รัฐบาล”อนุทิน2”ถึงตอนนี้ เริ่มจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างเข้ามาเรื่อยๆ เพราะวันอาทิตย์นี้ จะมีการประชุมสภาฯ เพื่อเลือกประธานสภาฯและรองประธานสภาฯอีกสองคน และคาดว่า ปลายสัปดาห์หน้า อาจจะเป็นวันที่ 19 มีนาคม จะมีการประชุมสภาฯ เพื่อโหวตนายกฯ ต่อไป
ที่ผ่านมา ได้มีเสียงสะท้อน การแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ถึงรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยังอยู่ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล เช่น ความเห็นจากภาคธุรกิจ นักวิชาการ เป็นต้น ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคม-เอ็นจีโอ ก็เป็นเสียงสะท้อนที่น่าสนใจเช่นกัน
โดยเมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมเดอ ไพรม์ รางน้ำ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ อาทิ ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย(PDMT) สหพันธ์เกษตรกร ภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปาตานี เครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กป.อพช.อีสาน ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย โพรเทคชันอินเตอร์เนชั่นแนล เครือข่าย 304 กินได้ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) มูลนิธิภาคเหนือ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม แถลงข่าวในหัวข้อ “ขบวนการประชาชน Xประเทศไทย บนทางแยกทิศทางสิทธิมนุษยชน ภายใต้อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว และทุนสุดทาง เพื่อสะท้อนภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และการประกาศจุดในการขับเคลื่อนสังคมไทยต่อจากนี้
“ประธาน กป.อพช.” หวั่นประชาชนถูกละเมิด-คุกคามหนักขึ้น
“เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)”กล่าวว่า เวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พรรคอนุรักษ์นิยมจะขึ้นมาบริหารประเทศ เราคิดว่าสถานการณ์ต่อจากนี้ไป พี่น้องประชาชนที่เรียกร้องสิทธิในพื้นที่ต่างๆ น่าจะถูกคุกคามหนักขึ้น จากการละเมิดสิทธิและการบริหารของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมในเวลานี้ เครือข่าย กป.อพช.และขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาคได้ร่วมกันสะท้อนสถานการณ์ร่วมกันอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์รวมศูนย์อำนาจรัฐและการขยายตัวอย่างสุดทางของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ การหวนกลับของความคิดและการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมที่กำลังผสานตัวเข้ากับกลไกรัฐ พร้อมกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จากเสียงสะท้อนของชุมชนและขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค เวทีเขาเราจึงได้สรุปประเด็นเร่งด่วนและแนวโน้มสำคัญของการต่อสู้ของประชาชน เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ
“เลิศศักดิ์”ย้ำว่า เป็นการตั้งหลัก เตรียมรับมือการบริหารงานของรัฐบาลอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ที่สำคัญคือจับตาการเข้ามามีบทบาทของธนาคารโลก (World Bank) และ IMF มีข้อกังวลต่อการประชุมใหญ่ของธนาคารโลกและ IMF ในช่วงเดือนต.ค.นี้ องค์กรเหล่านี้มักไม่สนใจว่าประเทศที่กู้เงินจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แต่จะเน้นการนำเสนอแผนพัฒนาประเทศไทยระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม 5 ด้านและประเด็นคาร์บอนเครดิต
ส่วนประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนจะไม่นิ่งเฉยรอคอยประกาศจากรัฐบาลในเดือนหน้า แต่จะเริ่มเคลื่อนไหวทันทีเพื่อเสนอทางออกล่วงหน้า ซึ่งเรามีความกังวลต่อกลไกการร่างรัฐธรรมนูญที่อาจถูกผูกขาดโดยกรรมาธิการเพียง 35 คน หรือกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ซึ่งถือเป็นการตัดขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างร้ายแรง
"เราไม่สามารถยอมรับรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากคนเพียงไม่กี่คนได้ หากรัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปี ประชาชนก็จะเกาะติดและเคลื่อนไหวทุกช่องทางเพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้สำเร็จ" นายเลิศศักดิ์ กล่าว
ด้าน”น.ส.อรชา จันทร์เดช เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” กล่าวในกรณีการเตือนภัย 'ทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทา' ที่เร่งโครงการพัฒนาและผลักภาระให้ชุมชน ว่าเสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศบ่งชี้ตรงกันว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเชื่อมโยงของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ทุนต่างชาติ และทุนสีเทา ซึ่งผสานตัวกับกลไกรัฐเพื่อเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ โดยที่ต้นทุนของ "การพัฒนา" เหล่านั้นกลับถูกผลักไปให้ชุมชนแบกรับแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่ดิน การทำลายสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพ และการสั่นคลอนของวิถีชีวิตดั้งเดิม จนก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค ตัวอย่างสถานการณ์จากพื้นที่ที่สะท้อนสู่เวทีนี้ ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรีและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ชุมชนเผชิญมลพิษอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เหมืองหินในจังหวัดชัยภูมิ และเหมืองโปแตซในด่านขุนทด ที่สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร โครงการกังหันลมในป่าภูยูง จังหวัดมุกดาหาร ที่กระทบต่อแหล่งอาหาร ระบบนิเวศ และต้นน้ำของชุมชน โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนทั้งภูมิภาค การต่อสู้ของชุมชนเพื่อปกป้องสายน้ำแหล่งชีวิต เช่น กรณีเขื่อนปากมูลและสายน้ำปาตานี ดังนั้น "สิทธิในการพัฒนา" ต้องเป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่การพัฒนาที่ถูกกำหนดจากเบื้องบนโดยรัฐและทุน ในขณะที่ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่มีที่ยืนในกระบวนการตัดสินใจ
ในช่วงท้าย น.ส. ณัฐพร อาจหาญ น.ส. สุภาภรณ์มาลัยลอย ตัวแทน กป.อพช. และนาย วิศรุต ศรีจันทร์ ตัวแทนมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ได้ร่วมก้นอ่านแถลงการณ์ของกป.อพช. และขบวนประชาชนจากหลายภูมิภาค โดยได้สะท้อนสถานการณ์ประเทศว่า ไทยกำลังเผชิญแนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจรัฐ การขยายตัวของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ และการหวนกลับของแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่ผสานกับกลไกรัฐ ส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่
เสนอประเด็นเร่งด่วน 7 เรื่องต่อสาธารณะ
- เรียกร้องความโปร่งใสการเลือกตั้ง–จับตาการจัดตั้งรัฐบาลภาคประชาชนแสดงความกังวลต่อข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจกำหนดทิศทางนโยบายที่กระทบต่อสิทธิชุมชน สิทธิการมีส่วนร่วม และเสรีภาพของประชาชน
- เตือนภัยทุนผูกขาด–ทุนจีน–ทุนสีเทาเร่งโครงการพัฒนา เครือข่ายระบุว่าโครงการเหมืองแร่ พลังงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพถูกผลักให้ชุมชนรับภาระ พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ในพื้นที่ เช่น เขต EEC จ.ปราจีนบุรี เหมืองหิน จ.ชัยภูมิ เหมืองโปแตชด่านขุนทด กังหันลมป่าภูยูง จ.มุกดาหาร รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
- เรียกร้องยุติการใช้กฎหมายจำกัดเสรีภาพ เวทีประชุมระบุว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และการฟ้องคดีในลักษณะ SLAPP ถูกใช้จำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน จึงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว พร้อมผลักดันกฎหมายสิทธิชุมชน ธนาคารที่ดิน และการปฏิรูปกฎหมายที่ดิน–ป่าไม้
- ตั้งกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เครือข่ายเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งระบบคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่มีผลบังคับใช้จริง ยุติการคุกคามและการดำเนินคดีต่อชุมชน รวมทั้งรับรองสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ปาตานี
- ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจโครงการพัฒนาภาคประชาชนระบุว่าความขัดแย้งด้านทรัพยากรเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งเหมืองแร่ เขื่อน และโครงการพลังงาน พร้อมเรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนต่อโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขง และยืนยันว่าที่ดิน แม่น้ำ และทรัพยากรเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน
- จับตาเวที IMF–World Bank ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เครือข่ายเตรียมติดตามการประชุมเศรษฐกิจโลกในไทยเดือนตุลาคม 2569 โดยเตือนถึงความเสี่ยงของ “พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด” หากโครงการพลังงานและการลงทุนขนาดใหญ่ละเมิดสิทธิชุมชน พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน
7.ยืนยันพลังประชาชน เดินหน้ารัฐธรรมนูญของประชาชน และต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ เรายืนยันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนผ่านกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งขอประกาศจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นขัดแย้งในพื้นที่ปาตานี/สามจังหวัดชายแดนใต้ ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือสงครามที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลก่อขึ้นในตะวันออกกลาง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'บิ๊กดุลย์' โยนถาม 'อนุทิน' หลังมีชื่อขยับนั่งรมว.กลาโหม
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ให้สัมภาณ์สั้นๆ ถึงกระแสข่าวเตรียมขยับจาก รมช.กลาโหมเป็น รมว.กลาโหม ว่า
อนุทิน2ต้องไร้สีเทา ตรวจเข้มคุณสมบัติรมต. ยึดบรรทัดฐานศาลรธน.
"สส.ใหม่" คึกคักรับหนังสือรับรอง กกต.วันแรก 141 คน เข้ารายงานตัวสภา 47 คน
'ธรรมนัส' เลื่อนบินยุโรป! จับตา 'กล้าธรรม' ไปต่อหรือพอแค่นี้
'ธรรมนัส' เลื่อนบินยุโรปเป็นคืนนี้แทน เข้ากระทรวงเกษตรฯประชุมก่อน จับตาความชัดแจนการเมือง 'กล้าธรรม' เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่
ปัด 'เนวิน' คุย 'ธรรมนัส' ยังรอสาย 'กล้าธรรม' ขอผสมน้ำเงิน
'ไชยชนก' ปัดกระแสลอยแพ 'กล้าธรรม' ถาม 'เนวิน' เกี่ยวอะไร หลังสะพัดนัดคุย 'ธรรมนัส' ยันภูมิใจไทยไม่ได้เชิญใครร่วมรัฐบาล เผย 'เพื่อไทย-พรรคเล็ก' ประสานมาเอง ย้ำยังไม่แบ่งกระทรวงฯ รอ กตต.รับรองก่อน

