จัดโผ ครม.อนุทิน 2 โควตาบ้านใหญ่ไม่ควรเยอะ กับพลังจารีตการเมืองไทย

อยู่ที่นายกฯ แต่เอาจริงๆ ควรควบมหาดไทย ไม่ควรคายมหาดไทยให้ใคร ผมให้เปอร์เซ็นต์จะกลับมาควบมหาดไทยมากกว่าควบกลาโหม...บ้านใหญ่ก็ต้องแต่งตัวดีๆ เอาที่มีศักยภาพ หากจะตั้งคนมาเป็นรัฐมนตรี ต้องทำให้คนมีความเชื่อมั่นรัฐบาลในสเตปต่อไปได้

หลังผ่านการเลือกตั้งมาแล้วสามสัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรอง สส.เขต จำนวน 396 คนไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดว่าสัปดาห์หน้านี้ จะประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่ออีก 100 คน โดยคาดว่าน่าจะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นก็ตามด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรีตามลำดับ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวการจัดตั้ง "รัฐบาลอนุทิน 2" ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการเจรจาจัดสรรโควตาตำแหน่งทางการเมืองภายในพรรคขั้วตั้งรัฐบาล และการทำโผ ครม.ก็มีข่าวออกมาเป็นระยะ แต่เป็นความเคลื่อนไหวแบบปิดลับ ไม่เป็นทางการ

เมื่อเร็วๆ นี้ รายการ "ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด" ได้สัมภาษณ์ "ผศ. ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการและอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต-ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม (พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์)" โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจในมุมมองของนักรัฐศาสตร์-นักสังเกตการณ์ทางการเมือง ต่อการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 รวมถึงการวิเคราะห์ทิศทางการเมืองในอนาคตและการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ

โดยเมื่อถามถึงสิ่งที่มองดูแล้วมีความน่ากังวลกับการจัดตั้งรัฐบาล การฟอร์ม ครม.ของรัฐบาลอนุทิน 2 คือเรื่องอะไร "ผศ. ดร.วันวิชิต" กล่าวตอบว่า พวกที่มาจากระบบการเลือกตั้งแบบบ้านใหญ่มาเป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนที่เยอะเกินไป ผมอยากให้จัดวางเทคโนแครต คือในช่วงหนึ่งปีแรก ต้องพิสูจน์และทำงานก่อน เพราะว่ามีอะไรที่ต้องทำ คนเลือกภูมิใจไทยมาจัดการเรื่องปัญหากัมพูชา รั้วกำแพง การเยียวยาเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัสเฟสสอง มันต้องไปด้วยกัน

เมื่อถามย้ำว่า แต่ฝ่ายบ้านใหญ่ในภูมิใจไทยเองก็ต้องมีโควตารัฐมนตรี "ผศ. ดร.วันวิชิต" มองเรื่องนี้ว่า ก็มี แต่ว่าบ้านใหญ่ก็ต้องแต่งตัวดีๆ เอาที่มีศักยภาพ อย่างข่าวลืออะไรต่างๆ ที่บอกว่า คุณวราวุธ ศิลปอาชา จะมาเป็น รมว.เกษตรฯ ภาพลักษณ์การนั่งเครื่องบินไปดีลตลาดต่างประเทศกับคุณศุภจี คือไปทั้งพาณิชย์และเกษตรฯ ฟุตฟิตฟอไฟ ผมว่าคนไทยเรารู้สึกว่าเราได้ภาพ

-อย่างบางจังหวัดเช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ หากได้โควตาไป แต่หากไม่มีคนในกลุ่มมาเป็น รมต.  ก็หาคนอื่นมาเป็นแทนแต่มาในนามของกลุ่ม?

ก็ใช่ หน้าตาต้องดีหน่อย คือฝีมือ ด้วยความเคารพผมไม่ได้มีอะไร แต่บางคนก็ตั้งมาเป็นรัฐมนตรีจนผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นยาสามัญประจำบ้าน อย่างเช่นนายทรงศักดิ์ ทองศรี (รมช.มหาดไทย) เป็นรัฐมนตรีมากี่ปี เอาเวลาที่ให้สัมภาษณ์หรือพื้นที่่ข่าวมารวมกัน รวมแล้วเกินหนึ่งชั่วโมงหรือไม่ ผมเอาเวลาที่เขามีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านผ่านพื้นที่สื่อ รวมกันตลอดชีวิตการเล่นการเมืองรวมกันเกินหนึ่งชั่วโมงหรือไม่ นั่นหมายความว่าเวลาจะแต่งตั้งใครให้มีภาพ หรือมีความใกล้ชิดที่จะอธิบายความกับประชาชน กับคนดูให้เยอะๆ ผมไม่ได้ว่านายทรงศักดิ์ไม่เก่งหรือไม่อะไร แต่หมายถึงว่าภาพว่าเป็นโควตาเด็ดขาดไม่ให้ใครมายุ่งอย่างนี้ ผมพยายามจะบอกว่า หากจะตั้งคนมาเป็นรัฐมนตรี ก็ต้องทำให้คนมีความเชื่อมั่นรัฐบาลในสเตปต่อไปได้

ส่วนเพื่อไทยเองที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ก็มีโอกาสที่จะต้องเร่งฟื้่นฟูความเชื่อมั่น ถ้า ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สามารถจัดคนในพรรคเพื่อไทยที่จะมาร่วม ครม. บางครั้งผู้ใหญ่ในเพื่อไทยที่ลงทุนลงแรงไปเยอะ น่าจะถอยไปอยู่ข้างหลังบ้าง ไม่ใช่มีแต่ สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ภูมิธรรม เวชยชัย, ประเสริฐ จันทรรวงทอง บางครั้งบางทีคือไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง แต่มันเป็นเรื่องความเฝือ สังคมไทยอยากเห็นอะไรที่เป็นสีสัน หน้าตาใหม่ๆ ว่าโอ้โห เพื่อไทยได้คนแบบนี้มา มันต้องเป็นลักษณะแบบนั้น ไม่ใช่มองไปก็มีแต่สมศักดิ์, สุริยะ, ภูมิธรรม มันไม่ใช่ อย่างหาก ดร.ยศชนันเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.ศึกษาธิการหรือควบ รมว.การอุดมศึกษาฯ ผมว่าดีมาก

โดยเฉพาะหากเป็นที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพราะก็เป็นอดีตรองอธิการบดีมหิดล เติบโตด้วยความรู้ความสามารถของตัวเอง เป็นศาสตราจารย์ด้วยความรู้ความสามารถของตัวเองไม่ได้เกี่ยวกับครอบครัวเลย ซึ่งคนในแวดวงการศึกษายอมรับ ดร.ยศชนันตรงนั้น ถ้าเอาศักยภาพตรงนั้นไปนั่งที่ อว. ไปสร้างอนาคตของชาติ มันจะเป็นบททดสอบ เครดิต ดร.ยศชนันก็เหมาะที่จะไปตรงนั้น ส่วนหากจะไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด เพราะในช่วงรัฐบาลไทยรักไทยเป็นต้นมา มาถึงปัจจุบันร่วม 25 ปี พบว่าเป็นกระทรวงที่มีรัฐมนตรีมาจากพรรคในเครือข่ายมากที่สุด ทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ พบว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากไทยรักไทยมาจนถึงเพื่อไทยเยอะมาก แล้วเป็นอย่างไรการศึกษา ซึ่งหาก ดร.ยศชนันทำได้ คะแนนมันก็จะเหมือนตอนทำเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ถ้า ดร.ยศชนันจะไปอยู่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็จะตรงสเปกเลย

-มีกระแสข่าวว่า นายกฯ อนุทินอาจจะควบ กลาโหม แต่บางคนก็ยังมองว่าน่าจะควบมหาดไทยเหมือนเดิม คิดว่าควรควบอะไรดีกว่ากัน?

ก็อยู่ที่นายกฯ แต่เอาจริงๆ ควรควบมหาดไทย ไม่ควรคายมหาดไทยให้ใคร เพราะเห็นผลงานแล้ว ประสบความสำเร็จในการควบคุมกลไก

เพราะนายกฯ กับมหาดไทยหากอยู่ด้วยกัน อำนาจมันเบ็ดเสร็จ เพราะว่าเป็นนายกฯ อย่างเดียว เวลาจะต่อสายขอความอนุเคราะห์อะไรจากใคร มันไม่เร็วเท่าอยู่ในตัว (นายกฯ ควบ รมว.มหาดไทย) ผมมองว่ามหาดไทย นายกฯ รู้ชัดเห็นแจ้งแล้วว่ามีวิธีการทำงานอย่างไร หากท่านควบกลาโหมจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ และจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างตอนที่เกิดปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เริ่มกลับมามีการก่อเหตุระเบิด ตอนนั้นนายกฯ ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ก็เลยออกมาบอกตอนนั้นว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกับรัฐมนตรีช่วยว่าการไม่ไปช่วย ไม่ไปช่วยจัดการตรงนี้ ไม่เข้าไปแก้ปัญหา ก็เพราะโครงสร้าง กอ.รมน.ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายการเมือง มีนายกฯ เป็น ผอ. และรอง ผอ.คือผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดไม่ได้เกี่ยวข้อง

 เรื่องความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการด้านความมั่นคง ถ้าท่านแม่นก็ไม่มีปัญหา แต่ผมว่าท่านเจนจัดในเรื่องมหาดไทยแล้ว หากจะเจียดเวลาสักเล็กน้อยมาทำความเข้าใจงานความมั่นคง คือมาดูนโยบาย ภาพรวม เพราะนายกฯ ก็เป็นประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติและผอ.กอ.รมน.โดยตำแหน่ง

งานกลาโหมในยุคหลังต้องเข้าใจงานนโยบาย ไม่ใช่มาเป็นเพื่อจะมาแต่งตั้งโยกย้ายแบบเดิมๆ มันไม่ได้ แบบนั้นมันโบราณไปแล้ว เพราะตอนนี้ปัญหาภัยคุกคามคือปัญหาชายแดนรอบด้าน เช่นชายแดนเรื่อง Hybrid Warfare การค้ามนุษย์ ยาเสพติด ใครจะเข้ามา ต้องมีความรู้รอบด้านจริงๆ

ถามว่าจะมีการเปลี่ยนตัวจากบิ๊กเล็ก-พลเอกณัฐพล เป็นคนอื่นหรือไม่ "ดร.วันวิชิต ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม" กล่าวแบบสงวนท่าทีว่า คือหากผมพูดก็จะเป็นการพูดในฐานะผู้มีสิทธิ์ได้เสีย เดี๋ยวจะหาว่าเชียร์หรือจะมองว่าอะไรต่างๆ ผมก็ขอสงวนความเห็น แต่ผมขอเพียงแต่ว่าใครที่จะเข้ามากลาโหม ต้องเข้าใจงานนโยบายในภาพรวม องค์รวม ต้องแม่น จะไปมองแค่งานยุทธการมันไม่พอ เพราะงานการเมืองบางทีก็เป็นงานเรื่องการเจรจา เช่นการต้องไปดีลกับกระทรวงอื่นเพื่อให้การทำงานเกิดการบูรณาการ อย่างเรื่องการทำถนนหนทางตรงบริเวณพื้นที่ชายแดน บางทีพื้นที่มันรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าไม้ ก็มีการประสานกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ก็อนุเคราะห์งานได้ในบางเรื่อง ที่ให้การช่วยเหลือผลักดันการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทหารสร้างถนนอะไรต่างๆ เพื่อป้องกันภัยคุกคามในอนาคต

ผมยกตัวอย่างแบบนี้ให้เห็นว่าคนจะมาเป็น รมว.กลาโหม จึงเป็นใครก็ได้ที่สามารถประสานงานต่างๆ ได้ ที่ไม่ใช่แค่งานในภารกิจของตัวเอง แต่ต้องรู้ภารกิจของหน่วยงานอื่นๆ ที่เขาจะสามารถมาสร้างความเข้มแข็งให้กับงานของกระทรวงกลาโหมได้จะต้องทำอย่างไร

ถามย้ำว่า วิเคราะห์ฟันธงได้ไหมว่า นายกฯ จะควบหรือไม่ควบกลาโหม "ดร.วันวิชิต" กล่าวตอบว่า ผมให้เปอร์เซ็นต์จะกลับมาควบมหาดไทยมากกว่าควบกลาโหม

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ พลังอนุรักษนิยม-พลังจารีต

"นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ผศ. ดร.วันวิชิต" กล่าววิเคราะห์การเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาโดยภาพรวมถือว่าเหนือความคาดหมายมาก นักวิชาการหรือสำนักโพล ภาพรวมก็ต้องยอมรับว่าหน้าแหกเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นโพลด้านความมั่นคงของ กอ.รมน.ที่ใกล้เคียงที่สุด คือตัวเลขของพรรคภูมิใจไทยคลาดเคลื่อนน้อยมาก ตัวเลขที่ไม่ค่อยถูกกันคือของเพื่อไทย แต่ที่มีใกล้เคียงคือการคาดการณ์ของจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ประเมินว่า ไม่เกินแปดสิบที่นั่ง โดยผลออกมา 74 ก็ถือว่าใกล้เคียงที่สุด แต่โดยภาพรวมส่วนใหญ่มองว่าไม่มีพรรคใดได้เกิน 150 ที่นั่ง คืออาจมีเกินบ้าง แต่ไม่มีใครคิดว่าภูมิใจไทยจะรันไปได้ถึง 193 ที่นั่ง

ที่เซอร์ไพรส์มากสุดคือพรรคกล้าธรรม คือคนก็มองว่าเป็นพรรคที่มีบ้านใหญ่อยู่ แต่เป็นบ้านใหญ่ที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในภูมิใจไทยหรือเพื่อไทยได้ ก็ไปเข้ากล้าธรรม พอได้ 58 เสียง เราเห็นแล้วก็โอ้โห คือเป็นพรรคที่เหมือนกับภูมิใจไทยตอนเลือกตั้งปี 2562 กับ 2566 คือไม่แคร์กระแส แต่ถ้าเทียบกระแสกับภูมิใจไทยแล้ว ก็ยังน้อยกว่าภูมิใจไทยในช่วงเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 จากผลสำรวจโพลต่างๆ พูดง่ายๆ ไม่อยู่ในสารบบ คือมีคนบอกว่าจะได้ สส.อยู่ แต่น่าจะสูสีกับประชาธิปัตย์ แต่กลายเป็นว่าประชาธิปัตย์ยังได้ สส.ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกล้าธรรม โดยแจ้งเกิดได้ทุกภาค ยกเว้นกทม.

 พรรคกล้าธรรมมี สส.หมดทุกภาค โดยได้ สส.ในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ Killing Zone ที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น อย่างที่จังหวัดน่านซึ่งเคยเป็นพื้นที่สีแดง แดงได้คะแนนแบบแลนด์สไลด์ แต่ผลออกมาขนาด นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยยังสอบตก พรรคกล้าธรรมเจาะไปได้สองเขตที่น่าน หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคประชาชาติเคยได้ สส.เขตแบบเป็นกอบเป็นกำ รอบนี้ก็เหลือแค่ 4 ที่นั่ง

"หลายคนบอกว่า นี่คือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของพลังอนุรักษนิยมหรือพลังจารีต ก็พูดได้"

เพราะว่ารอบนี้ พลังฝ่ายอนุรักษ์ฯ พยายามที่จะมีการดีลผ่านโลกโซเชียลมีเดีย อย่างเช่นการให้กาแบบมียุทธศาสตร์ เพราะในทางรัฐศาสตร์เองก็บอกว่าการเมืองรอบนี้ ชนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยที่ฝืนหรือจำใจกาเลือกภูมิใจไทย เพราะคิดว่ามีลำหักลำโค่น สามารถไปยันไปคานความร้อนแรงของพรรคพลังประชาชนได้ ทำให้คะแนนไม่ควรตกน้ำ ที่หมายถึง ณ สถานการณ์ขณะนี้ต้องหาทางเลือกที่ดีที่สุด จำเป็นที่สุด ที่ไม่ใช่ทางเลือกที่สมบูรณ์แบบในใจ ที่จะแตกต่างจากตอนเลือกพลังประชารัฐ เพราะพลเอกประยุทธ์ แบบตอนปี 2562 แต่อารมณ์แบบตอนปี 2569 สาเหตุหนึ่งที่คนเลือกภูมิใจไทยเพราะไปจัดการกับปัญหากัมพูชา กับปัญหาชายแดน เป็น first priority ที่พรรคภูมิใจไทยต้องทำ  เพราะทำให้เห็นแล้วว่า อย่างน้อยน่าจะสบายใจกว่าแดงกับส้มจะเข้ามา รวมไปถึงนโยบายด้านความมั่นคงต่างประเทศ  แล้วบทบาทของสามทหารเสือ เอกนิติ, สีหศักดิ์, ศุภจี ก็เป็นที่พออกพอใจของผู้คน ที่กลายเป็นจุดแข็งว่าอนุทินสามารถไปดึงบุคคลเหล่านี้มาร่วมงานได้ ซึ่งการกาแบบยุทธศาสตร์ ทำให้ผลกระทบกับพรรคการเมือง ในฟากของอนุรักษนิยมก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน"

ผมเห็นปรากฏการณ์การเลือกตั้งรอบนี้ซึ่งแตกต่างจากปี 2566 เพราะตอนปี 2566 จะเห็นชัดว่าที่พรรคก้าวไกล ที่คือพรรคประชาชนในตอนนี้ ที่ก้าวไกลชนะเลือกตั้งมาอันดับหนึ่ง เขาเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังออร์แกนิก แต่ปี 2569 เราเห็นได้เลยว่า พลังออร์แกไนซ์แข็งแรงกว่าพลังออร์แกนิก เป็นการต่อสู้กันระหว่างออร์แกไนซ์กับออร์แกนิก โดยออร์แกไนซ์คือพลังของระบบการจัดการ-การจัดตั้งที่เข้มแข็ง  มีความเป็นระบบ ที่ก็จะมีทั้งระบบหัวคะแนน ระบบกลไกของพวกตระกูลทางการเมืองที่เราเรียกว่าบ้านใหญ่ ซึ่งเขาเคลียร์กันรู้เรื่อง เขาหลีกทาง เขาสับให้กัน และไม่ใช่แค่ระหว่างบ้านใหญ่ด้วยกัน แต่รวมถึงระหว่างพรรคการเมืองด้วยกัน นี้คือการออร์แกไนซ์ที่เข้มแข็ง

ขณะที่ออร์แกนิกต้องพึ่งระบบโหวตเตอร์ธรรมชาติ ซึ่งหากกระแสดีมากๆ เขาก็ต้องคาดการณ์ว่า อย่างรอบที่แล้ว ที่พรรคก้าวไกลชนะแต่ละเขต ฐานอยู่ที่ประมาณ 400,000 คะแนน โดยเป็นคะแนนบรรทัดฐาน ซึ่งครั้งที่แล้วที่พวกบ้านใหญ่แพ้ เพราะได้ไปที่เฉลี่ยประมาณ 20,000 คะแนน อีกพรรคหนึ่งก็ประมาณ 18,000 คะแนน หากนำมาผสมผสานกันก็อาจชนะได้ แล้วก็ทำกันได้สำเร็จ

เราจะเห็นว่ารอบนี้พวกคะแนนระบบออร์แกไนซ์ บางเขตบางจังหวัด คู่แข่งที่ได้อันดับสอง อันดับสาม อันดับสี่  เอาคะแนนมารวมกันยังแพ้ที่ได้อันดับหนึ่ง อย่างที่พะเยา  นายอัครา พรหมเผ่า จากพรรคกล้าธรรม (น้องชาย ร.อ.ธรรมนัส) ได้มาหกหมื่นกว่าคะแนน คือทิ้งห่างอันดับสองร่วมสามเท่า หรือที่เพชรบุรี ผู้สมัคร สส.เขตของพรรคภูมิใจไทย อย่าง อภิชาติ แก้วโกศล ที่ได้คะแนนมาร่วมๆ หกหมื่นกว่าคะแนน และสิ่งสำคัญคือในออร์แกไนซ์ก็มีออร์แกนิก คือหัวคะแนนธรรมชาติของพลังจารีตด้วยว่า ยังไงก็ต้องเลือกอนุทิน ที่เห็นชัดว่ากระแสชาตินิยมมีผล คือเลือกเพื่อไปจัดการกับปัญหาไทย-กัมพูชา รวมถึงมองว่าบทบาทของนายอนุทินให้การสนับสนุนหรือร่วมมือกับกองทัพได้ดี

ภูมิใจไทย ถ้าเป็นรับาลได้ดี รอบหน้าลุ้นทะลุ 200 ที่นั่ง

เมื่อถามว่า ตรงนี้มันจะเป็นแค่ปรากฏการณ์เฉพาะปี 2569 หรือหากทำดีๆ จะรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ "วันวิชิต" กล่าวว่า ระบบออร์แกไนซ์ถึงแข็งแรงมากแต่ก็พังได้ เพราะทุกคนก็อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งตรงนั้น เข้าไปบริหารจัดการ แล้วถ้าเกิดความโลภ เกิดการแตกหัก เกิดการแตกสามัคคีเหมือนตอนปี 2566 แต่ละฝ่ายก็คิดว่าตัวเองมีออร์แกไนซ์และมีออร์แกไนซ์ที่เข้มแข็งกว่า เรายิงได้ตรงเป้ามากกว่า มีนักยิงปืนทีมชาติมากกว่า ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ท้ายที่สุดมันก็พัง เพราะคนจะเบื่อหน่าย ดังนั้นเมื่อพลังอนุรักษ์ พลังจารีตได้โอกาส สิ่งสำคัญคือต้องปรับปรุงแต่งตัวเรื่องหน้าตา ต้องหาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมารับใช้บ้านเมือง คือคนกลัว ใช่กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะบททดสอบสถาบันหลักของชาติ เจอบททดสอบทุกระดับ ดังนั้นเอกราช อธิปไตย หรือความภาคภูมิใจอะไรต่างๆ ผมคิดว่าคนกลัวที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันแบบนั้น ดังนั้นเมื่อมีโอกาส รับรู้อยู่แล้ว first priority สิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไรบ้าง 1 2 3 4 ความมั่นคงไม่ใช่แค่เรื่องชายแดน แต่เป็นเรื่องปากท้องด้วย

-ภูมิใจไทยจะทำอย่างไรให้ในอนาคตหากมีการเลือกตั้ง ถ้าตัวเลขจะลดลงก็ให้ลดลงน้อยสุดหรือให้ได้มากขึ้น ให้ทะลุ 200 เสียงไปเลย?

โอเค เขายังมีโอกาสไปได้อย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง ในระบบสัจธรรมการเมืองไทย พรรคที่มันยังรันได้ ยังท็อปฟอร์ม จะอยู่ในช่วงแปดปี เต็มที่ไม่เกินสิบปี ซึ่งหากแต่งตัวดีกว่านี้ คือได้บรรดาเทคโนแครต คนที่สี่ คนที่ห้า คนที่หก มาอยู่ในครม. แล้วทำให้คนเกิดความเชื่อมั่น และทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงได้ จัดการเรื่องกัมพูชาได้เป็นเอกภาพ มีรูปธรรมมากขึ้น ก็ยังหาเสียงได้ต่ออีก ตัวเลขจีดีพีล่าสุดที่สูงเกินกว่า 1.6 ต่อจากนี้จะทำอย่างไรให้ตัวเลขไปที่ 2 หรือ 3 หรือ 4 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ตัวเองมีอำนาจ ตรงนี้หากทำได้ ก็จะไปตอบโจทย์ชนชั้นกลาง

อย่าลืมว่ารอบนี้ภูมิใจไทยในช่วงสามปี เฉพาะพื้นที่ชนชั้นกลางใน กทม.ที่เคยเลือกตอนปี 2566 รวมกัน 33 เขต เขาได้แค่ 70,000 กว่าคะแนน เป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่มาเลือกตั้งปี 2569 ผ่านไปสามปีเศษ คะแนนใน กทม.รวมแล้ว ขึ้นมาห้าแสนกว่าคะแนน แม้จะไม่ชนะเลยสักเขต แต่มันมีทิศทางการเติบโต หากหาคนดีๆ เก่งๆ มาร่วมเป็นดรีมทีม  คือระบบการเลือกตั้งแบบเขต ผมคิดว่าภูมิใจไทยเขามีประสบการณ์ เขามีการรักษาทรงอย่างเข้มแข็งในแบบของเขาได้ แต่ว่าฐานเสียงที่มันแปรเปลี่ยนคือพวกชนชั้นกลาง

-มองว่าภูมิใจไทยยังมีโอกาสจะได้ สส.ทะลุเกิน 200 ที่นั่งหากจัดตั้งรัฐบาลดีๆ

ครับ แล้วสิ่งสำคัญต้องลดเรื่องคำว่าวิกฤตศรัทธา ต้องไม่ให้เกิด อย่าไปยุ่มย่ามหรือข้องเกี่ยวกับเรื่องคดีความที่ฝ่ายตัวเองถูกสังคมเกิดการตั้งคำถามด้วยความกังวลใจ เรื่องอย่างเขากระโดง-คดีฮั้ว สว.ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ  ให้มันเป็นไปตามกลไกของกระบวนการยุติธรรม เพราะภูมิใจไทยก็ยังมีแคนดิเดตนายกฯ อีกคน คือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ดังนั้นภูมิใจไทยก็ต้องเตรียมรองรับ แต่หากทำงานได้ดี ผลงานก็จะเป็นเกราะกำบังตัวรัฐบาลเอง.

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชนกนันท์ ศุภศิริ -ภูมิใจไทย นำทัพ "สีน้ำเงิน" ปักธงจังหวัดแพร่

ผลการเลือกตั้ง8 ก.พ.ที่ผ่านมา พื้นที่เลือกตั้ง"ภาคเหนือ"พบว่ามีหลายจังหวัด ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะจากเดิมที่นับแต่ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ปี 2544 พรรคของทักษิณทั้งไทยรักไทย-พลังประชาชน

พรรคส้ม ออกแถลงการณ์ อ้างเสรีภาพปชช.-สื่อ โวย ‘กตต.’ ฟ้องปิดปาก!

พรรคประชาชน โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กของพรรค ระบุว่า กกต. ควรตอบข้อสงสัยประชาชน โดยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตอบโต้ประชาชน โดยการดำเนินคดีกับประชาชน-สื่อมวลชนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วนและเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก

สมาคมทนายฯ ออกแถลงการณ์ ปมกกต.แจ้งความดำเนินคดี 6 ราย

นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ กรณี กกต.แจ้งความดำเนินคดีประชาชนจากการสังเกต