ถ้าชื่อ “ปาเจโร” ไม่ได้มีไว้ขายความทรงจำ แล้วออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร จะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร?
คำตอบ ต้องเอารถออกจากห้องเปิดตัว แล้วพาไปเจอถนนจริง!
ผู้เขียนมีโอกาสได้ลองขับ “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” บนเส้นทางจังหวัดเชียงราย ทั้งถนนเรียบ ทางโค้ง ทางขึ้น-ลง และสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ตลอดการทดสอบ 2 วันเต็ม
ความรู้สึกแรกหลังจับพวงมาลัยคือ “รถคันนี้ขับง่ายกว่าที่รูปร่างบอก” ด้วยตัวถังขนาดใหญ่ ความยาวถึง 4,920 มม. กว้าง 1,925 มม. ฐานล้อ 2,870 มม. แต่กลับให้มุมมองรอบคันที่โปร่ง ทำให้กะระยะได้ไม่ยาก ขณะที่วงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.8 เมตร ช่วยให้การกลับรถหรือเข้าออกพื้นที่จำกัดไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ที่สำคัญคือพวงมาลัยให้ความรู้สึกแม่นยำ น้ำหนักกำลังดี ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ทำงานลื่นไหล เปลี่ยนเกียร์ต่อเนื่อง การเก็บเสียงในรถดีเกินคาด
“แรงแบบผู้ดี” คือ คำที่อธิบายได้ตรงที่สุด
ใต้ฝากระโปรง คือ เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.4 ลิตร รหัส 4N16 GEN2 (SHP) ความจุ 2,442 ซีซี พร้อมเทอร์โบแปรผันและอินเตอร์คูลเลอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที
ตัวเลขอาจดูดุดัน แต่หลังพวงมาลัยกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกกระชาก ตีนต้นมาไว แต่ไม่กระแทก มาแบบผู้ดี และไหลต่อเนื่อง ยิ่งเมื่อจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Sport Mode และ Paddle Shift การเร่งแซงทำได้อย่างมั่นใจ การส่งกำลังต่อเนื่อง และไม่ต้องเค้นเครื่องยนต์ให้เหนื่อย
ที่น่าสนใจ คือ เครื่องยนต์ใหม่นี้ใช้ เทอร์โบเดี่ยวแบบ Wide Range Single-VGT พร้อมระบบหมุนเวียนไอเสียแรงดันต่ำ และอินเตอร์คูลเลอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยมิตซูบิชิระบุว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีในทุกย่านความเร็ว และ ไม่ต้องเติม AdBlue
รถใหญ่ แต่ไม่ได้เทอะทะ
ออล-นิว ปาเจโร ถูกวางตัวให้เป็นรถเรือธง และการออกแบบภายใต้แนวคิด “Grand Charisma” ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของมันชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น ตัวรถใหญ่ที่สุดในคลาส ตามข้อมูลของมิตซูบิชิ พร้อมซุ้มล้อขนาดใหญ่ และระยะต่ำสุดจากพื้นสูงสุด 228 มม. ขณะที่รุ่น GLS อยู่ที่ 219 มม. ล้อมีให้เลือกตั้งแต่ 18 นิ้ว ขนาดยาง 255/65 R18 ไปจนถึง 20 นิ้ว ขนาดยาง 255/55 R20 ในรุ่นสูงกว่า
ด้านหน้าเลือกใช้กระจังหน้า 2 คาแรกเตอร์ ทั้ง Kendo Mask ในรุ่น GLS และ GSR ขณะที่รุ่น Super Exceed ใช้กระจังหน้า Honeycomb ที่หยิบแรงบันดาลใจจากตำนานดาการ์ของปาเจโรมาตีความใหม่
ไฟหน้า-ท้าย LED รูปตัว T กลายเป็นลายเซ็นใหม่ ขณะที่รายละเอียดหลายจุดยังแอบซ่อน DNA ของปาเจโรรุ่นแรกเอาไว้ ตั้งแต่เสา C ที่ได้แรงบันดาลใจจากโรลบาร์ ไปจนถึงแนวคิดบริเวณด้านท้าย ที่นำตำแหน่งยางอะไหล่แบบดั้งเดิมมาตีความใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่เก็บสัมภาระให้มากขึ้น
จุดแข็งที่ไม่ควรมองข้าม คือ “แชสซีส์และช่วงล่าง”
ออล-นิว ปาเจโร ยังคงใช้โครงสร้าง Ladder Frame ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ เพิ่มการใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งต่อแรงบิดและแรงดัด ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ อิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็น 5-Link Torque Arm พร้อมเหล็กกันโคลง
และนี่คือจุดที่รู้สึกได้จากการขับจริง ตัวรถไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็น SUV ใหญ่ที่โยนตัวไปมา การควบคุมมีความมั่นคง ขับทางไกลสบาย และเมื่อเจอเส้นทางที่พื้นผิวเปลี่ยนไป ระบบช่วงล่างยังสามารถรักษาการสัมผัสพื้นของล้อได้ดี
ขับเคลื่อน 2 ล้อ ก็พอ แต่ถ้าจะลุย…ปาเจโรมีของให้เล่นเพียบ
รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อใช้การขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งจากการทดลองขับบนถนนทั่วไป 2H ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าจะเอาปาเจโรออกไปเจอสภาพทางที่หนักขึ้น รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ คือ ของจริง ระบบ Super All Wheel Control (S-AWC) ทำงานร่วมกับระบบ Super Select 4WD-II ให้เลือกการทำงานตามสภาพพื้นผิว
- 2H ขับสองล้อหลัง สำหรับถนนทั่วไป
- 4H ขับสี่แบบฟูลไทม์ กระจายแรงบิดหน้า-หลัง 40:60 เหมาะกับถนนเปียกลื่น
- 4HLC ล็อกเพลาหน้า-หลัง สำหรับเส้นทางสมบุกสมบัน
- 4LLC ล็อกเพลาพร้อมอัตราทดต่ำ สำหรับโคลน ทางชัน และเส้นทางทุรกันดาร
และยังมีโหมดการขับขี่ถึง 7 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Gravel, Snow, Mud, Sand และ Rock
พร้อม Active LSD ช่วยจัดการเมื่อล้อสูญเสียการยึดเกาะ และ Hill Descent Control (HDC) สำหรับควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน รวมถึงรองรับการทำงานขณะถอยหลัง
พูดง่ายๆ คือ ถ้าชีวิตไม่ได้ไปลุยป่า ลุยโคลนทุกวัน 2H ก็อยู่ได้สบาย แต่ถ้าคิดจะใช้ปาเจโรให้สมกับ DNA ที่สั่งสมมา 44 ปี ระบบ 4WD นั่นแหละ คือ ไพ่ใบสำคัญ
ห้องโดยสาร…ปาเจโรไม่ได้กลับมาเพื่อเป็นแค่รถสายลุย สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ ความพรีเมียม
โดยภายในห้องโดยสารใช้โทน Camel-Black พร้อมเบาะหนังแท้ Semi-Aniline และหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียม มี Ambient Light หลังคากระจก Panoramic Roof ขนาดใหญ่ และรายละเอียดงานตกแต่งที่หยิบเทคนิคงานหัตถศิลป์ญี่ปุ่นอย่าง Kimekomi มาใช้
จุดเด่นอีกเรื่อง คือ การจัดพื้นที่โดยสารที่ยืดหยุ่นมาก
เบาะแถว 2 สามารถเลื่อนหน้า-หลังได้ถึง 150 มม. เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขา และยังสามารถ Tumble เพื่อเปิดทางให้ผู้โดยสารเข้าแถว 3 ได้ง่าย การจัดเบาะรองรับได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ 7 ที่นั่ง , 6 ที่นั่ง โดยเว้นพื้นที่ตรงกลางแถว 2 ไปจนถึงการพับเบาะแถว 2 และ 3 เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระ นี่คือ การเปลี่ยนบทบาทจาก “รถลุย” ให้กลายเป็น SUV สำหรับครอบครัวเต็มตัว
เงียบจนคุยกันได้ ไม่ต้องตะโกนแข่งกับเครื่องยนต์
อีกจุดที่น่าสนใจจากการทดลองขับคือการเก็บเสียง ออล-นิว ปาเจโร ใช้กระจก Acoustic Class ถึง 5 บาน บริเวณกระจกหน้าและกระจกประตูหน้า-หลัง พร้อมวัสดุซับเสียงรอบคัน ช่วยลดเสียงลม เสียงพื้นถนน และเสียงจากห้องเครื่อง
ส่วนระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate ที่พัฒนาร่วมกับ Yamaha Corporation ติดตั้งลำโพงถึง 12 ตำแหน่ง พร้อมซับวูฟเฟอร์ และระบบชดเชยเสียงตามความเร็วรถ ฝน และการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
เลือกโหมดเสียงได้ 4 แบบ และเลือกตำแหน่งรับฟังได้ถึง 5 ตำแหน่ง นี่ไม่ใช่แค่รถสำหรับพาครอบครัวไปถึงปลายทาง แต่กำลังพยายามทำให้ ระหว่างทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสุขด้วย
เทคโนโลยีแน่น…ความปลอดภัยเพียบ
ออล-นิว ปาเจโร มาพร้อมระบบความปลอดภัย Diamond Sense ตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบตัวรถด้วยกล้อง เซนเซอร์ และเรดาร์ ตั้งแต่ ACC, Blind Spot Warning, Lane Change Assist, Forward Collision Mitigation, Predictive Forward Collision Warning, Lane Departure Warning/Prevention, Front และ Rear Cross Traffic Alert, Lane Keep Assist ไปจนถึง Traffic Sign Recognition รวมถึง Multi Around Monitor พร้อมมุมมองใต้พื้นรถด้านหน้า (Hood Transparent View) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่น่าสนใจสำหรับรถที่เกิดมาเพื่อเดินทางหลากหลายสภาพเส้นทาง และยังมีถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และระบบความปลอดภัยพื้นฐานอีก 22 ระบบ ขณะที่ MI-PILOT ผสาน Adaptive Cruise Control กับ Lane Keep Assist ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าและประคองรถให้อยู่ใกล้แนวกึ่งกลางเลน และยังมี MITSUBISHI CONNECT เชื่อมต่อรถกับผู้ใช้ ตั้งแต่แจ้งเหตุชน ขอความช่วยเหลือ SOS/Roadside Assistance ตรวจสอบสถานะรถ ควบคุมแอร์จากระยะไกล ไปจนถึงค้นหาตำแหน่งรถ
จากดาการ์…ถึงถนนเมืองไทย
ทั้งหมดนี้จะไม่มีความหมาย หากคำว่า “ปาเจโร” เหลือเพียงชื่อบนฝากระโปรง เพราะนี่คือรถที่มีประวัติยาวนานกว่า 44 ปี
โดยปาเจโรถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2525 จากแนวคิดรถเพื่อการพักผ่อนและสันทนาการ หรือ Recreation Vehicle ก่อนพัฒนาเป็น SUV ที่ผสมความสามารถแบบรถขับเคลื่อน 4 ล้อเข้ากับความสะดวกสบายของรถยนต์นั่ง
ปี 2526 ปาเจโรลงสนาม Dakar Rally เป็นครั้งแรก และสามารถคว้าอันดับ 1-2 ใน Production Class รวมถึงชัยชนะใน Marathon Class
จากนั้นปี 2528 ปาเจโรคว้าแชมป์ Overall Dakar ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นคว้าตำแหน่งสูงสุดของการแข่งขันรายการนี้
ชื่อ “ปาเจโร” จึงไม่ได้สร้างขึ้นจากคำโฆษณา แต่ถูกสร้างจากสนามแข่งและเส้นทางที่โหดจริง รุ่นที่ 2 เปิดตัวในปี 2534 พร้อมระบบ Super Select 4WD ที่กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของตระกูล รุ่นที่ 3 ตามมาในปี 2542 เปลี่ยนแนวคิดโครงสร้างไปสู่ Built-in Frame Monocoque เพิ่มความสบายและเสถียรภาพบนถนน พร้อมพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและช่วงล่างใหม่ ก่อนเข้าสู่รุ่นที่ 4 ในปี 2549 ซึ่งนำองค์ความรู้จากการแข่งขันและการทดสอบสภาพแวดล้อมสุดโหดมาต่อยอด พร้อมผลิตต่อเนื่องยาวนานจนถึงปี 2564
ตลอด 4 เจเนอเรชัน ปาเจโรมียอดขายสะสมกว่า 3.29 ล้านคัน ในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก
ตัวเลขนี้บอกอะไร?
บอกว่า ปาเจโรไม่ใช่แค่ชื่อรุ่น แต่เป็นหนึ่งในเสาหลักของประวัติศาสตร์มิตซูบิชิ และวันนี้…ตำนานกำลังกลับมาอีกครั้ง
การกลับมาของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร จึงไม่ใช่แค่การนำชื่อเดิมกลับมาใช้ แต่มันคือการเอา DNA ของรถที่ผ่านสนามดาการ์ ผ่านป่า ผ่านโคลน และผ่านถนนทั่วโลก มาผสมกับความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และความพรีเมียมของ SUV ยุคใหม่
จากที่ได้ลองขับจริง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ตัวเลข 204 แรงม้า หรือ 480 นิวตันเมตรเพียงอย่างเดียว แต่คือ “วิธีที่รถส่งกำลังออกมา” แรงมาแบบไม่โวยวาย เกียร์เปลี่ยนเนียน พวงมาลัยแม่น ตัวรถใหญ่แต่ควบคุมง่าย ทัศนวิสัยโปร่ง
ช่วงล่างมั่นคง และหากไม่ได้เอาไปลุยหนัก ขับสองก็เพียงพอ
นี่คือปาเจโรที่กำลังบอกว่า…
ฉันยังเป็นปาเจโรเหมือนเดิม เพียงแต่โตขึ้น สุขุมขึ้น และรู้จักคำว่า “พรีเมียม” มากกว่าเดิม
สิ่งเดียวที่ยังเหลือให้พิสูจน์ คือ ราคา เพราะ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เตรียมเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 พร้อมแผนส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ทันที และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,000 คันต่อเดือน
ที่สำคัญ ออล-นิว ปาเจโร ผลิตในประเทศไทย เรื่องอะไหล่และการดูแลหลังการขายจึงเป็นอีกประเด็นที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก
44 ปีที่ผ่านมา ปาเจโรสร้างตำนานมาแล้ว ส่วนบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มในประเทศไทย…
19 ตุลาคมนี้ ได้รู้กัน
โดย นรินทร โชติภิรมย์กุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มิตซูบิชิ เผยสเปก “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 19 ตุลาคมนี้
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เผยไฮไลต์สเปก “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นเรือธงเจเนอเรชันใหม่
มิตซูบิชิ เปิดตัว “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รุ่นเรือธงเจเนอเรชันใหม่ สะท้อนตัวตนแบรนด์อย่างแท้จริง
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เปิดตัว “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร1” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี โฉมใหม่ครั้งแรกของโลกอย่างเป็นทางการ
มิตซูบิชิ ขยายความแข็งแกร่งเครือข่ายผู้จำหน่ายแห่งใหม่ บน Community Mall แห่งแรก ใจกลางเมืองสกลนคร
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท มิตซู บี.ซี. สว่างแดนดิน จำกัด เดินหน้าขยายความแข็งแกร่งของเครือข่าย
มิตซูบิชิ ยกโชว์รูมบุกงาน BIG MOTOR SALE 2026
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ยกขบวนยนตรกรรมหลากหลายรุ่นลุยงาน BIG MOTOR SALE 2026 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ
ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในศึกการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ ของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิค
มิตซูบิชิ เปิดประสบการณ์พิเศษติดขอบสนาม พาลูกค้าเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ปลุกจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต! จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพาลูกค้าคนสำคัญร่วมเป็น

