การสิ้นสุดระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสครั้งที่หนึ่ง (ตอนที่ 2)

 

ไชยันต์ ไชยพร

ในการล่มสลายของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส นอกเหนือจากความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายที่สุ่มเสี่ยงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แล้ว ยังมีการ “การกุเรื่องใส่ร้าย” หรือการสร้างกระแสข่าวลือที่กลุ่มปฏิวัติหัวรุนแรงใช้เพื่อทำลายความชอบธรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ก่อให้เกิดมายาคติเรื่อง กษัตริย์ผู้ทรยศและการสมคบคิดต่างชาติ แม้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จะทรงปฏิญาณตนต่อรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 แต่ภาพลักษณ์ของพระองค์ได้ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นศัตรูของชาติ และมีการกุเรื่องว่าราชสำนักแอบส่งแผนการรบของกองทัพฝรั่งเศสให้แก่จักรวรรดิออสเตรียและปรัสเซียเพื่อให้ฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงคราม

แม้แถลงการณ์บรันสวิค (Brunswick Manifesto) จะเป็นประกาศจากแม่ทัพต่างชาติที่ขู่จะทำลายกรุงปารีสหากมีการคุกคามทำร้ายพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์  แต่ฝ่ายปฏิวัติได้แถลงการณ์นี้เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ว่าทรงเป็นผู้บงการให้ต่างชาติมาเข่นฆ่าประชาชนของพระองค์เอง และมีการโจมตีการใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายสามฉบับ ซึ่งแม้จะเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของพระองค์ แต่ก็ถูกนำมาปั่นกระแสให้กลายเป็นเรื่องเลวร้าย มีการตั้งฉายาให้พระองค์ว่าเป็น “นายวีโต้”  (Monsieur Veto) โดยฝ่ายปฏิวัติได้ทำการเผยแพร่สื่อสิ่งพิมพ์ที่วาดภาพให้พระองค์เป็นตัวตลกหรือปีศาจที่คอย “วีโต้” ทุกอย่างที่เป็นความต้องการของประชาชน โดยบิดเบือนเจตนาการใช้พระราชอำนาจยับยั้งของพระองค์ว่าทรงต้องการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการทำสงครามกลางเมืองเพื่อฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งที่พระองค์ทรงยับยั้งร่างกฎหมายเนรเทศบาทหลวงด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ศาสนา และความเมตตา

นอกจากนั้น ยังมีการกุเรื่องอื้อฉาวทางศีลธรรม มีการใช้ใบปลิวและภาพวาดเชิงลามกอนาจารเพื่อลดทอนพระเกียรติยศ และใส่ร้ายพระราชินี พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ว่ามีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศและใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนทำให้ชาติล่มจม และตั้งฉายาให้พระนางว่าเป็น คุณผู้หญิงที่สร้างหนี้สิน (Madame Déficit)  เพื่อโยนความผิดเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์

และมีการกุเรื่องว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเป็นคนโง่เขลา หลงเชื่อแต่คำสั่งของพระมหเสีชาวต่างชาติ และไม่มีความสามารถในการปกครอง และในช่วงก่อนการบุกพระราชวังตุยเลอรี มีการปล่อยข่าวลือว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16  ทรงเตรียมกองทัพรับจ้างสวิสไว้เพื่อ “สังหารหมู่ประชาชน”  ในปารีส  ข่าวลือนี้กระตุ้นให้ฝูงชนเกิดความกลัวจนนำไปสู่การบุกยึดพระราชวังและการสั่งพักงานพระมหากษัตริย์ในที่สุด

จากการการกุเรื่องทั้งหลาย ทำให้เกิดความเข้าใจว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 16  ทรงเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทำให้สภาแห่งชาติ (National Convention) มีความชอบธรรมในการลงมติยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ในเวลาต่อมา 

การใส่ร้ายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือที่ไร้สาระ แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่มุ่งเน้นการสร้าง “ความหวาดระแวง” ในหมู่มหาชน จนทำให้กลไกของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 ที่ออกแบบมาเพื่อการประนีประนอมต้องพังทลายลง เพราะประชาชนไม่เหลือความไว้วางใจในตัวประมุขของรัฐอีกต่อไป

เรื่อง “ตู้เหล็กลับ” (Armoire de fer) ถือเป็นหนึ่งในกลวิธีทำลายความชอบธรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่รุนแรงที่สุด โดยการนำ “ความจริงบางส่วน” มาผสมผสานกับการ “บิดเบือนเจตนา” เพื่อสร้างภาพให้พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่คบคิดกับศัตรูเพื่อทำลายชาติ  โดยในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1792 (หลังจากระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิกไปแล้ว) ช่างทำกุญแจชื่อ ฟร็องซัว กาแม็ง (François Gamain) ได้นำเจ้าหน้าที่ไปยังที่ซ่อนลับในกำแพงพระราชวังตุยเลอรี ซึ่งเป็นตู้เหล็กที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงสร้างขึ้นเอง (เนื่องจากพระองค์ทรงมีความชำนาญด้านงานช่างกุญแจและโลหะ) ภายในบรรจุเอกสารลับไว้หลายร้อยฉบับ  แม้เอกสารส่วนใหญ่จะเป็นจดหมายโต้ตอบทางการเมืองปกติ แต่ฝ่ายปฏิวัติหัวรุนแรง เช่น กลุ่มจาโคแบง ได้บิดเบือนเนื้อหาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง บิดเบือนว่ามีการให้สินบนสมคบคิดเพื่อทำลายการปฏิวัติ  และการกุเรื่องเรื่องแผนสังหารหมู่ โดยมีการปล่อยข่าวลือว่าในตู้เหล็กมีรายชื่อประชาชนที่จะถูกประหารชีวิตหากกองทัพต่างชาติบุกยึดปารีสสำเร็จ เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้มหาชน   ฝ่ายปฏิวัติบิดเบือนว่าเอกสารเหล่านี้คือหลักฐานการส่งแผนที่ทางทหารและจุดอ่อนของกองทัพฝรั่งเศสให้แก่ออสเตรียและปรัสเซีย ทั้งที่จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นจดหมายส่วนพระองค์หรือแผนการปฏิรูปทางการเมือง

การพบตู้เหล็กนี้ถูกนำมาใช้เป็น “หลักฐานมัดตัว”  สำคัญในการพิจารณาคดีตัดสินสำเร็จโทษพระเจ้าหลุยส์ที่ 16   ฝ่ายนิติบัญญัติใช้เอกสารในตู้เหล็กมาอ้างว่า การที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ “พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายชั่วคราว” ไม่ใช่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบ่อนทำลายรัฐธรรมนูญตามที่ปรากฏในจดหมายลับ แม้ตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 พระมหากษัตริย์จะทรงมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่ฝ่ายปฏิวัติอ้างว่า “ตู้เหล็กลับ” คือหลักฐานของความผิดอาญาแผ่นดินที่อยู่เหนือเอกสิทธิ์ใดๆ  การพบตู้เหล็กลับจึงไม่ใช่แค่การพบเอกสาร แต่เป็นเครื่องมือที่ฝ่ายปฏิวัติใช้ “ปิดโอกาสในการแก้ตัว”  ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยการบิดเบือนว่าความพยายามประนีประนอมทางการเมืองคือการทรยศชาติ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะความหวาดระแวงในยุคนั้นที่มหาชนพร้อมจะเชื่อเรื่องเล่าที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

นอกเหนือจากการบิดเบือนเอกสารจริงจาก "ตู้เหล็กลับ" (Armoire de fer) แล้ว ยังมีการใช้วิธีการที่รุนแรงกว่าคือ “การปลอมพระราชหัตถเลขา”  (Forgery of Royal Letters) เพื่อใช้เป็นหลักฐานเท็จในการมัดตัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในข้อหาทรยศต่อชาติ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ

1. มีขบวนการปลอมแปลงเอกสาร ในช่วงที่มีการพิจารณาคดีพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ฝ่ายปฏิวัติหัวรุนแรงบางกลุ่มตระหนักว่าเอกสารจริงที่พบในตู้เหล็กอาจยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสั่งสำเร็จโทษพระองค์ได้ตามข้อกฎหมาย  จึงมีการกุเรื่องและปลอมแปลงเอกสารขึ้นมาเสริม โดยการลอกเลียนลายพระหัตถ์ผ่านการว่าจ้างนักคัดลายมือหรือผู้เชี่ยวชาญให้ปลอมแปลงลายพระหัตถ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในพระราชหัตถเลขาโต้ตอบที่ดูเหมือนว่าพระองค์ทรงติดต่อกับเจ้าชายฝรั่งเศสที่ลี้ภัยในต่างแดน (Émigrés)  พระราชหัตถเลขาปลอมเหล่านี้มักระบุเนื้อหาเชิงรุก เช่น การขอให้กองทัพต่างชาติเร่งบุกปารีส หรือการรับรองว่าจะประหารชีวิตสมาชิกสภาปฏิวัติทุกคนเมื่อพระองค์ทรงได้พระราชอำนาจคืนกลับมา

2. การใช้พระราชหัตถเลขาปลอมในกระบวนการพิจารณาคดีในระหว่างการไต่สวนต่อหน้าสภาแห่งชาติ เอกสารเหล่านี้ถูกนำมาเสนอในฐานะ “หลักฐานใหม่”  เมื่อคณะอัยการนำพระราชหัตถเลขามาแสดง พระองค์ทรงยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ใช่ลายพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงปฏิเสธทุกข้อความในพระราชหัตถเลขาเหล่านั้น แม้จะมีความพิรุธในตัวเอกสาร แต่ฝ่ายปฏิวัติกลับกดดันให้สภายอมรับเอกสารเหล่านี้โดยไม่ต้องผ่านการพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีมาตรฐานชัดเจน เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการลงมติสำเร็จโทษพระองค์

3. นัยสำคัญของการบิดเบือนและปลอมแปลงการปลอมพระราชหัตถเลขาสะท้อนถึงสภาวะทางการเมืองที่ “กติกาตามรัฐธรรมนูญ”  ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ทำลายเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 พระมหากษัตริย์ทรงมีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ถูกฟ้องร้อง แต่การปลอมเอกสารให้ดูเหมือนมีการ “สมคบคิดกับศัตรูในยามสงคราม”  ถูกใช้เป็นข้อยกเว้นเพื่อถอดถอนเอกสิทธิ์นี้  การปลอมแปลงนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ชนะคดีในสภา แต่เพื่อสร้าง “ความชอบธรรม”  ในใจประชาชนว่าพระมหากษัตริย์คือศัตรูที่ชั่วร้ายที่สุดของประชาชน

การปลอมพระราชหัตถเลขาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “ทำลายความน่าเชื่อถือ”  อย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของผู้เขียนที่ว่า ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญครั้งที่หนึ่งของฝรั่งเศสล่มสลายลงเพราะฝ่ายปฏิวัติไม่ยอมรอกระบวนการนิติบัญญัติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  แต่เลือกใช้ทางลัดผ่านการบิดเบือนข้อมูลเพื่อกำจัดสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สูญสิ้นไป

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรฝรั่งเศส: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1791-1792)  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สปิริตแรงกล้า! 'ชวน' ยังป่วยอยู่รพ. ออกมาบรรยายให้ข้อคิด สส.ชุดใหม่ อย่าเริ่มต้นการเมืองด้วยเงิน

"ชวน หลีกภัย" ป่วยติดเชื้อ ถอดสายน้ำเกลือออกจากรพ. เข้าบรรยายพิเศษรับ สส.ใหม่ เตือน อย่าเริ่มต้นการเมืองด้วยเงิน หวั่น เกิดวงจรอุบาทว์ ขอ ยึดประโยชน์ ปชช.เหนือผลประโยชน์การเมือง ลั่น หาก รธน.ดี แต่คนไม่ดี กฎหมายก็มีปัญหา