช่ประชาชนหรือที่มาสมัครเป็น สว. 

พอบิลด์อารมณ์ขึ้นไปเรื่อยๆ คราวนี้มันจะนำไปสู่การการเผชิญหน้า เพราะว่าความเห็นที่ออกมาทางโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์ม กลายเป็นว่าฝ่ายหนึ่งบอกว่าฝ่ายที่จะเห็นชอบกำลังจะล้มสถาบันฯ ส่วนฝ่ายที่เห็นชอบก็บอกว่าพวกที่จะโหวตไม่เห็นชอบ เพราะต้องการรักษาสถานภาพ ต้องการการครอบงำประชาชน ไม่ยอมปล่อย

สิ่งที่เราต้องยอมรับความจริงก็คือ ความคิดเห็นที่ออกมาทางโซเชียลมีเดีย มันเป็นพื้นที่แสดงความเห็นที่ไม่ได้ให้คนคุยกันด้วยเหตุด้วยผลเลย มันเป็นพื้นที่ซึ่งนำไปสู่การด่าทอกัน ด้อยค่ากัน สร้างความเคียดแค้น ความโมโห ความไม่พอใจในอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ หากปลุกไปเรื่อยๆ อย่างนี้ แล้วเกิดมาเผชิญหน้ากันกลางถนน ผมว่าปะทะกันแน่ ซึ่งตอนนี้มันยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ต้องยอมรับว่าเวลานี้มันเป็นการลงประชามติที่เต็มไปด้วยอารมณ์

"ดร.ชาติชาย อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560" กล่าวต่อไปว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญมันไม่มีฉบับใดสมบูรณ์ จะเขียนยังไงให้ออกมาแล้วไม่มีที่ติเลยมันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญเราผสมผสานว่าเราเอาความจริงทางการเมืองไทยมาบวกกับหลักการสากล เพราะเราต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่เราล้มเหลวทางการเมืองและนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร มันเป็นเพราะอะไร มันเป็นเพราะการเมือง โดยนักการเมือง เขาทำงานการเมืองเขาเล่นการเมืองกัน จนมันคุมกันไม่อยู่ ทะเลาะวิวาทกัน คดโกงกัน จนชาวบ้านเอือมระอา บอกไม่ไหวแล้ว ทหารไม่ใช่อยู่ดีๆ จะเอารถถังออกมาได้ง่ายๆ ถ้าประชาชนมู้ดไม่ไปถึงขั้นนั้น เขาก็ทำไม่สำเร็จจริงไหม

ดังนั้นเราก็ต้องยอมรับว่าการเมืองบ้านเรา อารยธรรมในการใช้อำนาจของนักการเมืองบ้านเรามันยังไม่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ มักจะใช้อารมณ์อำนาจตามอำเภอใจ เหลิงอำนาจ และเราต้องยอมรับความจริงว่า การเลือกตั้งทุกระดับ มีการใช้เงิน มีการซื้อเสียง ถามว่ามีหรือไม่-ก็มี การเลือกตั้ง การรับเงินจากนักเลือกตั้งหรือผู้สมัคร เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของคนเกือบค่อนประเทศไปแล้ว ไม่มีเงินคุณไม่ต้องพูด ทุกคนจ่ายทั้งนั้น ถ้าไม่จ่ายเขาก็ไม่เลือกคุณอยู่แล้ว

ชาวบ้านเขาก็พูดแบบนี้ ไปถามใครที่ไหน ตำบลไหนในประเทศไทย ก็คือความจริง แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องอยู่กับหลักสากลของประชาธิปไตยเหมือนกัน ยกตัวอย่างอย่างกรณีที่มาของกรรมการองค์กรอิสระ เราก็ได้เรียนรู้จากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้อำนาจรัฐสภา (วุฒิสภา) ให้ความเห็นชอบผู้ที่มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ รวมถึงให้วุฒิสภาเป็นผู้ถอดถอน แล้วสุดท้ายเกิดการถอดถอนได้หรือไม่ แทนที่ความขัดแย้งมันจะจบ ปรากฏว่ามีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีแต่พวกตัวเองเข้าไปเป็นองค์กรอิสระ แล้วก็มาโจมตีว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เขียนเรื่องที่มาของกรรมการองค์กรอิสระไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำนองว่าไม่ให้ สส.ร่วมเสนอชื่อแล้วให้สว.รับรอง แต่ สว.ที่เข้ามาก็มาจากฮั้วกันอีก ซึ่งเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าตราบใดที่มี สว. เราก็ต้องให้กรรมการองค์กรอิสระได้รับการเห็นชอบจากตัวแทนประชาชน ซึ่งหากจะแก้ให้ผ่านทั้งสภาและวุฒิสภาก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่กระบวนการได้มา หากเราเขียนให้พวกเขาเสนอกันเอง สุดท้ายจะมีแต่พวกตัวเองเท่านั้นเข้าไปทำหน้าที่ จึงมีการเขียนให้มีคณะกรรมการสรรหา ที่มีทั้งประมุขของฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายค้านเข้ามาร่วมกันสรรหา แล้วก็ให้วุฒิสภาเห็นชอบ

ทาง กรธ.พยายามให้เจอกันครึ่งทาง ไม่ให้มันเลวร้ายมากตามความเป็นจริงของการเมืองไทย กับหลักการสากลที่ว่ามีตัวแทนประชาชนให้ความเห็นชอบ แต่ถ้าจะแก้ไขใหม่ก็ไปแก้ไขเช่น ให้พิจารณาจากบัญชีรายชื่ออะไรต่างๆ เสริมขึ้นได้ แต่การมาบอกว่าที่เขียนออกมามันไม่ยึดโยง ไม่ให้อำนาจประชาชน ผมว่าเขาพูดไม่ชัด คนไม่ได้อ่านก็จะไปเชื่อเขา

คำถามที่ควรถามกลับไปก็คือ หากจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปเขียนใหม่ทั้งฉบับ จะเขียนยังไงให้นักการเมือง พรรคการเมืองมีอารยธรรม มีคุณภาพที่ควรจะเป็นที่พึ่งได้ เป็นหลักที่จะทำงานให้ได้ต้องแก้ตรงนั้นก่อน หรืออย่างเรื่องคุณสมบัติของคนสมัคร สส. ก็มีบางคนบอกว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้เข้มงวดเกินไป เขาอยากเข้ามาเพื่อจะทำอะไรได้ แต่เราไม่อยากให้เข้ามา หากคนนั้นมีประวัติไม่ดี ซึ่งในการรับสมัครรอบนี้ก็เห็นมีที่ กกต.ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาหลายคน ก็ทำให้คนไม่ชอบ เลยอยากจะแก้เรื่องคุณสมบัติคนลง สส.

รวมถึงที่อยากจะแก้มาตรา 144 ที่ไม่ให้ สส.-นักการเมืองไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่าย ก็มีคนบอกว่าเขียนออกมาแบบนี้ พรรคการเมืองและ สส.ทำงานการเมืองไม่ได้ เพราะการทำงานการเมืองต้องไปถามความต้องการประชาชน ต้องไปรับปากกับประชาชนว่าจะทำอะไรต่างๆ ให้ แต่เมื่อเข้ามาในสภา รัฐธรรมนูญไม่ให้เข้าไปยุ่งกับเรื่องงบประมาณ ต้องไปตามง้อของบจากหน่วยราชการ เขาบอกว่าแบบนี้มันไม่ได้ มันไม่ทันเหตุการณ์ สอบตกแน่ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของเขา เพราะ สส.ทำงานนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ปัญหาน้ำขาดหรือว่าวัคซีนไม่พอ เขามีหน้าที่ไปกำกับดูแลว่ากฎเกณฑ์ระเบียบที่พวกราชการประจำทำ จะทำอย่างไรให้มันคล่องตัวมีความรวดเร็วมากขึ้น ประชาชนจะได้รับการบริการที่ดี แต่เขาจะไปทำเสียเอง

"ในความเห็นของผมก็ควรจะแก้ แต่ควรจะแก้เป็นรายมาตรา เพราะไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาทุกหมวด บางหมวดดีอยู่แล้วก็ไม่ควรแก้ไข แต่แก้ไขเฉพาะหมวดที่มีปัญหา"

...ส่วนหมวดไหนที่อยากแตะ แต่คนบอกว่าห้ามแตะ ก็อาจไปใช้วิธีทำประชามติพิเศษออกกฎหมายขึ้นมาใหม่ก็ได้ เป็นประชามติพิเศษ จะแก้โครงสร้างหลักอะไรก็ไปทำกันอย่างนั้น ไม่ใช่มาเสนอดื้อๆ ไม่ใช่มาเสนอเป็นแบงก์เช็คแบบนี้ มันก็จะสร้างจากความขัดแย้ง ในส่วนของหมวดที่เป็นโครงสร้างอย่างหมวด 1 หมวด 2 ถ้าอยากจะแก้ ก็เข้าไปคุยกันในรัฐสภา อาจเสนอเป็นร่างกฎหมายประชามติพิเศษ ใช้ประชามติพิเศษเพื่อจะแก้เฉพาะหมวดนี้ก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 ไม่ได้ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 แตะได้เพียงแต่ต้องมีเสียงในรัฐสภาเห็นชอบ

เป็นการทำประชามติ ที่ไม่มีคอนเทนต์-ไม่มีเหตุมีผล

เมื่อถามย้ำว่า ให้ประเมินแล้วแนวโน้มผลการลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ.จะออกมาอย่างไร "ดร.ชาติชาย" กล่าวว่า ตอนนี้ผมว่าก้ำกึ่ง ซึ่งอยู่ที่ 3 วันสุดท้ายก่อนวันออกเสียงว่าจะมีใครออกมาระดมอะไรกันหรือไม่ เช่นพวกผู้นำความคิด เพราะว่า กกต.แทบไม่ได้ประชาสัมพันธ์เรื่องประชามติเลย ส่วนพรรคการเมืองก็มีพรรคประชาชน ที่รณรงค์ว่าให้ประชาชนโหวตเห็นชอบ เพราะเขาขายความคิดของพรรคในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชื่อมโยงไปกับนโยบายพรรค ส่วนพรรคอื่นก็ไปหาเสียงเรื่องนโยบายพรรค เช่นการแจกอะไรต่างๆ จึงไม่ได้มีพื้นที่ให้สำหรับการนำเสนอเรื่องว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการทำประชามติ ผมก็คิดว่ามันก็จะเปิดช่องว่างไว้สำหรับช่วงสามวันสุดท้าย ที่ผู้นำทางความคิดของแต่ละฝ่ายจะว่ากันอย่างไร

"แต่เท่าที่ผมเห็น ผมมองว่าครั้งนี้มันเป็นการทำประชามติที่ไม่มีคอนเทนต์ คือไม่มีเหตุมีผล ไม่มีสาระ เอาอารมณ์เข้าว่า เพราะถามว่าคนที่จะโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเคยอ่านรัฐธรรมนูญสักกี่มาตรา ใช่ไหม แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง มันเป็นการลงประชามติ ลงความเห็นบนความว่างเปล่า ในความเห็นผม อย่างเราไปร้านอาหาร เขายังมีให้เราเลือกจะกินผัดกะเพราหรือจะกินราดหน้า ที่เราเลือกได้ เพราะเรารู้จักมันทั้งคู่ แต่ถ้าคุณไปเจออะไรสักอย่างโดยคุณไม่รู้จัก คุณก็จะเลือกไปเรื่อยๆ เลือกกันไปอย่างนั้นโดยหวังลมๆ แล้งๆ ไปโดยไม่มีเหตุผล"

"ดร.ชาติชาย อดีต กรธ.ปี 2560" ย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีจุดแข็ง-ข้อดีหลายข้อ เช่น 1.เขียนให้การคัดกรองคนที่จะมาใช้อำนาจรัฐ ต้องเป็นคนมีประวัติที่ดีใสสะอาด  และระหว่างทำงานก็ต้องซื่อสัตย์สุจริต คนที่จะเข้ามาใช้อำนาจต้องคลีนจริงๆ เพราะเราเคยเจ็บปวดการเมืองบ้านเรา มันล่มสลาย มีการทะเลาะกัน ก็เพราะได้คนไม่ดีมาทำงานมาใช้อำนาจ

2.รัฐธรรมนูญ มาตรา 144 เขียนออกมาเพื่อคุ้มครองงบประมาณแผ่นดิน ไม่ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ เข้าไปโยกเงินโยกงบประมาณเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ตัวเอง เอื้อประโยชน์แก่พวกตัวเองและญาติมิตร แล้วไปรับเงินทอน ที่เป็นเรื่องการดูแลไม่ให้มีการโกง

3.ซึ่งคนไม่ค่อยพูดถึง เพราะนักการเมืองไม่ค่อยเอามาพูด ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิ์ประชาชนโดยตามรัฐธรรมนูญเลย ก็คือเรื่องไหนที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิประชาชน ประชาชนใช้ได้เลย ไม่ต้องมารอให้มีกฎหมาย ทั้งพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกามารองรับเสียก่อน คือดูแลคุ้มครองสิทธิประชาชนตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันเรากำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี รัฐไม่ทำก็ถูกฟ้องได้ เป็นเรื่องที่ก้าวหน้ามากในประเทศเรา แต่ว่าชาวบ้านก็ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่มีใครไปบอกเขา พวกข้าราชการก็ไม่บอก เพราะกลัวถูกฟ้องง่ายๆ ก็เลยทำงานไปเรื่อยๆ เป็นต้น

"ดร.ชาติชาย" ยังกล่าวถึงการเมืองไทยหลังวันเลือกตั้งและวันลงประชามติ 8 ก.พ.นี้ว่า ประเมินแล้วหลังเลือกตั้งก็คงได้รัฐบาลผสม แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คือ เราหมดเวลาทะเลาะกันแล้ว เพราะเรากำลังเผชิญต่อศึกที่บีบคอเรา 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือศึกทางด้านเศรษฐกิจ ที่เราต้องเร่งหาจุดแข็งของเรา เช่นการผลิตอะไรที่จะเป็นจุดขายให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีอะไรไปต่อรองอะไรกับคนอื่นได้ อีกอันหนึ่งก็คือศึกข้างหน้าเกี่ยวกับความมั่นคง ที่ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องกับกัมพูชาอย่างเดียว แต่ต้องมองกว้างออกไปคือกรอบของอาเซียน กรอบของทะเลจีนใต้ เพราะเวลานี้สหรัฐอเมริกากับจีนก็ฮึ่มกันอยู่ ไม่รู้วันไหนจะมาลงบ้านเรา

รัฐบาลต้องพาประเทศชาติให้รอด หากทำไม่ได้รัฐบาลก็จะเกิดแรงกดดัน จนอาจอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี แล้วรัฐธรรมนูญที่จะเขียนกันใหม่ก็อาจจะแท้งไม่ได้ไปไหน สถานการณ์โลกกับสถานการณ์ประเทศ มันไม่ใช่เวลาที่เราจะมานั่งคิดกันว่าจะมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันเหมือนกับน้ำกำลังจะท่วม แผ่นดินไหว มันไม่ใช่เวลามาคิดว่าจะรื้อบ้านแล้วสร้างบ้านใหม่ แต่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มันไหลไปตามน้ำ.

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระดมตร.1.2แสน คุมหน่วยเลือกตั้ง

สตช.ระดม ตร. 1.2 แสนนายดูแลความปลอดภัย แจ้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาตรการรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้ง งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ฝ่าฝืนคุก 6 เดือน

กกต.จับคนซื้อเสียง

กกต.คุมเข้มโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ระดมตำรวจ-อส.ตั้งด่านทั่วประเทศ เตรียมขยายผลซื้อเสียงเชียงราย-สุราษฎร์ธานี เจอโพยพร้อมเงิน 6 หมื่น

สรุปคำสั่งศาล สอย49ผู้สมัคร

กกต.เปิดคำสั่งศาล สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส.เขต 18 คน กล้าธรรมโดนไป 6 และบัญชีรายชื่อ 31 ราย ขอ ปชช.ตรวจสอบรายชื่อ-เตรียมหลักฐานแสดงตนก่อนไปใช้สิทธิ เน้นย้ำ

บรรยากาศคึกคัก! ชมภาพรับมอบหีบบัตร-อุปกรณ์เลือกตั้งและลงประชามติ

บรรยากาศการรับมอบหีบบัตรและอุปกรณ์เลือกตั้ง สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและลงประชามติ เขตเลือกตั้งที่ 1 - 9 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นไปอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน 

‘สมศักดิ์’ ปิดหาเสียง หนุน ‘จักรวาล’ เบอร์ 2 สุโขทัย

“สมศักดิ์” ลุยหาเสียงจนหยดสุดท้าย ขอบคุณทุกเสียงตอบรับ ขอชาวสุโขทัย เขต 4 เลือก“จักรวาล” เบอร์ 2 เข้าไปสะท้อนปัญหา-ขับเคลื่อนนโยบาย แนะ ดูนโยบายแต่ละพรรคด้วย หลังบางพรรคแทบไม่มีนโยบาย