AI กำลังเปลี่ยนระบบการเงินไทย : โอกาสหรือความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence: AI)  กลายเป็นคำที่ถูกกล่าวถึงแทบทุกวงการ ตั้งแต่การศึกษา การผลิต แพทย์ อุตสาหกรรม ไปจนถึงการลงทุน แต่ในภาคการเงิน ผลกระทบของ AI อาจลึกกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงานเร็วขึ้น หากกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจ ความเสี่ยง และสถาปัตยกรรมของระบบการเงินทั้งระบบ (The architecture of the entire financial ecosystem)

งานศึกษาขององค์กรระดับโลกอย่าง IMF, BIS, World Bank และธนาคารกลางสหรัฐ สะท้อนภาพตรงกันว่า AI มีผลกระทบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบชำระเงิน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “จะกำกับดูแลอย่างไรให้ประโยชน์มากกว่าความเปราะบาง”

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น (Efficiency gains) อย่างชัดเจน

ข้อดีของ AI ในภาคการเงินเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลและการประเมินความเสี่ยง โมเดล machine learning สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลและค้นหารูปแบบซับซ้อนได้ดีกว่าโมเดลสถิติแบบดั้งเดิม

ในภาคสินเชื่อ AI ช่วยให้ธนาคารประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีประวัติสินเชื่อยาวนาน เช่น ผู้ประกอบการ SME หรือผู้กู้รายย่อย งานวิจัยในหลายประเทศพบว่า AI สามารถลดอัตราการคาดการณ์ผิดพลาด เพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผิดนัดชำระ และลดต้นทุนการปล่อยสินเชื่อได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลลัพธ์ที่สำคัญอีกประการคือ “การเข้าถึงทางการเงิน” ที่กว้างขึ้น เพราะ AI สามารถใช้ข้อมูลทางเลือก เช่น พฤติกรรมการใช้จ่าย หรือข้อมูลธุรกรรมดิจิทัล มาเสริมการประเมินความเสี่ยงได้ นี่คือการลดความไม่สมดุลของข้อมูล ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของระบบการเงินในประเทศกำลังพัฒนา

ในระบบชำระเงิน AI มีบทบาทสำคัญในการตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์ ระบบสามารถแยกแยะธุรกรรมผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น ลดความเสียหายจากการโกง และลดต้นทุนการดำเนินงานของธนาคาร ขณะเดียวกัน AI ยังช่วยบริหารสภาพคล่องในระบบโอนเงินแบบทันทีได้ดีขึ้น ทำให้ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้นในภาวะปกติ

กล่าวได้ว่า AI ทำให้ “ต้นทุนของข้อมูล” ลดลงอย่างมาก และในโลกการเงิน ต้นทุนข้อมูลคือหัวใจของประสิทธิภาพ

แต่เปิดช่องทางความเสี่ยงใหม่ (New risk channels)

อย่างไรก็ตาม ภาพของ AI ไม่ได้มีแต่ด้านบวก งานศึกษาระหว่างประเทศจำนวนมากเริ่มเตือนถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าความเสี่ยงแบบดั้งเดิม

ประเด็นแรกคือ “ความเสี่ยงจากโมเดล” (model risk) โมเดล AI มีความซับซ้อนและอธิบายได้ยาก (black box) หากหลายสถาบันใช้โมเดลลักษณะใกล้เคียงกัน หรือใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ ความเสี่ยงลักษณะนี้มองไม่เห็นในงบดุล แต่สามารถสะสมจนกลายเป็นปัญหาเชิงระบบได้

ประเด็นที่สองคือ พฤติกรรมแบบกลุ่ม (herding) โดยเฉพาะในตลาดทุน งานศึกษาของ BIS และธนาคารกลางสหรัฐชี้ว่าอัลกอริทึมการซื้อขายช่วยเพิ่มสภาพคล่องในภาวะปกติ แต่ในภาวะตึงตัวอาจเร่งความผันผวน ตลาดอาจตอบสนองต่อข่าวหรือแรงกระแทกเร็วขึ้น และรุนแรงขึ้น นั่นหมายความว่า distribution ของความเสี่ยงอาจกว้างขึ้น แม้ว่าค่าเฉลี่ยจะดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างความผันผวนของตลาดเปลี่ยนไป

ประเด็นที่สามคือ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของข้อมูล (data concentration risk)  เนื่องจาก AI ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาล บริษัทเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มที่ครอบครองข้อมูลขนาดใหญ่จึงมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง สิ่งนี้อาจนำไปสู่การกระจุกตัวของอำนาจตลาด และสร้างความเสี่ยงเชิงระบบหากผู้เล่นรายใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการเงิน

สุดท้ายคือ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ (Cyber-systemic risk) เมื่อระบบพึ่งพาอัลกอริทึมและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การโจมตีหรือความล้มเหลวของระบบอาจขยายผลอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง

สิ่งที่น่ากังวลคือความเสี่ยงเหล่านี้มีลักษณะ “ไม่เป็นเส้นตรง” กล่าวคือเมื่อเกิดขึ้นอาจขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ และกระทบหลายส่วนของระบบพร้อมกัน

ระบบชำระเงินกำลังเปลี่ยนโฉม (Payments transformation)

AI ยังเป็นแรงผลักดันให้ระบบชำระเงินเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากเดิมที่เป็นเพียงกลไกโอนเงิน กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงข้อมูล (data-centric infrastructure) ที่มีความฉลาดมากขึ้น

ระบบชำระเงินยุคใหม่สามารถตรวจจับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ ปรับเส้นทางการชำระเงินตามระดับความเสี่ยง และบริหารสภาพคล่องเชิงคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ในหลายประเทศ การผสาน AI อาจทำให้เกิดแนวคิด เงินที่ตั้งโปรแกรมได้(programmable) มากขึ้น  กล่าวคือสามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายหรือการโอนเงินได้ สิ่งนี้มีนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต

อีกแนวโน้มสำคัญคือการเงินแบบฝังตัว (embedded finance) เมื่อการชำระเงินกลายเป็นแหล่งข้อมูล ธุรกรรมแต่ละครั้งสามารถต่อยอดไปสู่สินเชื่อ ประกัน หรือบริการทางการเงินอื่น ๆ ได้โดยอัตโนมัติ เส้นแบ่งระหว่างธนาคารกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจึงเริ่มเลือน

ไทยควรเดินอย่างไร?

ประเทศไทยมีการใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลในระดับสูง และเศรษฐกิจพึ่งพา SME อย่างมาก AI จึงมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายการเข้าถึงสินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญ

แต่ในขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดที่มีการกระจุกตัวระดับหนึ่ง และขนาดเศรษฐกิจที่สามารถรองรับแรงกระแทกจาก Shock ต่างๆ จำกัด ทำให้ความเสี่ยงเชิงระบบอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศขนาดใหญ่

ลำดับความสำคัญเชิงนโยบายจึงควรเน้น “การบริหารความเสี่ยงก่อนการเร่งขยายตัว

ประการแรก ควรยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลโมเดล AI ทั้งในด้านการทดสอบความแม่นยำ ความสามารถในการอธิบาย และการทดสอบภายใต้สถานการณ์วิกฤติ

ประการที่สอง ควรมองการกำกับดูแลข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของเสถียรภาพระบบ ไม่ใช่เพียงเรื่องการแข่งขัน การส่งเสริมการพกพาข้อมูล (data portability) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่จึงมีความสำคัญ

ประการที่สาม ผู้กำกับดูแลต้องลงทุนใน SupTech และ RegTech เพื่อให้สามารถติดตามความเสี่ยงในระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างทันท่วงที

บทสรุป

AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการเงินทั้งระบบ มันสามารถเพิ่มผลิตภาพ ขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

แต่ในเวลาเดียวกัน มันอาจเพิ่มความเปราะบางเชิงระบบในรูปแบบที่มองไม่เห็น หากกรอบกำกับดูแลไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

สำหรับประเทศไทย เป้าหมายไม่ใช่การเร่งหรือชะลอการใช้ AI หากคือการสร้างสมดุลระหว่าง “นวัตกรรม” กับ “เสถียรภาพ” ให้เดินไปพร้อมกัน

ท้ายที่สุดแล้ว AI จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือกลายเป็นแหล่งความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับคุณภาพของนโยบายและความพร้อมของสถาบัน มากกว่าตัวเทคโนโลยีเอง.

บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ
สมศักดิ์ วงศ์ปัญญาถาวร
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

UOB ชี้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคใหม่ AI ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนหลัก

ยูโอบี มองเศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำAI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก ส่วนไทย ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่’อุตสาหกรรมใหม่’

กฤษฎีกากับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

การพัฒนากฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนทุกคน ในปัจจุบัน

นายกฯ เปิดประชุม GFEAI 2025 ชูใช้เอไอเกิดประโยชน์

นายกฯ เปิดประชุม GFEAI 2025 ดันใช้เอไอเกิดประโยชน์ สกัดข่าวเท็จทำลายความเชื่อมั่น-บั่นทอนประชาธิปไตย ชี้ต้องเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่การแบ่งแยก